เจ้าของแววตาคมคายเดินลิ่วนำหน้าคนช่างตื๊อ รู้สึกรำคาญกับนิสัยเอาแต่ใจและไม่รู้จักโต ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวบอกว่าหิวข้าวเขาเลยพาไปที่โรงอาหาร พอถึงโสตประสาทหูก็เอือมระอากับน้ำเสียงออดอ้อน
“อุ๊ยย เสียงดังแบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องหรือคะ คนก็เยอะข้าวเม่าไม่อยากเป็นข่าวอะพี่ต้นกล้า”
อ้าวแล้วมาแดกข้าวกับกูทำไม ทนเอามึงไอ้กล้า เขาบ่นอุบอิบในใจ พอระงับอารมณ์ได้ก็ตัดสินใจขับรถพาไปกินร้านอาหารหรูในเมือง พอถึงร้านก็อีกนั่นแหละเรื่องเยอะ
“คนน้อยอาหารคงไม่อร่อยแน่เลยค่ะ”
สรุปกูต้องพามันกลับบ้านกินไข่ดาวกับขนมปังทาแยม
อยากเอากูว่างั้น
ฝันไปเถอะน้องเม่า กูหวงตัวโว้ย!
คนตัวโตส่ายหน้าเอือมระอา พลันสายตาเห็นร่างระหงกำลังวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะของเขา ชายร่างสูงรีบเอามือยีผมให้ดูยุ่งเล็กน้อย บิดผิวบนคอของตัวเองจนเกิดรอยแดงสองสามจุด จากนั้นเขาก็รีบแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตออก ขยุ้มเนื้อผ้าช่วงอกจนเกิดเป็นรอยยับ
“พี่กล้าขารอข้าวเม่าด้วยสิคะข้าวเม่าใส่ส้นสูงเดินเร็วไม่ได้”
ร่างสูงโปร่งพอเดินมาถึงก็ขมวดคิ้วมองคนตัวโตอย่างสงสัยว่าความเนี้ยบของเขาหายไปไหนหมด แถมยังยิ้มหวานให้เธอทั้งที่ก่อนหน้านี้บึ้งตึงเหมือนคนถ่ายไม่ออก ข้าวเม่าเริ่มคิดว่าเขาอาจจะไม่เต็มบาท หรือไม่ก็ประสาทอ่อน ๆ
เม่าไม่แคร์ค่ะ ใบหน้ากับหุ่นของพี่ต้นกล้ากลบทุกอย่างได้หมดเธอคิดในใจ พรายยิ้มหวานก็จริงแต่แววตายังสงสัยอยู่
“อ๋อ! พี่ร้อนน่ะ มาค่ะเดินไปพร้อมกัน”
ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงจัดฉีกยิ้มหวานเมื่อวงแขนแกร่งของอีกฝ่ายโอบรอบเอวของเธอ
เสียงกระแอมในลำคอทำให้เลขานุการสาวหันขวับไปทางประตู หัวใจดวงน้อยหล่นดังตุ๊บแตกกระจายไม่ต่างจากแก้วเมื่อเห็นสภาพของเขา นัยน์ตาดำขลับสั่นระริกจ้องใบหน้า คมคาย อยากกรีดร้องและตะโกนถามดัง ๆ
“เอากันเพิ่งเสร็จใช่ไหม เอากันไปกี่รอบ ฮะ!”
10 ช่วงตัดใจ
‘แต่เธอไม่มีสิทธิ์’ เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว ข้าวปุ้นได้แต่กัดกรามกรอดกลั้นอารมณ์โกรธของตัวเอง มือที่กำแน่นจนสั่นก็ค่อย ๆ คลายออกก่อนจะปรับน้ำเสียงพูดอย่างสุภาพ
“รบกวนคุณเมธานนท์เซ็นชื่อแฟ้มสีแดงก่อนนะคะ เป็นค่ามัดจำโปสเตอร์กับโบรชัวร์สำหรับสินค้าตัวใหม่ที่จะวางตลาดในอีกสามเดือน ส่วนแฟ้มสีเหลืองเขมิกาขอก่อนสี่โมงเย็นค่ะ เป็นค่าเงาะไร่ลุงพล”
แน่นอนว่าเขาได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ตั้งใจที่จะเพิกเฉย และยั่วยุอีกฝ่ายด้วยการใช้ปลายนิ้วปัดไรผมของคนในวงแขนอย่างอ่อนโยน แน่นอนว่าเขาทำสำเร็จเพราะคนที่มองมาปวดใจอยู่ลึก ๆ แต่ไม่แสดงออก
การถูกปฏิบัติอย่างพิเศษนี้ทำให้ข้าวเม่าเริ่มสงสัย แต่ก็ไม่อยากคิดมาก ยิ่งคิดยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะกว่าที่เธอจะได้เข้าใกล้เขาก็ใช้เวลานานหลายปี แถมพี่เขาก็เพิ่งมาทำงานจะไปรู้จักมักจี่กับแม่เลขาหน้าห้องตอนไหน โอกาสดี ๆ แบบนี้ทำให้เธอรีบไขว่คว้าด้วยการ กอดกระชับเอวสอบ จุมพิตเบา ๆ บนแก้มของเขา ต้นกล้าเกร็งตัวเล็กน้อย
เผลอเป็นแต๊ะอั๋งกูนะเม่า!
แม้จะบ่นอยู่ในใจแต่เขาก็ยังอุตส่าห์ส่งยิ้มหวานให้เธอ และพูดด้วยเสียงอบอุ่นขณะใช้นิ้วชี้ตีเบา ๆ บนปลายจมูกเรียว
“รู้ไหมว่าขโมยหอมแก้มพี่เนี่ยจะต้องถูกทำโทษยังไง”
“ข้าวเม่ายอมทุกอย่างเลยค่ะ”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วเขมิกาขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” คนพูดก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะฉีกปลายเท้าที่ไร้เรี่ยวแรงเดินออกจากพื้นที่นรกแห่งนี้ ใต้อกซ้ายของเธอปวดจี๊ดคล้ายว่ามีเข็มนับร้อยเล่มทิ่มแทงอยู่
“อ๊ะ คุณเลขาฯ รอสักครู่ ข้าวเม่าคะนี่เลขาฯ หน้าห้องพี่”
ใบหน้างามชดช้อยเสมือนหลุดออกมาจากภาพวาดตรงหน้านี้ทำให้ความกังวลของดาราสาวขยายใหญ่ขึ้น ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่หน้าอก ยกยิ้มมุมปาก
ชิ! ยัดหมอนละสิท่า กี่ใบยะหล่อน
ไงเม่าอึ้งละสิ จะเอากูดูก่อนว่าแฟนเก่ามันฮอตแค่ไหน
ต้นกล้าพรายยิ้ม แสร้งส่งเสียงออดอ้อน
“ไม่ต้องหึงค่ะไม่ต้องหึงคุณเขมิกามีสามีแล้ว”
ถึงข้าวปุ้นจะสงสัยกับสิ่งที่ได้ยินจนอยากทักท้วง แต่พูดไปจะมีความหมายอะไร จึงได้แต่ก้มหัวทักทายผู้หญิงของเขาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน อาการไม่แยแสทำให้หัวใจของต้นกล้าวูบไหวไม่น้อย
กูทำขนาดนี้ยังยิ้มออกนะปุ้น เสียงก่นด่าในใจเป็น สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นขณะจ้องนิ่งบนใบหน้าของเลขานุการ
แคร์กันบ้างไหม ฮะ!
หึงกูเป็นไหม
เคยรักกันบ้างไหม ฮะ!
คำถามเหล่านี้ทำให้เขาอยากจะกระโจนเข้าใกล้แล้วจับบ่าเล็กเขย่าเอาคำตอบ สุดท้ายคนที่ว้าวุ่นที่สุดก็รีบปรับอารมณ์ของตัวเอง หันไปพูดกับคนในวงแขนด้วยแววตาหวานฉ่ำ
“ไปค่ะเราไปตรวจเอกสารกัน เราน่ะต้องเรียนรู้งานบริษัทของตัวเองบ้างนะ งานเดินแบบกับเล่นละครน่ะใช่ว่าจะมั่นคง เข้าใจไหม”
“ค่ะ ค่ะ ค่ะ” เสียงตอบรับอย่างดีใจกับความห่วงใยที่หวังหนักหนาว่าจะเป็นความห่วงใยของหนุ่มสาว ถึงจะเล็กน้อยซึ่งเธอไม่ค่อยได้รับจากเขานัก การได้นั่งบนหน้าตักของเขาแค่นี้หัวใจของเธอก็เบิกบานราวกับวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ และก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้
ขณะทำงานข้าวปุ้นก็ถอนหายใจระรัวด้วยว่าต้องฝืนใจยอมรับคู่ที่สวรรค์สรรสร้างมาให้ สมองด้านดีอวยพรให้พวกเขามีความสุข ทว่าสมองด้านร้ายก็อยากจะกรีดร้องดัง ๆ แล้วเดินเข้าไปตบอีดาราหน้าเปรี้ยวสักสี่ห้าฉาดเพื่อเอาของรักของเธอคืนมา
ข้าวปุ้นเอามือซ้ายจับมือขวาที่กำลังสั่น ห้ามดวงตาไม่ให้มองไปในออฟฟิศแต่มันไม่ยอมฟัง ความโกรธทำให้เธอไม่ได้ ฉุกคิดว่าจอคอมพิวเตอร์ที่เคยบังตาอยู่ ได้ถูกใครบางคนเลื่อนมันกลับไปไว้ที่เดิม
เสียงมือถือของคนตัวโตสั่นอยู่บนโต๊ะสำนักงาน ต้นกล้าผละใบหน้าที่วางบนลาดบ่าเล็กของอีกฝ่าย ฝ่ามือขยับเอวคอดเบา ๆ ส่งสัญญาณให้คนที่นั่งบนตักเขยิบก้นออก เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับคว้ามือถือ
(“เป็นไงบ้างลูก”)
“สบายมากครับคุณแม่”
น้ำเสียงแจ่มใสที่ได้ยินทำให้ช่อผกาถอนหายใจโล่งอก
ย้อนไปเมื่อสามปีก่อน หลังจากทริปเที่ยวญี่ปุ่นจบลง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่ร่าเริงก็เป็นเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ขังตัวอยู่แต่ในห้อง โน้มน้าวใจให้คุยกับจิตแพทย์ลูกของเธอก็ไม่ยอมไป
สุดท้ายไม่รู้ว่าคิดได้หรืออยากจะประชดชีวิต เพราะจู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลัง ชอปสินค้าแรร์ไอเทมเหมือนคนขาดสติ ออกไปเที่ยวตามผับตามบาร์ไม่ว่างเว้นสักคืนทั้งที่ไม่ชอบดื่มเหล้า เธอก็ได้แต่คอยมองอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ช่อผกาเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล
(“อาหารการกินลำบากไหมลูก การหลับการนอนเป็นไงบ้าง งานหนักหรือเปล่า ยากเกินไปสำหรับลูกกล้าไหม”)
“คุณแม่ครับกล้าขอตอบทีละคำถามนะครับ ที่พักป้าสบายเหมือนโรงแรมห้าดาวเลย กล้านอนหลับสนิทและฝันดีทุกคืน งานที่นี่เบายิ่งกว่าเดินเล่นอยู่บนกองนุ่นอีก ส่วนคำว่ายากไม่เคยมีในหัวของลูกแม่ครับ นี่คุณช่อผกาอย่าลืมสิว่า ต้นกล้าได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งนะ ถามแบบนี้คนอื่นไม่รู้จะคิดว่ากล้าไม่ได้ไปโรงเรียนเอานะครับ”
การสนทนาอย่างออกรสออกชาตินี้ทำให้คนตัวเล็กชะล่าใจ ดึงกระดาษออกจากแฟ้ม รีบพับใส่ในกระเป๋าสะพายของตน โดยหวังอยู่ลึก ๆ ว่ามันจะสำคัญพอที่จะทำให้อีกฝ่ายโดนไล่ออกหรือไม่ก็โดนทำโทษ และเธอก็จะเพียรทำแบบนี้ จนอีกฝ่ายต้องลาออกไปเอง
แน่นอนว่าเธอไม่ชอบแม่เลขานุการหน้าห้อง ถึงจะมีสามีแล้วก็ไว้ใจไม่ได้ สมัยนี้คนรักสบายเยอะ เกิดหน้ามืดอยากได้พี่ต้นกล้าของเธอขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่สู้ตัดไฟเสียแต่ต้นลม
คนตัวโตพรายยิ้มอย่างมีความสุขกับตัวช่วยแก้แค้น
(“จ้า จ้าพ่อคนเก่งของแม่ แม่คิดถึงและเป็นห่วงลูกกล้ามาก พอได้ยินเสียงใส ๆ แบบนี้แม่ก็สบายใจขึ้นเยอะเลย”)
“ครับแม่ กล้ามีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย รู้อย่างนี้น่าจะมาตั้งนานแหละ”
(“อย่าไปพูดถึงเรื่องเก่าเลยลูกมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ต้นกล้าของแม่ชูช่ออย่างแข็งแกร่งและกำลังมีชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเก่า แค่นี้แม่ก็ตายตาหลับแล้ว”)
“ไม่เอาน่าคุณช่อผกาอย่าเพิ่งร้องไห้สิต้นกล้ายังไม่ตายซะหน่อย” เสียงแซวทำให้ช่อผกายิ้มทั้งที่ตาแดงจะร้องไห้
(“กล้าอย่าพูดไม่เป็นมงคลสิลูก ไว้แม่ว่างเมื่อไหร่จะไปนอนเล่นกับกล้านะลูก”)
“ครับแม่ น้องก็อยู่นี่แม่จะคุยไหม”
(“อ้าว เม่าไม่มีถ่ายละครกับเดินแบบหรือ เอาเถอะไว้คุยกันวันหลังเพื่อนของแม่เรียกแล้ว”)
พอกดวางสายต้นกล้าก็เห็นแมวขโมยนั่งยิ้มแฉ่ง
‘มึงก็กล้าเน้อเม่าขนาดพ่อของตัวเองนั่งหัวโด่บนเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง’ ไม่รู้ด้วยเหตุใดเสียงตำหนิในใจของเขากลับดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ข้าวเม่าลุกยืนเต็มความสูง โอบเอวสอบอีกฝ่ายพร้อมส่งเสียงออดอ้อน
“จริง ๆ แล้วเม่าอยากอยู่กับพี่กล้าต่อนะคะแต่ต้องไปถ่ายละครแล้ว”
“อ้าวไหนว่าผู้จัดการมารับตอนสี่โมงเย็นไง”
“โอ๊ย! ป้าแต๋วน่ะนอกจากจะขี้ลืมแล้วยังโลเลอีกด้วย ตอนแรกก็บอกว่าอย่างนั้นแหละค่ะ นึกเพี้ยนอะไรก็ไม่รู้เลื่อนเดินทางไวขึ้น บอกว่าถึงไวได้พักไว ไม่เห็นจะเหนื่อยตรงไหนเลยกับอีแค่ขับรถไปเชียงใหม่”
“คร้าบ แค่นั่งสวย ๆ อยู่บนรถจะไปเหนื่อยอะไรเน้อ”
“ก็นั่นอะสิคะ รักพี่กล้าที่สุดเลยรู้ใจข้าวเม่าไปหมด”
“แล้วน้องเม่าเคยคิดบ้างไหมว่างานแต่ละงานน่ะกว่าจะเสร็จได้คนรอบข้างต้องลงแรงและเหนื่อยไปแค่ไหน เราน่ะหัดใส่ใจคนรอบข้างบ้าง ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู”
“พี่ต้นกล้าชมว่าข้าวเม่าสวย อุ๊ยเขินนะเนี่ย” คนพูดแกล้งตีลูกมึนและเฉไฉพูดเรื่องอื่นแทนเพราะไม่อยากฟังคำบ่น
“เม่าจ๊ะที่พี่สอนไปเนี่ยเข้าหูบ้างหรือเปล่าครับ”
“จูบหูข้าวเม่าก่อนแล้วเม่าจะบอกค่ะ”
จังหวะเดียวกันนั้นเลขานุการมองมาพอดี คนตัวโตจึงโน้มตัวลง ข้าวเม่าพรายยิ้มหวานรอรสจูบอันอ่อนโยน หากแต่ว่าริมฝีปากหยักได้รูปชิดแค่เรือนผมนุ่มสลวยของเธอแล้วค้างใบหน้าเอาไว้
ภาพหวานชื่นตรงหน้าทำให้หัวใจของข้าวปุ้นเต้นโครมคราม กำมือแน่นก่อนจะกระเด้งตัวลุก เดินกึ่งวิ่งไปยังห้องสุขา นึกอยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก นึกอยากกรีดร้องก็ทำไม่ได้ อึดอัดคล้ายกับมีหินก้อนใหญ่ทับร่างอยู่ ก่อนจะพร่ำบอกตัวเอง
ปุ้นเขาไม่ใช่พี่ต้นกล้าของมึงแล้ว
สมน้ำหน้าก็มึงทิ้งพี่เขาไปนี่
เฮ้ย มึงก็สวยนะปุ้นจะแคร์เชี้ยไร ช่างแม่งเถอะ!
หลังจากตั้งสติได้ก็สำรวจหน้าตาของตัวเองบนกระจก ข้าวปุ้นฉีกยิ้มกว้าง สวย ฉันสวยที่สุด เธอบ่นงึมงำซ้ำไปซ้ำมา จนรู้สึกดีขึ้นก็เดินกลับไปทำงาน
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! ปลายเท้าเร่งความเร็วเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังมาจากโต๊ะของเธอ
“สวัสดีค่ะ เขมิกา แผนกการตลาดค่ะ”
“เข้ามาในห้องหน่อย”
“ค่ะ”
เสียงเข้มที่ได้ยินทำให้เธอรู้สึกหวั่นใจ รีบวางสายแล้วเร่งฝีเท้าเข้าไปในออฟฟิศ
“หายไปไหนมาผมโทร. หาตั้งหลายครั้ง”
“เออข้าวปุ้น อะไม่ใช่ค่ะเขมิกาไปห้องน้ำมาค่ะ”
เธอส่งยิ้มเจื่อนให้สายตาคมเข้มที่มองมาอย่างดุดันจนทำให้มือของเธอสั่น ซิกซ์เซนส์บอกว่างานน่าจะเข้า
“วัน ๆ คงคิดแต่เรื่องผู้ชายละมั้งถึงไม่มีสติสตังในที่ทำงาน”
“คุณเมธานนท์หมายความว่ายังไงคะ”
“ถ้าว่างมากนักก็หาอะไรทำที่มันเป็นประโยชน์ เพราะผมไม่ได้ว่างถึงขนาดเปิดแฟ้มเปล่าเล่น”
พรืด!
เป็นปกติของร่างกายที่เห็นคนปาของใส่ต้องหลบ ทว่าเธอกลับหลบแฟ้มกระดาษนั้นไม่พ้น พอได้สติข้าวปุ้นก็รีบก้มลงแล้วหยิบมันขึ้นมาดู