“มืดจัง” เวินซีอิ๋นลืมตามาในที่คับแคบที่มืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใดที่จะเล็ดลอดเข้ามา สองมือปัดป่ายไปทั่วและเธอรู้สึกหายใจไม่ออก เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอพยายามใช้เรี่ยวแรงที่มี เคาะด้านในอย่างแรง ความรู้สึกโยกเยกสั่นคลอนเป็นระยะ “กำลังเดินอยู่งั้นหรือ”
ก๊อก! แกรก!
“ช่วยด้วย..” เธอพยายามใช้แรงที่มีในการเคาะสิ่งที่เธอคิดว่านี่อาจจะเป็นโลงศพ อากาศที่กำลังจะหมดเริ่มทำให้เธอรู้สึกดวงตาพร่าเบลอ เธอใช้ทั้งมือทุบ เล็บขูดไปกับผนังเรียบ ๆ แต่ไร้ซึ่งคนด้านนอกแม้แต่จะสนใจ “ช่วยด้วย..”
“แม่นางหวัง เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่” เสียงด้านนอกที่ได้ยินอย่างแผ่วเบา คาดว่ามาจากทางด้านข้างโลงศพนี้เป็นแน่ แสดงว่าบ่าวรับใช้ด้านนอกต้องได้ยินเสียงบ้างแล้ว “เจ้าไม่ได้ยินหรือ”
“ได้ยินเสียงอะไรหรือแม่นางเฉา ข้าไม่เห็นได้ยินอะไร” เสียงด้านนอกทั้งสองยังคงดังแสดงการตอบโต้ว่าคุยกัน
“ช่วยด้วย” เวินซีอิ๋นใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในการประกบสองมือเข้าด้วยกันแล้วทุบไปที่ผนังโรงอย่างแรง จนรู้สึกได้ว่าอาการโยกเยกของโรงนั้นหยุดนิ่ง “ช่วยข้าด้วย..”
ตึก! ตุ๊บ!
“กรี๊ด!!” ความรู้สึกว่าโรงที่นอนเหยียดยาวอยู่นั้นตกกระทบกับพื้นแข็ง ๆ จนศีรษะกระแทกเข้ากับฝาโลงรู้สึกถึงความแสบร้อน เมื่อรู้สึกได้ว่าโรงนั้นตกลงนิ่งสนิทที่พื้น เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้นพร้อมกัน และเสียงโหวกเหวกโวยวายจากด้านนอกยิ่งทำให้สายตาที่พร่าเบลอของเธอยิ่งมึนและปวดไปถึงกระบอกตาเสียอย่างนั้น
“ช่วย..ข้าด้วย”
“ส..เสียงคุณหนูใช่หรือไม่”
“ช่วยข้า..ด้วย” เวินซีอิ๋นใช้เรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือทั้งทุบและขูดไปทั่วเท่าที่แรงเธอพอจะทำได้ “ทำไม..พวกเจ้าไม่เปิด โลงศพ..สักที ข้าจะต..ตายอยู่แล้ว”
ครืด!!
“คุณหนู!คุณหนูจริง ๆ ด้วย”
เมื่อใบหน้าได้รับอากาศ เธอรับรู้ได้เลยว่าสภาพของเธอนั้นต้องเป็นเช่นดั่งปลาทองที่ได้น้ำเป็นแน่ เพราะทันทีที่มองเห็นแสงจากด้านนอก ถึงแม้ว่าจะมืดมิดเห็นเพียงโคมไฟที่บ่าวรับใช้และทหารถือเพียงเล็กก็เถอะ
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” บ่าวรับใช้คนสนิทเข้าไปลูบมืดของเธออย่างดีใจจนมือนั้นแทบจะหลุดตามมือของนางไปเสียอย่างนั้น “บ่าวดีใจที่สุด ที่คุณหนูฟื้นขึ้นมา”
“ข้า..หิวน้ำ” เธอลูบมือตอบ พร้อมกันนั้นได้เบือนหน้าไปขอน้ำจากบ่าวอีกคน พยุงร่างกายโดยมีแม่นางเฉาช่วยพยุงมานั่งใช้แผ่นหลังพิงโลงศพ
“น้ำเจ้าค่ะ”
ความกระหายมันเป็นเช่นนี้นี่เอง กระหายอากาศ กระหายน้ำ ร่างกายราวกับไร้เรี่ยวแรง “เรากำลังจะไปไหนกันหรือ”
“เอ่อ..กลับเมืองเจ้าค่ะ” แม่นางหวังตอบอย่างหลุบตามองพื้น ฉันสังเกตได้เลยว่ามีเรื่องที่ผิดปกติเป็นแน่
“กลับเมือง?ข้าหลับมานานเท่าไหร่”
“เก้าวันแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
“เก้าวัน พวกเจ้าพาข้ากลับบ้าน..เช่นนี้แล้วจวิ้นอ๋องไปไหนหรือ” เธอมองไปโดยรอบ หาคนที่เธอต้องเดินทางไกลบ้านมาเพื่อไปปรนนิบัติ แต่มองหาอย่างไรกลับไม่พบเลยแม้แต่เงา หากเดาไม่ผิดเวลานี้คงกำลังสำเริงสำราญกับหญิงสาวคนใดสักคนที่ไหนสักแห่งอยู่เป็นแน่
“จวิ้นอ๋อง..” แม่นางเฉาทำได้เพียงก้มหน้างุดรวมถึงแม่นางหวัง พร้อมกันนั้นสังเกตได้เลยว่าบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่หายตกใจเรื่องการฟื้นของเธอแล้ว ต่างพากันก้มหน้างุด “จวิ้นอ๋อง..ทรงส่งศพคุณหนูกลับเมืองลำพังเจ้าค่ะ”
“ไม่ต่างจากที่ข้าคิดสักเท่าไหร่” เธอก็พอจะรู้คุณสรรพของจวิ้นอ๋องพระองค์นี้มาไม่น้อย และไม่ได้รู้สึกว่าเสียใจเลยสักนิด “ไม่เป็นไร หากท่านอยากส่งข้ากลับเมืองโดยเพียงลำพัง เพียงเพราะข้านั้นเป็นศพไร้วิญญาณ บัดนี้ข้าฟื้นแล้ว ข้าจะกลับไปหาท่านเอง”
“เรากลับเมืองไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“ไม่!ข้าจะกลับไปที่เรือนของจวิ้นอ๋อง”
“คุณหนูต๋าวคิดให้ดีอีกครั้งเถิดเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ยังคงทำหน้าแสดงออกถึงความไม่อยากไปแบบเห็นได้ชัด หรือมีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าที่ข้ารู้
“มีเรื่องอันใดปิดบังข้าอยู่หรือไม่พี่เฉาเหวิ่นหยา” เพราะความน่าสงสัยนั้นมันช่างดูเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของเธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย “พูดมาเถิด”
“คุณหนู..ระหว่างที่หมอยืนยันการเสียชีวิตคุณหนูว่าโดนพิษร้าย จนวันที่จวิ้นอ๋องส่งศพคุณหนูกลับเมือง ยังหาคนร้ายไม่พบเลยเจ้าค่ะ” แม่นางเฉาบ่าวรับใช้คนสนิทกล่าวด้วยสีหน้าท่าทางเป็นกังวล แต่เพราะเหตุผลนี้แหละที่ทำให้เธออยากกลับไปที่นั่น เธอจักต้องสืบดูให้รู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ “เรากลับเมืองกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าอยากรู้เรื่องนี้ หากข้ากลับไปทั้งอย่างนี้คนร้ายไม่สบายเกินไปหรือพี่เฉา” เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแบบฉบับสาวเจ้าตัวเล็กกะทัดรัดพกพาง่ายในโลงศพสีดำสนิทด้วยไม้หายากที่มองดูก็รู้ว่าตั้งใจทำมาเป็นอย่างดี ด้วยช่างฝีมือดีในวังเป็นแน่ พื้นในโรงปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสัมผัสนุ่มผิว สองเท้าก้าวออกมาเหยียบต้นหญ้าอย่างเชื่องช้าราวกำลังอาวรณ์ สายตาหลุบลงไปมองโลงศพของตนด้วยสายตาว่างเปล่าไม่แสดงอาการใด ๆ “ทหาร ขุดหลุมตรงนั้นแล้วนำโลงศพของข้าไปฝังไว้” เธอชี้นิ้วเรียวสวยไปยังพื้นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทหารที่มาเมื่อได้รับคำสั่งต่างพากันไปยังจุดที่เธอสั่ง ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อย “เราจะกลับเข้าเมืองหลวงกันในอีกหนึ่งชั่วยาม ระหว่างนี้พวกเจ้าพักผ่อนกันก่อนเถิด”
*//* ยามห้าย
ขบวนส่งศพของต๋าวจาวอิ๋น เปลี่ยนหัวขบวนจากการมุ่งหน้าไปทางซีเป่ยซึ่งเป็นเมืองของเธอ เปลี่ยนเป็นมุ่งหน้ากลับทางหนานทันที ส่งม้าเร็วไปส่งข่าวเรื่องการมีชีวิตของเธอกับท่านพ่อท่านแม่ที่เมืองแทน การเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงผ่านไปได้ราวยามอิ๋น ขบวนส่งศพของเธอก็เดินทางมาถึงประตูเมือง
“พวกเจ้ากลับมาทำไม” ยามเฝ้าหน้าประตูที่เมื่อประมาณยามเซินเพิ่งส่งขบวนส่งศพของเธอกลับเมือง ได้แต่ฉงนใจว่าเพราะเหตุใดขบวนส่งศพนั้นกลับมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงในยามวิกาลเช่นนี้ “เกิดอะไรขึ้น”
“คุณหนูของพวกข้ามิได้เสียแต่อย่างใด คุณหนูต้องการกลับเข้าไปยังจวนบุปผาดั่งเดิม ขอท่านเปิดทางด้วย” ทหารที่นำขบวนกล่าวเสียงดังหนักแน่น
“เจ้าพูดปดเรื่องอะไรอยู่ ในเมืองหลวงต่างรู้กันทั่วว่าคุณหนูของเจ้าเสียเพราะพิษร้ายแล้ว”
“คุณหนูของข้ายังไม่เสีย เจ้าเดินไปตรวจได้” สิ้นคำพูดของทหาร ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก้าวเท้ายาวตรงไปยังรถม้าที่เดิมทีเป็นรถม้าบรรจุโลงศพที่เขาตรวจสอบเองด้วยสายตา ปลายดาบตวัดผ้าคลุมเผยให้เห็นต๋าวจาวอิ๋นที่นั่งอยู่ด้านในจนเขาตกใจผงะไปด้านหลัง ราวกับกำลังเห็นสิ่งลึกลับก็ไม่ปาน
“ท..ท่าน” เสียงตะกุกตะกักเปล่งออกมาไม่ได้ใจความ ต๋าวจาวอิ๋นที่เห็นอาการนั้น จึงเปล่งวาจาออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศ
“เข้าไปได้หรือยัง ข้าง่วงมาก”
ทหารยามที่เห็นว่าเธอคือผู้หญิงที่กำลังจะได้เป็นฮูหยินที่กำลังจะเข้าพิธีกับจวิ้นอ๋อง จึงเปิดทางให้เธอเข้าไปยังจวนบุปผาของเธอที่เพิ่งจากไป พร้อมกันนั้นยังคงตรวจเข้มกับทหารและบ่าวรับใช้ “เชิญ!”
ขบวนส่งศพที่เพิ่งจากไป บัดนี้กำลังเดินกลับเข้ามาในเมืองหลวงอย่างมิได้ปิดบัง แต่ก็มิได้เสียงดังราวป่าวประกาศ ใช้เวลาเดินจากประตูเมืองไปยังจวนที่เธอพักเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม “จวนบุปผา..ข้ากลับมาแล้ว”