พบหน้ากันครั้งแรก
หวังซานซวินเร่งควบม้ากลับจากชายแดนเพื่อเข้าเมืองหลวง เขาถูกเรียกตัวกะทันหันเพราะบิดากังวลเรื่องงานแต่งของเขา จึงอยากให้เขามาดูตัวว่าที่เจ้าสาวของตัวเอง
“คารวะท่านพ่อ” เมื่อมาถึงก็พบว่าบิดามายืนรอรับอยู่ที่หน้าจวน
“มาแล้วก็ดี เข้ามาในจวนเถิด มีเรื่องมากมายต้องสนทนากัน” พูดจบหวังหมิงยู่ก็เดินนำบุตรชายเข้าไปที่เรือนรับรองเพื่อหาหรือกัน เขากลัวว่าเพียงคำสั่งของตนเอง บุตรชายจะไม่ยอมกลับเมืองหลวง จึงไปขอให้ฝ่าบาทออกราชโองการเรียกตัวเขากลับ ถึงได้เห็นหน้าเขาในวันนี้
“ขอรับ” ซานซวินเดินตามบิดาไปด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง เขาไม่รู้อันใดเลย รู้เพียงแค่ว่าบิดาต้องการให้เขากลับมาแต่งงาน ส่วนแต่งงานกับผู้ใดนั้น เขาก็ยังไม่รู้รายละเอียดเช่นกัน
“พรุ่งนี้ เจ้ากับซ่านเอ๋อร์ก็ไปที่เหลาอาหารเพื่อพบกับคนตระกูลหลัน ทำความรู้จักกับฉีเอ๋อร์เอาไว้ เรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง” เมื่อเข้ามาในเรือนรับรองหมิงยู่ก็เอ่ยกับบุตรชาย ครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำให้บุตรชายของเขาแต่งงานให้ได้
“ขอรับ”
“พาน้องชายเจ้าไปด้วย สองคนนั้นเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก รู้จักกันเป็นอย่างดี” หากไม่เพราะภรรยาคนเก่าอยากให้บุตรชายแต่งกับบุตรสาวของสหาย เขาคงให้บุตรชายคนเล็กแต่งแทนไปนานแล้ว
หวังซานซวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับ “ขอรับ”
รุ่งขึ้น ทั้งสองสกุลก็ไปตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ พวกเขาจองห้องที่ดีที่สุดของเหลาอาหารที่ดีที่สุดในเมืองหลวงเอาไว้
คนสกุลหวังมาก่อนเวลานัดครู่หนึ่ง พวกเขานั่งรอในห้องอย่างใจเย็น จนไม่นาน คนสกุลหลันก็เดินทางมาถึง
ทั้งสองตระกูลลุกขึ้นทักทายกันอย่างเป็นกันเอง ยกเว้นเพียงหวังซานซวินที่ใบหน้าเรียบนิ่ง ใบหน้าของหลันอันฉีประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ มองไปยังว่าที่เจ้าบ่าวด้วยใบหน้าเขินอาย
“คุณชายใหญ่ นี่คุณหนูรองหลัน ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่เคยพบหน้าหรือยัง” เอินซูซ่านหันไปเอ่ยกับลูกเลี้ยง แนะนำว่าที่ลูกสะใภ้ให้ลูกเลี้ยงรู้จัก
หวังซานซวินมองไปที่หลันอันฉีด้วยแววตาสำรวจ นางดูบอบบาง อ่อนแอ และเรียบร้อยเกินไป ดูไม่เหมาะสมกับเขาเลยสักนิด มิใช่ว่าสัมผัสเพียงนิดเดียวก็จะแตกสลายแล้วหรือ แล้วเช่นนี้จะสามารถรองรับอารมณ์ของเขาได้อย่างไร
“ไม่เคยขอรับ” เขาตอบเสียงเข้ม ก่อนจะละสายตาออกจากใบหน้าหวาน
“กว่าฉีเอ๋อร์จะเกิด อาซวินก็โตแล้วในปีนั้น มิใช่ว่าเข้ากองทัพไปแล้วหรือ” นางจำได้ว่าตอนที่บุตรสาวของนางเกิด เด็กคนนี้เข้ากองทัพไปแล้ว จึงไม่มีโอกาสได้พบหน้ากัน
“ใช่ขอรับ” ปีนั้นเขาก็จำได้เหมือนกัน ว่าตอนที่เขากำลังจะเข้ากองทัพ สหายเพียงคนเดียวของมารดาก็กำลังคลอดบุตรคนที่สอง
หลันอันฉียังคงแสดงเป็นคนเรียบร้อย เอาแต่นั่งยิ้ม ฟังเหล่าผู้อาวุโสสนทนากัน ทว่าก็ลอบส่งสายตาไปหาสหายเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งเงียบไม่ต่างกัน
นางอยากออกไปจากสถานการณ์ที่น่าเบื่อแบบนี้เต็มทน
หวังซีฮันได้แต่มองไปยังสหายด้วยสายตาเห็นใจ เขารู้ว่านิสัยของนางเป็นเช่นไร นางไม่มีทางยอมรับการแต่งงานนี้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ คุณชายใหญ่ไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานแล้ว ก็ให้ฮันเอ๋อร์และฉีเอ๋อร์พาท่องเที่ยว จะได้ทำความรู้จักกันเอาไว้” ซูซ่านทำตัวเป็นแม่สื่อ หาทางทำให้ทั้งสองรีบทำความสนิทสนมกันเอาไว้ เพราะดูแล้วไม่ว่าอย่างไรคนที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้คนโตของตระกูลหวัง ก็คงเป็นแม่นางน้อยผู้นี้
ทุกครั้ง สามีของนางก็เพียงเอ่ยเร่งรัดเรื่องแต่งงานของบุตรชายเท่านั้น มิได้จริงจังถึงขั้นนี้ ก่อนออกมา เขายังกำชับนางให้จัดการเรื่องพวกนี้ให้ดี
“พี่ซานซวินอยากไปที่ใดหรือเจ้าคะ” เสียงหวานเอ่ยถามคนตัวโตด้วยใบหน้าเขินอาย นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เอ่ยกับเขา
“ที่ใดก็ได้ แล้วแต่เจ้า” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่ได้สนใจที่จะหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงหวานเลยแม้แต่น้อย
“จะ เจ้าค่ะ” น้ำเสียงของหญิงสาวเศร้าลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเขาไม่สนใจตนเอง แต่ก็พยายามฝืนยิ้มออกมาเหมือนกับไม่มีอันใด
ทว่าความจริงกลับก่นด่าเขาอยู่ในใจ คิดว่านางอยากแต่งงานกับเขานักหรือ แก่ว่านางตั้งกี่ปี ปีที่นางเกิด เขาก็สามารถเข้ากองทัพได้แล้ว ช่างไม่เจียมตัวจริง ๆ
“เอาเช่นนี้ เดี๋ยวให้ฮันเอ๋อร์จัดการเรื่องนี้ให้ดีกว่า ฉีเอ๋อร์อยู่แต่ในจวน คงไม่ค่อยรู้เรื่องท่องเที่ยวสักเท่าใด” ซูซ่านพยายามกู้สถานการณ์ตรงหน้าให้ดีขึ้น ลูกเลี้ยงของนางก็ช่างเย็นชาเสียจริง
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” อันฉียิ้มน้อย ๆ หวังว่าเจ้าซีฮันจะรู้นะว่านางอยากไปท่องเที่ยวที่ใดมากที่สุด
“ได้ขอรับ” ซีฮันรับปากเมื่อเห็นสายตาของสหายที่มองมา เขารู้ว่านางอยากไปเที่ยวที่ใดมากที่สุด เพราะนางเคยบ่นกับเขาหลายครั้ง
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ให้คนมาแจ้งที่จวนก็แล้วกัน ว่าจะไปเมื่อใด” ฟานหงหันไปเอ่ยกับซีฮันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะมองไปยังว่าที่บุตรเขยด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ต่างกัน ยิ่งมองหน้า นางก็ยิ่งคิดถึงสหายที่จากไป “ซวินเอ๋อร์ ว่าง ๆ ก็ไปหาน้าที่จวนหน่อยนะ ยิ่งเห็นหน้าเจ้าก็ทำให้คิดถึงพี่หญิง”
“ขอรับ ท่านน้า” น้ำเสียงของเขาดูอ่อนลง เขาจำได้ว่าท่านแม่กับหลันฮูหยินสนิทกันเป็นอย่างมาก ตอนที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ได้ไปเล่นที่จวนสกุลหลันบ่อยครั้ง และยังสนิทสนมกับบุตรชายคนโตของสกุลหลันด้วย “แล้วตอนนี้ อาเปาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
ตั้งแต่ที่เข้ากองทัพไป เขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมืองหลวงเท่าใดนัก เอาแต่ตั้งใจฝึกฝนตนเอง และสร้างผลงานจนได้ขึ้นเป็นแม่ทัพ
“ตอนนี้ อาเปารับราชการอยู่ที่ต่างเมือง อีกไม่นานก็คงกลับเข้ามารับราชการที่เมืองหลวง” พูดถึงบุตรชายคนโตก็ทำให้นางอดเป็นห่วงไม่ได้ บอกว่าให้อยู่รับราชการที่เมืองหลวงก็ไม่ฟัง ดื้อดึงที่จะออกไปรับราชการที่ต่างเมืองให้ได้
เมื่อกินอาหารเสร็จ ทั้งสองตระกูลก็พากันแยกย้ายกลับจวน ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องอาหาร หวังซานซวินก็ยังคงเฉยชาต่อหลันอันฉี ไม่ได้สนใจที่จะเสวนากับนางเลย แม้หญิงสาวจะพยายามชวนคุย เขาก็ตอบเพียงสั้น ๆ เท่านั้น
ผู้อาวุโสได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ดูเหมือนการแต่งงานครั้งนี้จะยากเสียแล้ว