ช่วยสานสัมพันธ์
ระหว่างทางกลับจวน หลันอันฉีก็พยายามคิดหาแผนการตลอดทางว่าจะทำอย่างไรให้สองคนนั้นได้พบกันอีก แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากสหาย
“ข้าคิดแผนการที่จะไม่ต้องแต่งงานกับพี่ชายของเจ้าได้แล้ว” อันฉีเอ่ยออกมาอย่างดีใจ ที่นางค้นพบหนทางรอดของตนเองได้แล้ว
“อย่างไร”
“ข้าจะช่วยพี่ชายของเจ้าหาฮูหยิน คนคนนั้นก็คือฝูเจาโหลวผู้นั้น” อันฉีเอ่ยออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ขอเพียงเขายอมเอ่ยปฏิเสธเรื่องการแต่งงานของพวกเรา และบอกว่าเขาจะแต่งงานกับสตรีที่เขารัก ผู้ใดจะขัดขวางเขาได้
“เช่นนี้จะดีหรือ” เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับแผนการนี้เท่าใดนัก เพราะหากพี่ชายของเขาจับได้ ต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่นอน
“ดีสิ พวกเราจะทำการนี้อย่างรอบคอบ ไม่มีคนจับได้เป็นแน่” หญิงสาวยิ้มกว้าง หากไม่ทำเช่นนี้ นางจะต้องได้แต่งงานกับเขา ซึ่งนางไม่มีทางยอม
“พวกเรา?” เขายังไม่ได้ตกลงเลยว่าจะร่วมมือกับนาง เพราะหากพี่ชายเขารู้เรื่องนี้ เขาจะไม่แย่เอาหรือ
“ใช่ หรือเจ้าจะไม่ช่วยข้า เจ้าจะยอมเห็นสหายของเจ้าทนทุกข์ได้หรือ” นางพยายามทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนตรงหน้า
“มันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงเช่นนั้นก็ได้” เขารู้ว่าพี่ชายของเขาออกจะเย็นชา แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าพี่ชายของเขาไม่ได้เลวร้าย จนทำให้นางต้องทนทุกข์หลังจากแต่งงาน
“ดูตลอดสามวันที่ผ่านมาสิ เขาสนใจข้าหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าหลังจากแต่งงานจะเป็นเช่นไร” เขาแทบไม่สนใจนางเลยสักนิด ไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะใช้ชีวิตอย่างไร เท่านี้ก็เดาได้แล้วว่าชีวิตหลังแต่งงานของนางจะไปในทิศทางใด สามีไม่รัก ไม่สนใจ วันหน้าหากเขาพบสตรีที่พึงใจ เขาก็อาจจะแต่งอีกฝ่ายเข้ามามีบุตรชายที่น่ารักด้วยกัน แล้วนางเล่าจะอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์นี้
“ก็ได้ ๆ ข้าจะช่วยเจ้าเอง จะสำเร็จหรือไม่ ก็อีกเรื่อง” เขาไม่มั่นใจว่าสิ่งที่นางคิดจะทำนั้นจะสำเร็จหรือไม่ แต่เขาก็จะช่วยนางอย่างเต็มที่
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็...” หญิงสาวเล่าแผนการที่คิดได้ให้อีกฝ่ายฟัง และเรื่องนี้จำเป็นต้องให้เขาคอยช่วยเหลือ
หลายวันต่อมา หวังซีฮันก็จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นที่เหลาอาหาร เชิญสหายมาเพียงไม่กี่คน เบื้องหน้าบอกว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายที่ไม่ได้กลับมาเมืองหลวงมานาน ส่วนเบื้องหลังก็คือ การจับคู่ให้พี่ชายของตนเอง
ที่หลันอันฉีทำเช่นนี้ก็เพราะคิดว่า อย่างไรฝูเจาโหยวที่ได้ข่าวเรื่องงานเลี้ยงต้อนรับชายในดวงใจ อย่างไรนางก็ต้องมาเพื่อที่จะพบเขา
และก็เป็นเช่นที่นางคาดเอาไว้ เพราะสตรีแซ่ฝูได้มาหยุดอยู่ที่หน้าเหลาอาหารแล้ว และนางจะเป็นคนพาอีกฝ่ายเข้าไปร่วมงานเอง
“อุ๊ย ขอโทษเจ้าค่ะ” อันฉีแสร้งเดินไปชนหญิงสาวที่กำลังมองซ้ายมองขวา เพราะรู้เพียงว่าพวกเขาจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าจัดที่ส่วนใดของเหลาอาหาร
“เจ้า!” เจาโหลวที่กำลังจะด่าคนที่เดินชนตนเอง แต่ก็ต้องชะงักเพราะอีกฝ่ายพูดขึ้นเหมือนรู้จักกัน แต่นางจำได้ว่านางไม่เคยพบหน้าสตรีผู้นี้
“คุณหนูใหญ่ฝูนี่เอง มาร่วมงานเหมือนกันหรือเจ้าคะ”
“เจ้ารู้จักข้าหรือ” เจาโหลวถามขึ้นอย่างแปลกใจ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอหน้าสตรีผู้นี้
“ข้าเคยเห็นท่านสนทนากับพี่ซานซวิน เลยคิดว่ามาร่วมงานเช่นกัน” หญิงสาวส่งรอยยิ้มที่จริงใจไปให้อีกฝ่าย
“เจ้าคือ?”
“ขออภัยด้วย ข้าคือคุณหนูรองสกุลหลัน หลันอันฉีเจ้าค่ะ” นางแนะนำตัวเอง นางคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องรู้จักนางอย่างแน่นอน และก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้อีกฝ่ายรู้เรื่องที่สองตระกูลคิดจะจับนางแต่งกับหวังซานซวินเลย มิเช่นนั้นนางจะคงจะต้องลำบาก
“อ้อ ที่แท้ก็คุณหนูรองหลันนี่เอง” นางพอจะรู้เกี่ยวกับตระกูลหวังไม่น้อย น้องชายของเขาสนิทสนมกับคุณหนูรองสกุลหลัน ไม่แปลกที่จะถูกเชิญมาด้วย
“เช่นนั้นเชิญเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็สายมากแล้ว” อันฉีเดินนำสตรีแซ่ฝูไปที่ห้องจัดงานเลี้ยง เมื่อเข้ามาถึงก็พบว่าทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว
“ขออภัยที่มาช้าเจ้าค่ะ พอดีพบกับคุณหนูใหญ่ฝูอยู่ด้านล่างจึงเดินขึ้นมาพร้อมกัน” หญิงสาวอธิบายเสร็จสรรพโดยไม่ต้องให้ผู้ใดสอบถาม “เช่นนั้นคุณหนูใหญ่ฝูนั่งตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ พวกท่านสองคนเป็นสหายกัน อาจมีเรื่องต้องสนทนา”
หลันอันฉีพาฝูเจาโหลวไปนั่งข้าง ๆ หวังซานซวิน ก่อนที่ตนเองจะเดินไปนั่งเก้าอี้ข้าง ๆ หลันซีฮันที่ว่างอยู่ แน่นอนว่าทุกอย่างถูกจัดแจงเอาไว้หมดแล้ว
“ผู้ใดบอกเจ้าว่าข้าเป็นสหายกับนาง” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นและมองไปยังร่างบางด้วยสายตาน่ากลัว ทำให้นางมือไม้สั่นไปหมด
“ข้า ข้าเห็นว่าวันนั้นพวกท่านสนทนากัน จึงคิดว่าเป็นสหายจึงได้พานางขึ้นมาด้วย” กว่าอันฉีจะหาเสียงตนเองพบก็ใช้เวลาไม่น้อย ก่อนจะเอ่ยแก้ตัวอย่างไหลลื่น แต่เสียงของนางก็ยังสั่นอยู่เล็กน้อย
“ข้าไม่รู้จักนาง” เขาเอ่ยออกมาอย่างไร้เยื่อใย ทำให้บรรยากาศในห้องกดดันขึ้นหลายส่วน
“เอ่ออ อย่างไรนางก็มาแล้ว ให้นางอยู่ร่วมงานเลี้ยงด้วยนะเจ้าคะ” อันฉีหันไปขอความช่วยเหลือจากสหาย แต่เห็นว่าเขาเมินนาง นางจึงทำได้เพียงช่วยตนเอง ก่อนจะใช้เท้าสะกิดสหายให้ช่วยนางอีกแรง
“ใช่ ๆ ท่านพี่อย่าทำให้เสียบรรยากาศเลย เรามาดื่มกันเถิด” เมื่อได้รับสัญญาณของความช่วยเหลือจากสหาย เขาจึงต้องยื่นมือเข้าไปช่วย แม้จะกลัวพี่ชายอยู่เล็กน้อยก็ตาม
ทันทีที่หวังซีฮันเอ่ยจบ เขาก็ลุกขึ้นชนสุรากับเหล่าสหายเพื่อทำลายบรรยากาศกดดัน และทุกอย่างก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ยกเว้นเจ้าของงานที่ยังคงใบหน้าที่เรียบนิ่ง แม้ว่าคนข้าง ๆ ชวนสนทนาเท่าใด เขาก็ไม่คิดที่จะเปิดปากตอบ
หลันอันฉีได้แต่มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างปลงตก ไม่คิดว่าเขาจะเย็นชาต่อสตรีเพียงนี้ เขาไม่คิดจะไว้หน้าสตรีแซ่ฝูเลยสักนิด ไม่ว่าอีกฝ่ายจะชวนสนทนาเพียงใด เขาก็ไม่สนใจ ดูเหมือนความพยายามครั้งนี้ของนางจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่ไม่เป็นไร นางไม่มีทางยอมแพ้เพียงเท่านี้ นางไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่สนใจสตรีใดเลย นางจะต้องมองหาคนดี ๆ มาให้เขาสักหน่อย มิใช่สตรีที่เข้าหาเขาจนไม่สนหน้าตาของตนเองเช่นนี้