“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น”
เธอหยุดพูด รู้สึกจุกกับสรรพนามที่เขาใช้เรียก ห่างเหินมากจนรู้สึกเหมือนเราอยู่กันคนละโลก ริมฝีปากกระจับสั่นไหวขณะกรอกเสียงตามสาย
“เออ จะให้ข้าวปุ้นแทนตัวเองว่าข้าวปุ้นหรือเขมิกาดีคะ ไม่ทราบว่าชื่อไหนที่คุณเมธานนท์ได้ยินแล้วสบายใจ”
คนตัวโตมองดุผ่านกระจก หงุดหงิดจนอยากเอาหัวโขกขอบโต๊ะที่เสือกย้ายคอมฯ มาบัง เพราะว่าตอนนี้รู้สึกอยากเห็นแววตาเจ็บปวดตรงหน้า
“ผมเกลียดของหมักทุกชนิดเพราะมันทำให้ท้องผมเสียรู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว จะดีมากถ้าคุณแทนตัวเองว่า เขมิกา คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ อ้อ…บอกตรง ๆ ว่าอดแปลกใจไม่ได้ที่คุณโทร. บอกผม”
คนตัวโตยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขานี่แหละจะยัดเยียดความรู้สึกทรมานที่เคยได้รับให้กับเธอ แน่นอนว่านักธุรกิจอย่างเขาไม่ได้คิดแค่ต้น แต่จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มอีกหลายเท่า
“ค่ะ”
‘ปุ้นบอกในฐานะที่คุณเป็นเจ้านาย’
เธอหยุดประโยคนี้ไว้ในลำคอรีบวางโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทำทีเป็นก้มเก็บของใต้โต๊ะ จริงแล้วคือเธอกำลังกัดฝ่ามือของ ตัวเองเพื่อกักกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ อยากเคลียร์ปัญหาคาใจระหว่างเธอกับเขา แต่ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเริ่มจากตรงไหน พูดไปก็เหมือนเป็นการแก้ตัว สามปีก่อนเขายังไม่อยากรู้เรื่องของเธอเลย ตอนนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือเขามีแฟนใหม่แล้ว
ไม่แน่หรอกที่เขาทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อเป็นกำแพงกันเธอไว้ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตใหม่ของเขา ยิ่งคิดน้ำตาของเธอยิ่งไหลราวกับเขื่อนแตก แต่ก็เป็นการร้องไห้ที่เงียบที่สุดราวห้านาที
พอตั้งสติได้ข้าวปุ้นก็รีบปาดน้ำตา หมุนเก้าอี้หันหลังให้กับคนตัวโต ไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอ เธอลุกยืน เชิดใบหน้าขึ้นเสมือนว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดของเขา พยายามก้าวเท้าอย่างมั่นคงพาหัวใจอันขาดวิ่นตรงสู่ห้องสุขา ขณะเดินก็รู้สึกว่าระบบการหายใจของเธอติดขัดเสมือนว่าก้อนกำปั้นใต้อกซ้ายกำลังถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง
พอถึงจุดหมายเธอก็ปิดประตูร้องไห้อย่างหนักบนฝ่ามือ เจ็บใจตัวเองที่ต่อให้เขาร้ายแค่ไหนเธอก็ไม่อาจลบพี่ต้นกล้าออกไปจากหัวใจของเธอได้
9 เส้นใหญ่
ความทุกข์ในอกถูกระบายออกเป็นเสียงสะอึกสะอื้น นานพอที่จะทำให้เจ้าตัวรู้สึกดีขึ้นและดึงสติของตนกลับมา พอข้าวปุ้นเห็นว่าดวงตาที่แดงไม่ได้ช้ำมากก็รีบสาวเท้าไปยังฝ่ายบุคคลซึ่งอยู่ชั้นล่างของตึก พอเปิดประตูออฟฟิศเข้าไปก็ส่ง ยิ้มเจื่อนให้กับผู้มีอำนาจสูงสุดที่นั่งรออยู่ในห้อง
บุญญากร อายุห้าสิบปี ชอบแทนตัวเองว่าน้องแบมเพราะมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นเด็กตลอดกาล เธออยู่ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกฝ่ายบุคคลตั้งแต่โรงงานนี้มีพนักงานเพียงแค่สิบกว่าคน
บุญญากรเป็นหญิงร่างท้วม เพราะมีเมตตาต่อคนรอบข้าง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพนักงานที่มักจะเห็นรอยยิ้มแห่งความใจดีอยู่บนใบหน้ากลมของเธอตลอดเวลา
ข้าวปุ้นขยับตัวนั่งลงข้างเพื่อนสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นชื่อลงบนกระดาษที่เรียกว่าใบเตือน ส่วนของเธอมีวางอยู่บนโต๊ะ เดาว่าคุณบุญญากรน่าจะรับฟังปัญหาของเพื่อนไปแล้ว พอคนตรงหน้าเอ่ยถามเธอจึงเริ่มเล่าเรื่อง ก่อนจะเซ็นชื่อและกล่าวอย่างนอบน้อม
“พี่แบมคะข้าวปุ้นขอโทษด้วยที่ทำเรื่องแบบนี้ ต่อไปปุ้นจะไม่ทำอีกแล้ว”
น้องแบมมองลอดแว่นหนา ส่งยิ้มอบอุ่นให้สองสาว
“พี่เข้าใจทุกอย่าง ไม่ต้องคิดมาก ขอบอกตรงนี้เลยว่าเราไม่ผิดสักนิดเดียว ใบเตือนของข้าวปุ้นกับแตงกวาพี่จะไม่ลงบันทึกหรอกเพราะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ถ้าให้สาบานว่าใครไม่ใช่คอมฯ ในเรื่องส่วนตัวบ้างก็โดนฟ้าผ่ากันหมดแหละ ไม่เว้นแม้แต่พี่กับเจ้านายของเรา แตงกวาก็เหมือนกันนะหนู รู้ว่าแดดแรงก็อย่าเงยหน้าขึ้นท้า เป็นฝ้าหน้าดำขึ้นมามันคุ้มซะที่ไหน คุณเมธานนท์เพิ่งมาก็ต้องแสดงอำนาจให้เห็นเป็นธรรมดา”
แตงกวามองตาแป๋วถามขึ้นอย่างสงสัย
“พี่แบมคะถ้าใช้อำนาจในทางที่ถูกพวกหนูก็โอเค แต่นี่คือเรื่องไม่เป็นเรื่องชัด ๆ เขาเป็นใครกันแน่คะถึงได้เปรี้ยวเยี่ยวราดไม่เกรงอกเกรงใจพี่แบมเลย”
หญิงผู้มีอำนาจละสายตาจากสองสาว มองไปยังประตูหน้าห้องเห็นว่าปิดสนิทก็เอ่ยในสิ่งที่คนอื่นไม่ควรรู้
“หลานของเจ้าของน่ะ”
“หา!” สองสาวตกใจเปล่งเสียงอุทานออกพร้อมกัน
สมองอันน้อยนิดของข้าวปุ้นรีบคิดหาทางเอาตัวรอดมากกว่าจะตั้งคำถาม เพราะต่อจากนี้ไปโชคอนันต์คือกระทะทองแดง ด้วยเหตุใดไม่รู้ถึงเห็นภาพตัวเองกำลังแหวกว่ายอย่างทุกข์ทรมานในกระทะใบใหญ่ ด้านล่างมีแต่เปลวไฟอันร้อนระอุ
แตงกวารีบเอ่ย “ประสาทกลับขนาดนี้เป็นถึงหลานของคุณช่อทิพย์เชียวเหรอคะ”
“ใช่เป็นหลานคนโปรดเสียด้วยสิ เราก็ลดดีกรีความซ่าลงหน่อยนะช่วงนี้เบาได้ให้เบา”
“ค่ะ” แตงกวาตอบเสียงแผ่ว ข้าวปุ้นขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เอ๊! พี่แบมคะ ว่าแต่คุณเมธานนท์กับคุณช่อทิพย์ลึกซึ้งถึงไหนคะ”
“ลึกมากเลยล่ะ แม่ของคุณเมธานนท์เป็นน้องสาวของคุณช่อทิพย์ แล้วคุณช่อทิพย์น่ะแต่งงานออกเรือนไปต้องหลายปีดีดักก็ไม่มีลูกเป็นของตัวเองซะที พวกเธอต้องให้ฉันขยายความคำว่าหลงหลานลึกไปกว่านี้ไหม”
เลขานุการสาวพยักหน้าเข้าใจถึงที่มาที่ไปของเจ้านาย ยอมจำนนกับชีวิตที่ถึงคราวเคราะห์คราวซวยเข้าแล้ว
“คุณข้าวเม่าเป็นใครคะ”
“อ้าวพวกเธอรู้จักคุณข้าวเม่าด้วยเหรอ”
“อ้อ บังเอิญเจอกันน่ะค่ะ” แตงกวาตอบแทน เพราะดูเหมือนว่าเพื่อนสาวจะลุ้นคำตอบจนเกร็งตัวขึ้น
“พูดแล้วเหยียบลงดินให้มิดเลยนะ จริง ๆ แล้วคุณข้าวเม่าเป็นลูกของน้องสาวสามีของคุณช่อทิพย์ ก็พวกเขาไม่มีลูกด้วยกันอะนะ พอคุณข้าวเม่าเกิดคุณสมศักดิ์ก็ขออุปการะทันที รู้สึกว่าทางครอบครัวพยายามจับคู่กันอยู่ อย่างว่าแหละเรือล่มในหนองทองจะไปไหน นี่! แล้วเรื่องใบเตือนน่ะอย่าพากันเอาไปพูดมั่วซั่วล่ะว่าพี่เข้าข้าง ถ้ารู้ถึงหูคุณเมธานนท์แล้วเรื่องมันจะยาวไม่จบไม่สิ้นกันพอดี ไปเถอะเดี๋ยวจะเลยเวลาพักเที่ยง กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องรู้ไหม”
“ค่ะ”
สองสาวเดินออกจากออฟฟิศ ด้วยความห่วงใยแตงกวาจึงเอ่ยถามกับคนที่ซึมที่สุด “ไหวไหมปุ้น”
“แย่มาก ฉันรู้สึกแย่จริง ๆ เรื่องหลายเรื่องเกิดขึ้นไวมากไวชนิดที่ว่าปุ้นมึนตั้งตัวไม่ทันจริง ๆ แกรู้ไหมว่าฉันก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้”
“ถามจริงเถอะแกกับไอ้บ้านั่นถึงไหนวะปุ้น”
“ก็ถึงขั้นวางแผนใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเลยแหละ” คนพูดถอนหายใจยาวกับวันวานที่ไม่อาจหวนคืนก่อนจะเอ่ยต่อ
“อย่างว่าแหละชีวิตคนเรามันมีส่วนประกอบหลายอย่าง ต่อให้วางแผนดีแค่ไหนก็ใช่ว่าจะได้เดินตามทางที่เราถางเอาไว้ แตงกวาฉันสวยสู้คุณข้าวเม่าได้ไหม” ข้าวปุ้นเอ่ยถามด้วยแววตาเศร้า ตั้งแต่เจอหน้าอีกฝ่ายเธอก็รู้สึกว่าอ่อนไหวและอ่อนแอจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แตงกวารู้สึกเห็นใจคนตรงหน้า เธอสบตาเพื่อนรักพูดอย่างจริงจัง
“ปุ้นแกน่ะสวยมาก สวยที่สุด สวยทั้งกายและใจ ถ้าคนอื่นมันไม่เห็นคุณค่าของแกฉันว่าปล่อยมันไปเถอะ ถือเสียว่ามันเป็นห่าฝนที่ทำให้เราชุ่มชื้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว คนดี ๆ อย่างแกน่ะต่อให้ไอ้หมอนั่นมันหล่อแค่ไหนรวยแค่ไหน ยังไงมันก็ไม่เหมาะกับแกหรอกเพราะมันบ้า ปล่อยให้คนบ้าอย่างมันได้กับนังข้าวเม่าเถอะ ดูทรงแล้วก็เฮี้ยนสมกันดี”
คนฟังทำตาปริบ ๆ รู้สึกไม่คุ้นชินกับคำติเตียนสักเท่าไร เธอจำได้ว่าแต่ก่อนพี่เขามีแต่คนชม แต่ตอนนี้สิมีแต่คนด่า ก็ดูเขาทำสิ สมควรโดนจริง ๆ
“ถ้าหัวใจมันทำได้อย่างที่คิดก็ดีน่ะสิ อืม ฉันจะพยายามนะ ปะ เราไปกันเถอะ”
เพียงไม่นานสองสาวก็ก้าวพ้นประตูกระจกเลื่อนเข้าสู่โรงอาหาร โซนหนึ่งสำหรับผู้บริหารและพนักงานออฟฟิศ อีกโซนหนึ่งเป็นส่วนของพนักงานจากโรงงาน ข้าวปุ้นอยาก หามุมสงบกินข้าวเพราะจิตใจของเธอว้าวุ่นไม่เป็นสุข
“แตงกวา ข้าวปุ้น พวกเราอยู่ตรงนี้”
คนถูกเรียกส่งยิ้มรับรู้ก่อนจะเดินตามแตงกวาไปยังเคาน์เตอร์ หยิบถาดและตักข้าวสวยใส่จาน ราดผัดผักรวมมิตรใส่กุ้ง ตักแกงกะทิหน่อไม้ดองหมูสามชั้นใส่ถ้วยขนาดเล็ก คว้าไข่ต้มสองใบ
“ป้าจอยขอบคุณมากนะคะที่ทำอาหารอร่อย ๆ ให้พวกเรากินทุกวัน”
คำขอบคุณเป็นสิ่งที่เธอพูดทุกครั้งไม่ว่ากับป้าจอยหรือกับใคร ๆ แม้ทุกคนจะทำงานตามหน้าที่แต่พวกเขาควรได้รับคำขอบคุณ คำพูดง่าย ๆ ไม่มีราคาที่เธอคิดว่าคนฟังต้องดีใจ อย่างน้อยยังมีคนเห็นในสิ่งที่พวกเขาทำ
“บ่เป็นหยั่งดอกหล่าอย่าฟ้าวไป เอานี่แบ่งกันไปกิน หลานชายของป้ากลับบ้านนอกได้แจ่วบองมาหลายกระปุกเลย”
ป้าจอยยื่นอาหารโปรตีนสูงมากด้วยสมุนไพรนานาชนิดให้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เพราะอยากได้คนตรงหน้ามาเป็นหลานสะใภ้เธอจึงเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ
“อุ๊ยขอบคุณค่ะ” ข้าวปุ้นยิ้มกว้างรีบวางถาดบนเคาน์เตอร์ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม รับกระปุกปลาร้าสับทรงเครื่องขนาดใหญ่ด้วยความดีใจ เพราะแถวนี้แทบจะไม่มีร้านไหนขายอาหารอีสานแบบแซ่บถึงใจเลยสักร้าน ยิ่งได้กินอาหารรสชาติแบบดั้งเดิมยิ่งทำให้เธอนึกถึงฝีมือของมารดา
“นี่ฉันมีเรื่องจะเมาท์” อรุณเอ่ยทันทีที่สองสาวหย่อนก้นลงนั่ง แตงกวาพูดต่อทันควัน “ว่ามาอย่าให้ช้า”
“เชื่อป้ะ” อรุณเอ่ยสีหน้าจริงจังจนทำให้แตงกวาอยากแกล้งเพื่อน “ไม่เชื่อ”
“เอองั้นไม่ต้องฟัง” ปากกระจับเล็กของอรุณพูดกระแทกทำท่างอน
“ปุ้นเชื่อจ้า…เล่าให้ปุ้นฟังหน่อยเร็ว” เธอพูดขณะตักแจ่วบองใส่จานแล้วคลุกกับข้าวสวย จากนั้นก็ยื่นกระปุกให้แตงกวา
“นังแตงกวาปิดหูเดี๋ยวนี้” อรุณเอาส้อมชี้หน้าคนไม่เชื่อ
“เชื่อแล้วค่ะคุณอรุณพูดเร็วอยากฟัง” คนถูกคาดโทษส่งเสียงอ้อน
ปลาร้าสับส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วยุน้ำลายในโพรงปาก นั่นทำให้แตงกวากับข้าวปุ้นสนใจแต่จะกินข้าว แม่หมูน้อยจึงออกอาการงอนเพราะไม่มีใครสนใจในสิ่งที่เธออยากจะเล่า สุดท้ายสองสาวจำต้องหยุดกินข้าวแกล้งทำทีเป็นอยากฟัง ส่วนส้มรู้เรื่องแล้วเลยกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะเอ่ยบอกคนขี้งอน
“ทางโล่งแล้วแม่ตัวกินหมู เล่าเถอะฉันละคันปากแทน”
“ก็ได้ พวกฉันน่ะลงลิฟต์มากับไอ้บ้านั่นด้วยแหละ ไม่ใช่มันคนเดียวนะ มีคุณข้าวเม่าแนบข้างมาด้วย เห็นพวกมันอี๋อ๋อกันแล้วอยากจะอ้วกว่ะ ทุเรศ น่าเกลียด แม่งถ้าจะฟัดซะขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ไปเปิดโรงแรมเอากันให้จบ ๆ ไปเลยวะ ว่าป้ะนังส้ม”
คนถามทำหน้าเหยเกเพราะพุงหมาน้อยของเธอถูกบิด ส้มถลึงตาใส่พร้อมพยักพเยิดหน้าไปยังข้าวปุ้นที่หยุดกินข้าวไปชั่วครู่ ก่อนจะส่งเสียงลอดไรฟัน
“หล่อนเมาท์ได้ แต่ความคิดเห็นหล่อนน่ะแรงไปละ”
อรุณยิ้มเจื่อนส่งเสียงแผ่ว “ปุ้นฉันขอโทษว่ะเขาสวีตกันจริงแต่ไม่ถึง เออ...”
“ไม่เป็นไรหรอกอรุณ วันนี้ไม่เห็นกับตาวันหน้าก็ต้องเจอ รู้แบบนี้ก็ดีปุ้นจะได้ทำใจตั้งรับเอาไว้”
บรรยากาศในการรับประทานอาหารมื้อเที่ยงเงียบงันไม่สนุกเหมือนเก่า แม้ข้าวปุ้นจะมีสีหน้าปกติเหมือนว่าโอเค แต่ทั้งสามสาวพอเดาออกว่าอีกฝ่ายเจ็บ เป็นเหตุให้พวกเธอเรียนรู้ว่าต่อไปอย่าได้ริอ่านพูดถึงไอ้บ้านั่นอีก
หลังจากกินข้าวเสร็จเดอะแก๊งก็พากันเข้าห้องน้ำจัดการตัวเอง การพูดคุยเรื่องส่วนตัวเริ่มขึ้นเหมือนอย่างเคย จวบจนกระทั่งแยกย้ายกันไปทำงาน
พอหย่อนก้นนั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งปั๊บข้าวปุ้นก็ตรวจตารางการทำงานของหัวหน้าทันที จัดเตรียมเอกสารเข้าแฟ้มเพื่อให้เจ้านายเซ็นอนุมัติงบประมาณในการทำการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ไม่ลืมที่จะเขียนโน้ตสั้นที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย แปะไว้หน้าแฟ้มเพื่อประหยัดเวลาของบอส