ตอนที่ 1 สูญเสีย

2526 Words
เจ้าของเส้นผมสีทองทรุดร่างลงกับพื้นปูนแข็ง ๆ อย่างสิ้นหวัง ต่อหน้ารูปภาพตั้งหน้าศพของลูกสาววัยห้าขวบที่ตกน้ำตายเมื่อคืนที่ผ่านมา “แม่ขอโทษนะข้าวหอม ฮึก! ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง อย่าทิ้งแม่ไปได้ไหม” ญาณินเอ่ยเสียงสั่นเครือปนสะอื้น หัวใจเหมือนถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เจ็บปวดเหมือนมีมีดนับพันกรีดลงมากลางใจซ้ำ ๆ ร่างเล็กค่อย ๆ ลุกขึ้น มือบางอันสั่นเทาหยิบรูปภาพบานนั้นเข้ามากอดเอาไว้จมอกราวกับว่ามันคือร่างของลูกสาวที่ตายไปแล้ว โดยที่เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นความผิดของเขาเอง แม่ที่ไม่ได้เรื่องและไม่เอาไหน วัน ๆ เอาแต่ไล่ตามสามี หึงหวงขาดสติจนไม่ได้ใส่ใจลูกสาวที่รักเขามากเกินกว่าใคร เมื่อคืนที่ผ่านมาในช่วงเวลาสี่ทุ่มโดยประมาณ ญาณินเอาลูกสาวเข้านอนแล้วหลับไป ทว่าฐากูรนั้นก็ยังไม่ยอมกลับมาที่บ้านสักที ญาณินทุกข์ร้อนกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ฐากูรจะสั่งให้เลขาโทรมาบอกแล้วว่าติดธุระสำคัญก็ตาม แต่ถ้าคุยงานกับลูกค้ายันดึกยันดื่น ใครมันจะไปเชื่อกัน ญาณินมองใบหน้าลูกสาวที่หลับตาพริ้มจมสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ในตอนนั้นก็ไม่ได้คาดคิดว่าลูกสาวของเขาจะตื่นขึ้นมากลางดึก ร่างเล็กตัดสินใจเดินลงมาด้านล่าง บอกให้สาวใช้คนหนึ่งดูแลข้าวหอม ส่วนเขาก็ขับรถบึ่งไปที่บริษัทของสามีด้วยใจที่คุกรุ่น สายโทรศัพท์ที่กระหน่ำโทรหาสามีไม่มีท่าทีว่าจะรับ จนกระทั่งรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบริษัท ใบหน้าสวยเงยขึ้นไปมองดวงไฟที่สว่างวาบทั้งชั้นสาม ในใจของญาณินตอนนี้แอบคิดอยู่เรื่องเดียวว่า ป่านนี้สามีของเขาคงได้นอนคุยงานกับลูกค้าสาวคนนั้นไปแล้ว ทว่าญาณินกลับคิดผิด เพราะทันทีที่พรวดพราดเข้าไปในห้องประชุม พนักงานนับสิบก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว เขาจึงทำตัวไม่ถูก ฐากูรเห็นแบบนั้นจึงต้องพักการประชุมที่ลากยาวตั้งแต่เช้ายันดึกเอาไว้ก่อน สองเท้าแกร่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามาคว้าแขนของภรรยาแสนชังแรง ๆ ให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว เพื่อไม่ให้ใครได้ยินเรื่องที่จะตำหนิภรรยาในนาม ป้องกันไม่ให้พนักงานแอบเอาเรื่องนี้ไปฟ้องคุณหญิงอรษาที่เป็นมารดาของฐากูร เพราะตอนนี้ท่านอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ หากมีอะไรไปกระทบกระเทือนจิตใจก็เกรงว่าจะหัวใจวายเอาได้ “เมื่อไรเธอจะเลิกตามจิกฉันสักที รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญ” ฐากูรเป็นประธานบริษัทน้ำหอมแบรนด์ดังที่สร้างรายได้มูลค่ามหาศาล เจ้าของความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มีรูปร่างหน้าตาดึงดูด ใครที่พบเห็นต่างก็แอบชอบในความหล่อเหลาราวกับพระเอกดารา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เจ้าตัวไม่ได้โสดแล้ว นอกจากจะมีภรรยาหนึ่งคนที่มีนิสัยขี้วีนขี้เหวี่ยงจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ฐากูรแล้ว ก็ยังมีลูกสาววัยห้าขวบที่หน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูหนึ่งคนพ่วงท้ายมาด้วย “ผมแค่มาหาผัวที่บริษัทเอง มันผิดตรงไหน หรือว่าคุณซ่อนใครไว้ กลัวผมจะรู้หรือเปล่า” ญาณินเป็นเจ้าของผมสีทองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พนักงานในบริษัทรู้จักเขาเป็นอย่างดี แม้ฐานะทางบ้านจะค่อนข้างยากจน แต่ตอนนี้ญาณินก็เป็นถึงภรรยาเจ้าของบริษัท ทุกคนต่างก็ต้องให้ความยำเกรง แต่มันเป็นเพียงแค่ความประจบประแจงต่อหน้าเท่านั้นแหละ พอลับหลังก็ถูกคนงานเอาไปนินทากันสนุกปาก “สมองของเธอมีแต่ความคิดต่ำ ๆ แบบนี้สินะ ก็เห็นอยู่ว่าฉันทำงาน ไม่ได้ว่างเหมือนเธอที่เอาแต่ใช้เงินไปวัน ๆ” น้ำเสียงแข็งกร้าว ดวงตาสีทมิฬตวัดมองภรรยาแสนชังด้วยความไม่พอใจ แม้ว่าคนตัวเล็กตรงหน้าจะหน้าตาดีแค่ไหน แต่นิสัยหยาบกระด้าง ไม่มีอะไรที่สามารถดึงดูดความสนใจให้เขารักได้เลยสักนิด ฐากูรเคยคิดนะ ในเมื่อนี่เป็นสิ่งที่มารดาต้องการ เขาเองก็อยากจะเปิดใจใช้ชีวิตอยู่กับญาณิน ยิ่งเห็นเด็กน้อยตาใสลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้ว ก็ยิ่งห่วงความรู้สึกของข้าวหอมมากขึ้น แต่จนแล้วจนรอด ก็เป็นไปไม่ได้เลย หลายครั้งที่ฐากูรต้องเสียรายได้มหาศาล เพราะภรรยาน่ารังเกียจคนนี้บุกไปตบลูกค้าสาว ๆ ทั้งที่ชีวิตนี้อุทิศให้กับงานและลูกแท้ ๆ เพราะแบบนี้แหละ เขาถึงไม่สามารถเปิดใจรักคนไร้ยางอายตรงหน้านี้ได้เลย ไม่รัก ยิ่งเปิดใจกลับยิ่งทวีความเกลียดเพิ่มมากขึ้น คนอย่างญาณินไม่สมควรได้รับความรักจากใคร “ข้าวหอมนอนหลับไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” แม้ลึก ๆ ใจของญาณินเองจะหวาดหวั่นและใจคอไม่ดีอยู่แปลก ๆ ก็ตามที ทว่าเวลานี้มันก็สี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ล่วงเลยเวลาที่ทางบริษัทต้องทำงาน ใครมันจะไปอดทนอดกลั้นได้กันที่สามีไม่กลับบ้าน จะทำงานจริง ๆ หรือเปล่า ถ้าหากฐากูรรับสายหรือโทรมาหา เขาเองก็คงจะไม่ต้องบากหน้ามาถึงที่นี่เลย “คนอย่างเธอไม่มีความเป็นแม่หลงเหลืออยู่สักนิด ทิ้งลูกมาได้อย่างไร ทุเรศสิ้นดี ถ้าขืนเธอยังเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้อีก เห็นทีเราคงต้อง...” “ไม่หย่า” ญาณินโพล่งสวนขึ้นมาทั้งที่คนเป็นสามียังพูดไม่จบเลยด้วยซ้ำ พลางสืบเท้าเข้ามาใกล้ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำ มือบางสองข้างวาดมากอดไว้ที่อก เชิดหน้าพูดอย่างอวดดี “ถ้าคุณฐาอยากให้คุณแม่หัวใจวายตายก็เอาสิครับ คุณฐาก็รู้นี่ว่าคุณแม่ของคุณป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่ ถ้าหากมีเรื่องไปกระทบกระเทือนจิตใจเมื่อไร ก็ไม่รับรองว่าคุณแม่จะคิดมากหรือเปล่า” “เธอนี่มัน!” นิ้วชี้แกร่งที่ชี้หน้าภรรยาสั่นไปมาอย่างเดือดดาล กรามขบเข้าหากันแน่น ฐากูรพยายามอย่างมากที่จะไม่พลั้งมือทำอะไร เพียงเพราะอีกฝ่ายมีเพศสภาพที่อ่อนแอกว่า ท้ายที่สุดฐากูรก็ทำได้แค่เพียงพ่นวาจาแรง ๆ ใส่เท่านั้น เพราะถึงเขาอยากจะหย่ากับญาณินมากแค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี หลังจากที่พวกเขาได้เถียงกันเสร็จ ญาณินตกลงว่าจะกลับบ้าน แต่มีข้อแม้ว่าฐากูรต้องกลับด้วย ร่างสูงจึงจำใจสั่งปิดการประชุม แต่ทว่ารถยนต์ยังไม่ทันได้ถึงบ้านก็มีเสียงโทรศัพท์โทรเข้ามา เป็นสาวใช้ในบ้าน แจ้งว่าลูกสาวจมน้ำสิ้นใจแล้ว ฐากูรได้ยินแบบนั้นแทบไม่มีสติประคองพวงมาลัยให้ขับมาถึงที่บ้านได้ ส่วนญาณินก็นั่งน้ำตาไหลพราก ไม่มีแม้กระทั่งบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นจากปากของพวกเขาทั้งสองคน เพราะมันเจ็บและจุกจนพูดอะไรไม่ออกเลย เมื่อเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดก็ยิ่งทำให้สลดใจ ข้าวหอมในวัยห้าขวบตื่นขึ้นมากลางดึก เรียกหาพ่อกับแม่ สองเท้าเดินลงมาข้างล่างพร้อมกับตุ๊กตากระต่ายสีม่วงอ่อน ๆ เมื่อไม่พบใครก็นั่งชะเง้อมองประตูรั้วอยู่ตลอดเวลา แต่ในระหว่างนั้นเองก็มีหิ่งห้อยบินผ่านหน้าเด็กหญิงไป ด้วยความชอบและตื่นเต้นจึงวิ่งไล่จับทำให้พลาดตกสระน้ำใกล้ ๆ ส่วนพี่เลี้ยงที่เขาฝากให้ดูน่ะเหรอ ก็หลับเป็นตายไม่ตื่นออกมาดูแลข้าวหอมเลย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ญาณินไม่คิดจะให้อภัยตัวเอง เขาใช้เวลาทั้งหมดตามหึงหวงสามี แต่หลงลืมไปว่าในขณะนั้นก็ยังมีลูกสาวที่ยังรักและรอเขาอยู่ที่บ้าน “ใจเย็น ๆ นะลูก ข้าวหอมไปดีแล้ว” เป็นเสียงของหญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น มือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาเอื้อมเข้ามาเกลี่ยคราบน้ำตาบนใบหน้าสวยของลูกชาย ญาณินที่กำลังนั่งกอดรูปภาพของข้าวหอมอยู่บนเก้าอี้ม้าหินอ่อนภายในวัดแห่งหนึ่งเงยหน้าขึ้นมอง เห็นมารดาพยายามฝืนยิ้มส่งให้เป็นกำลังใจ แม้ว่าแววตาของโสภาจะไม่สามารถโกหกได้ก็ตามที ว่าเธอก็เสียใจกับการจากไปของหลานสาว ไม่แพ้ลูกชายที่นั่งตรงหน้าเลย “แม่ ณินเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ฮึก” ใบหน้าของญาณินซบลงที่หน้าท้องของมารดา โสภาลูบเส้นผมสีทองไปมาเพื่อปลอบขวัญ ดวงตาคู่นั้นฉายแววหม่นเศร้ากะพริบถี่ ๆ เพื่อไม่ให้หยาดน้ำตาไหลลงมา “ไม่มีใครอยากให้มันเกิดหรอกลูก อย่าโทษตัวเองเลยนะ” นอกจากจะถูกสามีด่าไม่ไว้หน้าแล้ว ก็ยังมีมารดาที่เขาไม่เคยดูดำดูดีเลยหลังจากแต่งงานกับฐากูรคอยปลอบอยู่ไม่ห่าง ทางบ้านของเขาจน มีแม่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงเป็นอะไรที่น่าอับอาย แถมยังทำให้ฐากูรเอามาด่าเขาซ้ำ ๆ หาว่าที่ทนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเงิน นอกจากจะเป็นแม่ที่โง่เขลาแล้ว ก็ยังเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องอีกด้วย เขาเฝ้าวิงวอนขอความรักจากคนใจร้าย ตามตื๊อเท่าไรก็ไม่ได้ความรักจากฐากูรเลย เรื่องราวของฐากูรและญาณินจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเมื่อห้าปีก่อนฐากูรไม่เมาแล้วไปเผลอมีอะไรกับญาณิน ที่ไม่มีสติหลงเหลืออยู่เช่นกัน ค่ำคืนวันนั้นมันเตลิดไปไกล จากที่มีเครื่องป้องกันก็หมดลง แต่ทั้งคู่ก็เลือกที่จะไม่หยุด จนกระทั่งญาณินรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สามเดือน ก็รีบหอบท้องมาหาพ่อของเด็กถึงที่บริษัท คุณหญิงอรษาทราบเรื่องเข้าก็ไม่ได้หงุดหงิด ซ้ำยังดีอกดีใจที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้มีครอบครัวและแต่งงานกับใครสักคนสักที ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนเป็นแม่พาหนุ่มสาวหลายคนมาให้รู้จักตั้งมากมาย ก็ไม่ยักเห็นฐากูรสนใจเลย ครั้งนี้มีลูกน้อยเอาไว้มัดฐากูรอยู่หมัด จึงปฏิเสธที่จะปัดความรับผิดชอบเอาไว้ไม่ได้ งานสวดอภิธรรมศพถูกจัดเอาไว้สามคืนก็ทำการเผาเสร็จเรียบร้อย ร่างเล็กในชุดดำเดินเข้ามาในบ้านอย่างไร้จุดหมาย สายตาเหลือบมองไปรอบ ๆ บ้านที่เคยได้ยินเสียงเรียกคุณแม่ขา แต่ก็ถูกเขาตวาดกลับไปเสียทุกครั้ง บัดนี้มันไม่มีอีกแล้ว ลูกสาวของเขาจากไปแล้วจริง ๆ “จะร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมา” เป็นเสียงหนาทุ้มของผู้เข้ามาใหม่ ฐากูรเองก็เสียใจไม่แพ้กัน ตาคมกร้าวมองภรรยาแสนชังด้วยความรังเกียจ ญาณินไม่เหมาะสมที่จะเป็นแม่คนเลยจริง ๆ แถมยังทำให้แม่ของเขาช็อกหมดสติอยู่ที่โรงพยาบาล อาการตอนนี้เป็นตายเท่ากัน ท่านเสียใจมากที่ต้องเสียหลานสาวไป “คุณฐา ณินไม่ได้ตั้งใจ” เอ่ยตอบเสียงสะอื้น น้ำตาไหลพรากพร้อมกับหัวใจที่อ้างว้าง “ฉันทนอยู่กับเธอไม่ได้อีกแล้วณิน ฉันเคยคิดนะ ว่าต่อให้เธอตามวีนตามเหวี่ยงฉันมากแค่ไหน ต่อให้เธอเป็นแม่ที่ไม่รักลูก แต่ฉันก็จะยังทนได้ ฉันยังทำหน้าที่พ่อที่รักลูก ให้ความรักกับลูกแทนเธอได้ แต่วันนี้เธอทำให้ลูกต้องตาย ตอนนี้ฉันไม่มีลูก แม่ของฉันก็ไม่มีท่าทีว่าจะฟื้น แล้วฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องทนกับเธออีกต่อไปแล้ว ฉันจะหย่ากับเธอ” ร่างสูงใหญ่พูดจบก็เดินออกไป ญาณินมองแผ่นหลังนั้นจนลับสายตาโดยไม่ได้อาละวาดหรือโวยวายอย่างที่ควรจะเป็น สองเท้าเดินสำรวจบ้านอย่างไร้จุดหมาย บ้านหลังนี้มันกว้างใหญ่นัก แต่ตอนนี้มันกลับทำให้หัวใจของเขาอ้างว้าง จนกระทั่งเดินมาถึงที่ในครัว มีดปอกผลไม้ขนาดเล็กถูกหยิบขึ้นมา “ข้าวหอม แม่จะตามลูกไป ฮึก” ฉึก! ความแหลมคมกรีดลงที่ข้อมือบางหลายแผล เขาปล่อยมีดให้ร่วงหล่นลงมาบนพื้น ร่างทั้งร่างทรุดลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ญาณินไม่ได้ตกใจที่มีเลือดไหลออกมาตรงข้อมือเยอะขนาดนี้ เขาแค่นยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้จะได้เจอลูกแล้ว แต่จังหวะนั้นเองกลับมีอีกคนที่เขาหลงลืมไปอีกแล้ว แม่ของเขาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ร้องไห้ฟูมฟาย กอดร่างลูกชายที่เต็มไปด้วยเลือดราวกับใจจะขาด “ทำไมทำแบบนี้ หลานจากแม่ไปคนหนึ่งแล้ว ทำไมณินต้องจากแม่ไปด้วย แล้วแม่จะอยู่กับใคร” หญิงวัยกลางคนร้องเจ็บปวดแทบขาดใจ สามีต้องมาด่วนจากไปด้วยโรคร้ายตั้งแต่ญาณินยังเป็นเด็ก ทำให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง มาจนตอนนี้ทั้งลูกและหลานก็จะมาจากไปอีกอย่างนั้นเหรอ เธอทำใจไม่ได้แน่นอน ในจังหวะที่เขากำลังจะตาย รู้สึกว่าเสียดายจังที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีของข้าวของและลูกที่ดีของโสภาได้ หรือบางทีเป็นเขาเองที่เห็นแก่ตัว หากเขาตายไปแล้วแม่ของเขาล่ะ จะอยู่กับใคร? เขาจะหนีจากไปแบบนี้อย่างนั้นเหรอ? สติที่เริ่มเลือนรางมองใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขาพลาดจริง ๆ… ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอโอกาสอีกครั้ง โอกาสที่เขาจะได้กลับมาแก้ไขส่วนที่ผิดพลาดไป จะไม่ปล่อยให้ลูกตาย ไม่ทิ้งให้แม่ต้องอยู่เพียงลำพัง และจะไม่วิ่งตามสามีใจร้ายอีกแล้ว เขาเหนื่อยพอแล้วจริง ๆ “มะ แม่ ณินขอโทษ นะ ณินรักแม่” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นเครือและแผ่วเบา มือบางที่เกลี่ยคราบน้ำตาร่วงลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เลือดที่ไหลนองพื้นพร้อมกับร่างบางที่แน่นิ่งทำให้รับรู้ได้ว่าตอนนี้ ญาณินได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD