3 ปะทะ
นายยิ้ม หรือที่ทุกคนเรียกว่าลุงยิ้ม เป็นทหารเก่าปลดเกษียณที่ยังดูแข็งแรง เพราะว่าเขามีบุคลิกที่ดีและดูน่าเกรงขามจึงได้งานทำที่นี่ นายยิ้มเป็นคนจิตใจดียิ้มเก่งตามชื่อ แต่จำต้องทำหน้าเหี้ยมเข้าไว้เพราะทำงานอยู่แผนกรักษาความปลอดภัยหากยิ้มเยอะเดี๋ยวโจรมันไม่กลัว
ภายในลิฟต์ของโชคอนันต์ ชายสูงวัยลอบมองคนที่ยื่นอยู่ด้านข้างตั้งแต่หัวจดปลายเท้า ‘โลกนี้ช่างลำเอียง มันมีอยู่จริง!’ ไอ้หนุ่มนี้มันหล่อของแท้ จะเรียกว่าพระเจ้าทุบเบ้าหน้าให้ก็ไม่แปลก แถมยังดูหะรูหะราเกินคนแถวนี้ สูทสีน้ำเงินที่สวมทับเสื้อยืดคอกลมสีขาว แค่มองเนื้อผ้านายยิ้มก็รู้ในทันทีว่าไม่ได้ซื้อมาจากตลาดนัดข้างโรงงาน รองเท้าผ้าใบสีเดียวกับเสื้อยืดดูเอี่ยมอ่อง มีโลโก้ภาษาอังกฤษตัวซีที่ด้านหลังซ้อนทับกันทำให้เขานึกถามตัวเองในใจ ‘มันใช้กาแนลป้ะวะ’
ยี่ห้อพวกนี้เขาไม่รู้หรอก ทว่าเคยได้ยินเด็กสาวในโรงงานพูดถึงแบรนด์ดังจากอิตาลี เลยจำไว้เผื่อจะได้เอาไปฝอยกับเขาถูก
นายยิ้มก้าวเท้าออกจากลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิด ชายร่างสูง ราวสองเมตรในวัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ปั้นหุ่นจนงดงามจากการเล่นกล้าม เชิดใบหน้าขึ้นราวกับนายแบบขณะก้าวเท้าตามชายสูงวัย
ต้นกล้าเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถือวิสาสะแยกตัวจากคนนำทาง แล้วกวาดสายตามองสถานที่โดยรอบ ยอมรับว่าตื่นเต้นมากเพราะงานนี้เป็นงานแรกที่เขาจะเปิดโลกกว้างของตัวเอง
แม้รู้ตัวว่าไร้ประสบการณ์แต่ก็ไม่น่าจะยาก เพราะเขาเชื่อในสมองอันชาญฉลาดของตน ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาบริหารธุรกิจ
อีกด้านหนึ่งของห้อง ถึงงานเลี้ยงจะจบลงแล้วแต่ก็ยังมีพนักงานราวห้าหกคนยืนดื่มชากาแฟและพูดคุยกันอย่างถูกคอโดยไม่ได้สนใจมองนายยิ้มที่เดินจ้ำอ้าวไปหาผู้หญิงที่ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ใต้โต๊ะอาหาร
“คุณเขมิกาครับ”
“อ้าวลุงยิ้ม ข้าวปุ้นกำลังหากล่องใส่อาหารให้อยู่เลย กะว่าถ้าเสร็จแล้วจะเอาลงไปให้ลุง เนี่ยมีของป้าแพรวกับป้าจอยด้วยนะ ลุงยิ้มหิวไหมคะ”
เลขานุการผู้ใจดีรีบคว้ากระดาษทิชชูเปียกเช็ดมือ จากนั้นก็กุลีกุจอหยิบจาน คีบอาหารใส่จนพูนแล้วยื่นจานให้ ผู้มาเยือน เมื่อเห็นว่าลุงยิ้มกวาดตามองไปทั่วเธอเลยเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“อ้าวไปไหนแล้วหายไปยังกับผี เมื่อกี้ยังตามมาติด ๆ อยู่เลย” ลุงยิ้มบ่นเบา ๆ เกาหัวขณะหันซ้ายแลขวามองหาพ่อ รูปหล่อ ก่อนจะหยิบจานจากมือของคนตรงหน้า
“ลุงจะดื่มน้ำอะไรตามสบายเลยค่ะ ว่าแต่ใครหายไป ใครเป็นผีค่ะ” คนถามไม่ได้สนใจจะฟังคำตอบเพราะรีบเร่งเคลียร์พื้นที่
ข้าวปุ้นรีบคว้ากล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมหลายใบวางไว้ตรงหน้า จัดแจงคีบอาหารใส่กล่องห่อให้ลุงยิ้มกับแม่บ้าน อีกสองคน น้ำใจเหล่านี้เธอไม่ได้หวังเส้นไหว้เพื่อให้ใครมา โปรดปราน แต่เพราะการให้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ทำให้เธอ สุขใจได้ทั้งนั้น
นายยิ้มตักอาหารใส่ปาก จากนั้นวางจานลงบนโต๊ะ หยิบแก้วพลาสติกตักน้ำมะพร้าวยกดื่มเอื้อกใหญ่ ส่งเสียงออกมาอย่างชื่นใจเมื่อต่อมรับรสสัมผัสกับความหอมหวานก่อนจะตอบ
“หัวหน้าใหม่ของคุณครับ ขอผมขึ้นมาดูห้องทำงานก่อนเริ่มงานวันจันทร์” คนพูดกวาดสายตามองหาขณะหยิบอาหารเข้าปากอีกครั้ง นั่นทำให้เลขานุการต้องมองตามและรู้สึกตื่นเต้น ไปด้วย ข้าวปุ้นนึกภาวนาในใจขอให้นายคนใหม่ใจดีเหมือนกับ นายคนเก่าก็พอ เมื่อมองหาแล้วไม่เห็นใครเธอเลยทำงานต่อ
ราวห้านาที ปลายเท้าของชายร่างสูงใหญ่กำลังเดินเข้าใกล้บริเวณงาน สายตาทุกคู่จับจ้องบนใบหน้าโดดเด่น พวกเขารู้ในทันทีว่าเป็นนายใหม่ คงมีแต่ข้าวปุ้นที่มัวแต่นั่งชันเข่าก้มเก็บเศษอาหารที่ร่วงอยู่บนพื้นพรม
“อ้าวคุณเมธานนท์ ไปไหนมาครับผมมองหาตั้งนาน” ชื่ออันคุ้นเคยทำให้มือเรียวชะงัก หันขวับมองตามสายตาของชายชรา
เปรี้ยง!
ข้าวปุ้นรู้สึกชาไปทั้งตัวราวกับโดนฟ้าผ่า แข้งขาอ่อนจนต้องนั่งพับเพียบลงกับพื้น เธอรีบก้มหน้าขวับหลบสายตาของอีกฝ่าย ที่เดาว่าเขากำลังโกรธ สมองอันน้อยตั้งและตอบคำถามเองอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
แฝดพี่ต้นกล้าหรือเปล่าวะ?
ไม่ใช่หรอกนังปุ้น พี่ต้นกล้าไม่ได้ดูดีขนาดนี้
ตัดผมเนี้ยบแบบนี้ไม่ใช่แน่นอน พี่แกรักทรงผมเซอร์ ๆ ทรงนั้นจะตาย ไม่ใช่แน่ ๆ
เสียงหนึ่งแว่วขึ้นในหัวของเธอ “พี่ต้นกล้าค่ะปุ้นชอบ ผมพี่จังเลย นุ้มนุ่ม”
ฮื่อ! ตัดประชด!
ข้าวปุ้นสะบัดหัวเพื่อไล่อาการงงงวยกับคำถามที่หาคำตอบยังไม่ได้ เรือนกายร้อนรุ่มเหมือนคนจับไข้ ขนลุกซู่สัมผัสถึงแรงอาฆาตจากนัยน์ตาสีถ่านตรงหน้า และดูเหมือนว่าจะ มีพลังงานมากจนทำให้มือของเธอเริ่มสั่น
“เอาโต๊ะเลขาฯ หน้าห้องไปตั้งตรงไหนก็ได้ให้ไกลจากลูกกะตาของผม ผมไม่ชอบคนและความวุ่นวาย อ้อ แล้วป้ายชื่อนั่น เขมิกา วรรักษ์ ถ้าจะวางบนโต๊ะกรุณาหันไปทางอื่นไม่ต้องหันมาให้ผมอ่าน สมองผมดี จำชื่อคุณได้แม่น!”
เลขานุการสาวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังปาดเหงื่อที่ผลิอยู่บนกรอบหน้า เพื่อนฝูงรอบข้างต่างพากันตกใจกับเสียงที่ดัง
ความเกลียดชังอันชัดเจนนี้ทำให้ทุกคนยืนนิ่งหยุดการหายใจไปชั่วครู่ นายยิ้มหุบรอยยิ้มลงฉับ มือไม้อ่อนจนจานกระดาษแทบหลุดจากมือ
‘โห่! พูดแรงได้ซะขนาดนี้ก็ต้องเป็นพี่ต้นกล้าตัวจริงเสียงจริงล่ะวะ’
เสียงโอดครวญดังอยู่ในใจของข้าวปุ้นก่อนที่จะรีบตั้งสติขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วตรงปรี่เข้าไปในห้องทำงาน ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับคนรอบข้างพอตั้งสติได้ก็รีบกรูเข้าไปช่วยผู้เคราะห์ร้าย
นายยิ้มประหลาดใจกว่าเพื่อนเพราะตอนเจอกับพ่อหน้าหล่อยังเป็นคนอยู่เลย ไม่รู้ไปโดนตัวไหนเข้าถึงได้กลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสียอย่างนั้น มันเกิดขึ้นไวมากจนเขาเองไม่ทันได้ ตั้งตัว
ยิ่งเห็นใบหน้างดงามอุณหภูมิในหัวของคนตัวโตยิ่งร้อนขึ้น ไฟแค้นไฟโกรธในจิตใจที่เขาคิดว่ามันมอดดับไปแล้ว แท้จริงก็ไม่ต่างจากลาวาใต้ภูเขาที่คุกรุ่นอยู่ เพียงแค่รอจังหวะที่เหมาะสมก็พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ เขาส่งเสียงเข้ม
“ของของใครก็ให้เขาเก็บเอง คนที่ไม่เกี่ยวข้องทำไมถึงไม่กลับไปทำงาน”
แตงกวาหยุดชะงัก ด้วยว่าสิ่งที่ได้ยินมันช่างไร้เหตุผล แล้งน้ำใจ ขาดภาวะผู้นำ และจงใจแกล้งกันชัด ๆ จึงรีบหันกลับ ไปเผชิญหน้า
“พวกเรารู้ค่ะว่าคุณเป็นนายใหม่แล้วก็เริ่มงานวันจันทร์ วันนี้จะตรวจสอบอะไรคุณก็ทำไปเถอะค่ะ แต่ถ้าจะสั่งอะไรดิฉันขอแนะนำว่าเริ่มวันจันทร์จะดีกว่า อ้อ คงไม่ว่าอะไรถ้าดิฉันจะขออยู่ช่วยข้าวปุ้นเก็บงานตรงนี้จนเสร็จ ฮึ! กินด้วยกันก็ต้องช่วยกันเก็บสิ จริงไหมพวกเรา”