สั่งลา

1377 Words
2 สั่งลา โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเมตรครึ่งสองตัวมีผ้าสีขาวคลุมจนถึงพื้นพรม ตั้งอยู่หน้าห้องของผู้จัดการแผนกการตลาด โต๊ะหนึ่งมีอาหารทานเล่นขนาดพอดีคำ จัดใส่ถาดสี่เหลี่ยมวางเรียงรายดูน่ากิน ด้านข้างมีจานกระดาษ ช้อนและ ส้อมพลาสติก ถัดไปเป็นตู้เย็นขนาดกลางมีน้ำผลไม้กล่องซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สุดท้ายคือมุมชา กาแฟ ถาดคุกกี้เนยสด บราวนี่และผลไม้แห้งของโชคอนันต์ “เอ๊ย ลุย” อรุณเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าเดอะแก๊งทันทีที่ เห็นเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งมาถึงถือจานตรงสู่โต๊ะอาหาร สามสาวพยักหน้าใส่กันอย่างรู้ใจ เพราะเสือหิวโซอย่างอรุณไม่มีทางปล่อยให้ใครกินก่อนแน่นอน “แกสั่งของพอยัยอรุณหรือเปล่า” แตงกวาเอ่ยถาม คนจัดงานที่ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะมองไปยังอรุณอย่างเอ็นดู โดยไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของเธอนั้นได้ทำให้หัวใจของคนมองเต้นแรง “ก็น่าจะพอนะ คนอื่นปุ้นนับแค่ท้องเดียวแต่อรุณนี่” ข้าวปุ้น กลางมือออกนั่นทำให้แตงกวากับส้มหลุดขำ ส้มเอ่ย “ใจดีจังนับนังอรุณตั้งห้าท้อง” “อ้อ ปุ้นสั่งคุกกี้เนยสดให้ส้มด้วยนะ ส่วนน้ำลำไยกับ น้ำมะพร้าวของแตงกวาปุ้นก็ไม่ลืม เนื้อเน้น ๆ เลยแหละ” “อึ๋ยย…ปุ้นพวกเรารักแกวะ” พูดไม่พูดเปล่าสองสาว โอบเอวคอด ซบใบหน้าลงบนไหล่ของคนช่างใส่ใจก่อนจะพากันเร่งฝีเท้าไปยังกลุ่มคน ทว่าต้องหยุดเมื่อมีบุรุษร่างกำยำยืนขวางอยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของข้าวปุ้นแปรเปลี่ยนเป็นโหมดเคร่งขรึมในทันที แม้จะรู้แก่ใจว่าเจ้านายโปรดปรานจนถึงขั้นให้เธอวางตัวตามสบาย แต่เป็นเธอเองที่ทำไม่ได้ นี่ขนาดว่าเธอรักษาระยะห่างระหว่างนายกับลูกน้องแล้ว ก็ยังไม่วายเกิดเสียงซุบซิบนินทา ปากกับความคิดของคนมันเหนือการควบคุม หากคนพูดเหนื่อยก็คงเลิกราไปเอง สิ่งนี้เธอบอกกับตัวเองเสมอ “ไม่ทราบว่าคุณวสุต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมคะ” “อ้อ ผมเอาจานมาให้นะครับ” ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีที่หมกมุ่นทำแต่งานจึงครองสถานะโสด กอปรกับเลขานุการคนเก่าอายุเท่ากับป้าที่บ้าน ชีวิตการทำงานในแต่ละวันของเขาจึงไม่มีอะไรน่าสนใจ พอมาเจอเลขานุการคนใหม่ที่ขยัน ชอบเรียนรู้ ร่าเริงสดใส แถมยังมีบุคลิกโดดเด่น หัวใจที่เคยเต้นแบบเหนื่อยหน่าย จู่ ๆ ก็มีกำลังวังชาขึ้นมา “ขอบคุณค่ะ / ขอบคุณค่ะ” แตงกวากับส้มพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน รีบรับจานจากมือของหัวหน้าแล้วรีบเดินหนีเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้สั่งลา ทั้งคู่เดินไปไม่กี่ก้าวก็หันมาขยิบตา ให้เพื่อน ข้าวปุ้นแน่ใจหนักหนาว่าข่าวลือไม่ได้มาจากปากของเพื่อนสนิท แต่เป็นสายตาอันหวานฉ่ำของเขาต่างหากที่มันฟ้องและทำให้เป็นข่าว จะทำอย่างไรได้นอกจากยิ้มขอบคุณในแววตาขณะหยิบจานกระดาษแล้วเดินเลี่ยงออกไปอย่างสุภาพ “ข้าวปุ้นกินข้าวกับเป็นมื้อสุดท้ายผมได้ไหมครับ” แม้น้ำเสียงของเขาจะเบาแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักฝ่าเท้า ข้าวปุ้นหันกลับมาส่งยิ้มให้เจ้านาย วันแรกเธอเคารพเขาเป็นเจ้านายที่แสนดีอย่างไร วันสุดท้ายในใจของเธอก็ไม่เคยเปลี่ยน “ได้สิคะ พวกเรากำลังคิดอยู่ว่าจะเอาเวลาไหนอวยพรให้คุณวสุ งั้นข้าวปุ้นขอไปตักอาหารนะคะ จะได้มานั่งด้วยกัน” “ปุ้น” ผู้เป็นนายเอ่ยแผ่วเบาผ่านลำคอแห้งผาก สูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะระบายออกอย่างเชื่องช้า ด้วยว่าพยายามข้ามเส้นคั่นกลางอยู่หลายครั้งก็ไม่เคยสำเร็จ วสุรีบเอานิ้วปัดปลายจมูกแก้เก้อก่อนจะวางมาดนายใหญ่เมื่อรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมอง เพียงไม่นานทั้งสี่คนก็ได้ที่นั่ง ตรงกลางคือโต๊ะกลมขนาดเล็กเต็มไปด้วยแก้วน้ำ จึงจำเป็นต้องวางจานอาหารไว้บนหน้าตัก “ฮื่อ! น้ำจิ้มป้าหยอดนี่แซ่บในสามโลกจริง ๆ นะแก” แตงกวาตาโตขยับเคี้ยวอาหารในปากอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนข้าวปุ้นกินอาหารก็จริงแต่สายตากลับกวาดมองรอบห้องเพราะกลัวว่างานจะออกมาไม่ดี “ปุ้นกินเถอะ สาว ๆ พวกนั้นดูแลตัวเองได้ ไม่เห็นเหรอว่ามียักษ์ปักหลักคอยช่วยอยู่” แตงกวาพยักพเยิดหน้าส่งสายตาเอ็นดูไปยังนักบัญชีสาวตัวกลม ทรงผมบ๊อบสั้นระดับติ่งหู ตัดหน้าม้ารับกับจมูกเล็ก ริมฝีปากบางเล็กกินยังกับยัดนุ่น ทำตัวเนียนบริการเพื่อนฝูงอยู่ที่โต๊ะบุฟเฟ่ต์ แท้จริงคือคอยซัดคอหมูย่างจนปากมันแผล็บ “นั่นสิครับ” ข้าวปุ้นยิ้มเจื่อนกับคำพูดของเจ้านาย เริ่มเกร็งตัวเมื่อสัมผัสถึงกระแสบางอย่างจากแววตาที่ลอบมองมา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเป็นคนดูดี มีใบหน้าสะอ๊าดสะอาดคล้ายหนุ่มเจ้าสำอาง แต่งตัวภูมิฐานสมกับตำแหน่ง ทำงานเก่ง ฉลาดและรอบคอบ ตอนที่เธอยังไม่ได้เป็นเลขานุการก็คิดว่าเขาวางตัวแก่กว่าวัย ดูขี้เก๊ก เข้าถึงยาก มีหกเดือนให้หลังนี่แหละที่เธอเริ่มอึดอัดกับความสายตาที่เปลี่ยนไปของเขา แม้เขาจะดีพร้อมและมั่นคงอย่างที่สาวงามหลายคนถวิลหา ทว่ากลับไม่ใช่เธอ จนเกิดเสียงซุบซิบนินทาประมาณว่า ‘สวยแล้วหยิ่ง’ ‘หน้าตาหล่อนดีนี่จะตั้งมาตรฐานสูงก็ไม่แปลก’ แท้จริงแล้วหัวใจดวงน้อยของเธอต่างหากที่ไม่อาจจะรักใครได้อีก ก็คนที่นั่งอยู่ข้างในดันเพียบพร้อมเกินกว่าจะบรรยายอารมณ์ก็ประมาณว่าเคยกินอาหารอร่อยเลิศรสของมิชลินสตาร์ระดับสูงสุดมาแล้ว พอไปกินร้านอื่นทั้งที่เป็นสูตรเดียวกันแท้ ๆ แต่โสตประสาทลิ้นดันฝังใจกับความแซ่บของร้านแรก การเปรียบเทียบนี้ย้ำเตือนว่าเธอยังไม่ลืมเขาคนนั้น “ลองเปาะเปี๊ยะกุ้งไหมครับ กุ้งสดแป้งกรอบไม่อมน้ำมัน อร่อยมากเลยนะ” คนพูดหยิบเปาะเปี๊ยะทอด มีกุ้งตัวโต ยัดไส้แถมราดน้ำจิ้มสามรสมาให้เรียบร้อย เพราะเห็นในถาดมีเปาะเปี๊ยะเจ้าดังน้อยชิ้น เลยตั้งใจเอามาเผื่ออีกคน “ไม่เป็นไรค่ะหัวหน้าทานเลย ทานเยอะ ๆ นะคะ อยู่ญี่ปุ่นตั้งหนึ่งปี ที่นั่นมีเทมปุระก็จริงแต่คงสู้เปาะเปี๊ยะเจ๊ปานไม่ได้แน่” วสุจำต้องวางความตั้งใจไว้ในจานดังเดิม แม้สองสาวจะแกล้งไม่สนใจแต่เขาก็ไม่ชินที่จะพูดเรื่องส่วนตัวต่อหน้าลูกน้อง เขาเดาว่าพวกเธอคงจำใจมานั่งตามคำขอของเขมิกา “ข้าวปุ้นชอบดอกซากุระไหมครับ อีกสามเดือนข้างหน้าก็เป็นเทศกาลฮานามิ เขาลือกันว่าสวยมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีชมพูยาวสุดลูกหูลูกตาเลยเชียว” “ชอบค่ะ ส้มชอบ ใช่ช่วงต้นเดือนพฤษภาไหมคะ เอ๊ยพวกเราลองจัดทริปด้วยกันสักครั้งไหม” คนตอบไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าหัวหน้าถามใคร เพราะมัวแต่แทะปีกไก่ทอดน้ำปลาอย่างเอร็ดอร่อย แตงกวาพูดสวนขึ้นทันควัน “เมาไก่หรือไงถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อ ไปกันหมดแล้วใครจะทำงานยะ” “อ้าว งั้นก็ไปช่วงวันหยุดสิ” ส้มรีบเช็ดมือกับทิชชูเปียก จากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดปฏิทินดูวันหยุดนักขัตฤกษ์ “เฮ้ย วันแรงงานหยุดตั้งหลายวันนะแก” พูดเสร็จส้มก็ส่งสายตาวาววับให้กับแม่มาเฟีย ส่วนเพื่อนสาวอีกคนทำหน้า นิ่งเฉย เลยรู้ว่าเพื่อนปุ้นโนสนโนแคร์ “พวกแกไปเลย วันหยุดยาวปุ้นว่าจะทำความสะอาดบ้าน”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD