สามวันต่อมา
ณ ท้องพระโรงวังหลวงอวิ่นเมิ่ง
"รายงาน~~~~~~"
เสียงร้องตะโกนแจ้งเหตุขอทหารยามดังขึ้นในขณะที่ ฮ่องเต้แคว้นอวิ่นเมิ่งกำลังหารือราชกิจแผ่นดินกับเหล่าขุนนางนายกองและราชวงศ์อยู่ ทำให้ทุกสายตาในท้องพระหันไปมองทหารที่วิ่งเข้ามาอย่ารีบร้อน ยิ่งไปก็ยิ่งไปกว่านั้นคือสภาพของเขาเต็มไปโชกด้วยเลือด
"เกิดอะไรขึ้น"ฮ่องเต้เอ๋ยถามด้วยความตกใจหลังเห็นสภาพของพลทหารของตนเอง
"ข้าศึกบุกพะยะค่ะฝ่าบาท ประตูเมืองทางทิศถูดตีแตกแล้ว..."หลังพูดจบทหารยามก็ขาดใจตายทันทีทำให้ทุกคนในท้องพระโรงตกใจไปตามไปกัน
องค์รัชทายาทเดินออกมาคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงพร้อมกับเอ่ยว่า
"ลูกขออาสายกทัพไปปราบข้าศึกพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ"
"หลานก็ขออาสาเป็นแนวหน้าพะยะค่ะเสด็จลุง"ตามมาติดด้วยท่านอ๋อง
"ไม่ได้"
"ฝ่าบาท"องค์รัชทายาท และท่านอ๋อง อุทานขึ้นพร้อมกัน
"จะให้เจ้าทั้งสองไปเสี่ยงมิได้ ข้าจะไปเอง"
"ไม่ได้นะพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ พระองค์เป็นฮ่องเต้จะออกไปเสี่งได้อยู่ไร ให้ลูกกับท่านอ๋องไปเถอะพะยะค่ะ"
"ได้โปรดส่งข้ากับองค์รัชทายาทออกศึกด้วยฝ่าบาท"ท่านอ๋องเอ่ยพร้อมคุกเข่าลงอีกครั้ง
"ได้โปรดส่งท่านอ๋องกับองค์รัชทายาทออกศึกด้วยฝ่าบาท"ตามมาด้วยขุนนางทั้งหลาย
"พวกเจ้านี่มันรั้นกันเสียจริง "ฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงที่มีโทษะหลังลูกชายและหลายชายไม่เชื่อฟัง ทำได้แค่จำใจต้องส่งพวกเขาไปด้วยแรงกดดันที่ข้าราชบริพารขุนนางกดดันมา
"ไปเถอะ แต่ต้องกลับมาอย่างปลอดภัย"
"รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ"สองหนุ่มประสานพร้อมกับมือพนะสานกันโค้งคำนับ
ณ ประตูเมืองทางทิศใต้
=หลานวั่งจี=
ข้าตีประตูเมืองแตกโดยง่ายเพราะมีการช่วยเหลือจากเสด็จพี่ด้านใน
"เสด็จพี่ เอาไงต่อพะย่ะค่ะ"
"เจ้าตีเข้าไปให้ถึงวังหลวง ส่วนข้าจะรอตลบอยู่ภายใน"
"รับทราบ"
ข้ากับเสด็จพี่แยกทางกันหลังปึกษากันเสร็จ
"ทหารข้าฟังคำสั่ง ตีเข้าไปให้ถึงใจกลางวังหลวง"ข้าตะโกนบอกทุกคนแล้วควบม้าวิ่งตรงเข้าไปข้าในเมือง
พอถึงใจกลางเมืองก็มีกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่มาดัดรออยู่แล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั่นสายตาข้าดันไปสดุดกับใครบางคนเป็นคนที่คุ้นเคยนัก คุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากระไรเพราะเขาเป็นคนที่พึ่งแยกกับข้าไปก่อนหน้านี้ ข้ามองไปที่แม่ทัพของผ่ายสูตร ดูออนแอ่นราวสตรีนัก อวิ่นเมิงมีแม่ทับเช่นนี้ชั่งน้าขำนัก
"5555555555555" ข้านึกขำจนกันไม่อยู่เลยเผลอลั่นออกมา
"ขำอะไรขอเจ้า"หนุ่มน้อยหน้ามลคนงามตวาดมาที่ข้า
"ก็ขำพวกเจ้านั่นแหละ"
"มีอะไรให้น่าขำ"
"แม่ทัพของอวิ่นเมิ่งออนแอนราวสตรีเช่นพวกเจ้า เจ้าว่ามันไม่น่าขำเลยหรือ"
"เจ้า!!!!"
"เว่ยอู้เซียน พอแล้วจำคำสอนของเสจ็ดแม่ไม่ได้หรือ หมากันอย่างกัดตอบ เพราะอยากไรหมามันก็เป็นแค่หมา"ชายหนุ่มด้านข้างของหนุ่มน้อยหน้ามนคนงามเอ๋ยขึ้น ยังปากเก่งดีแท้ แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขามีเสด็จพี่ยืนอยู่ด้านหลัง
"ไม่ผิด ไม่ผิด องค์รัชทายาทกล่าวถูกต้องแล้วหมากัดอย่ากัดตอบ" ขยี้ดีจริงประเดี๋ยวพ่อจับทำเมียช่ะให้เข็ด
"บุก!!"ข้าสั่งทหารอีกหลัง ส่วนฝังตรงข้ามกับตราหน้าเข้ามาประทะเช่นกัน
เราสู้กับอยู่สักพัก แต่เห็นว่าอีกฝ่ายจะภายแพ้เพราะคนน้อยกว่า
"ถอย!!!"เสียงเล็กแหลมคนงามตะโกนขึ้น ทำให้อีกฝ่ายค่อยลุกถอยไป
"บุก เขาไป!! จับเป็นสองแม่ทัพใหญ่ศัตรูมาให้ข้า"
=เจียงหวันอิน=
พวกเราถูกศัตรูบีบให้ถอดมาถึงหน้าตำหนักท้องพระโรง อีกฝ่ายมีมากเกินไปเราไม่อาจสู้ได้
"ยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องบาทเจ็บล้มตายไปมากกว่านี้"แม่ทับฝ่ายศัตรูตะโกนบอก
หลายปีมานี้ชายแดนเงียบสงบอวิ่นเชินไร้การเคลืนไหว แต่ทำไมบัดนี้ถึงตีรุกเข้ามาจนถึงวังหลวงได้ ชังน่าแปลกใจหนัก
"ยอมยกแคว้นในเราแต่โดยดีแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า"
"ฝันไปเถอะ!!"เว่ยิงตระโกนตอบกับ
"วางอาวุธช่ะไม่อย่างนั่นข้าจะฆ่าฮ่องเต้อวินเมิ่ง"
เสียงของชปริศนาพูดขึ้นจากด้านหลังของกองทับข้าที่เหลือเพียงไม่กี่สิบคนจากนับพัน ข้าและทุกคนหันไปมองที่ตนเสียงก็พบว่าเสด็จพ่ออยู่ในเอื้อมมือของใครบางคนที่เห็นเพียงเป็นเงาดำยืนอยู่หลังเสด็จพ่อ ปลายกระบี่ของเขาจีคอเสด็จพ่ออยู่ ข้าเหลือกตามองเขาไปในท้องพระโรงก็พบว่าเหล่าขุนนางราชบริพารนอนจมกองเลือนจนสิ้น ข้าหันกลับมาที่เสด็จพ่อที่ยืนนิ่งไม่ขยับตัวเพราะว่าถ้าขยับเพียงนิดเดียวเงาดำที่ยืนอยู่ด้านหลังของเสด็จพ่อบันคอพระองค์เป็นแน่ แต่ทันใดนั้นเองเงาก็ปรากฏให้เห็นรูปร่างหน้าตา ทำให้ข้าตกใจถึงขีดสุด เพราะคนผู้นั้นเป็นคนที่ข้าคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งหลายเดือนมานี้เขาค่อยดูแลปกป้องข้า และเมื่อครู่เขายังช่วยข้าจากคมดาบศัตรูนับสิบครั้ง แต่บัดนี้เขากลับยืนถือกระบี่จี้คอบิดดาข้าอยู่
"ท่านองครักษ์ฮ่วนทันเพี๊ยนไปแล้วหรือ"ทหารผู้หนึ่งเปิดประเด็นขึ้น
"อาฮ่วนเจ้าทำอะไรขอเจ้าปล่อยเสด็จพ่อข้านะ อย่ามาแย้ข้าเล่นตอนนี้ ข้าไม่ตลก"
"555555555555555" แม่ทัพศัตรูหัวเหราะลั่นทำให้ทุกคนหันไปมอง
"เจ้าบอกข้ามาเจ้าเป็นใครกันแน่"จ้าตะโกนออกไปด้วยความโมโห
"ข้าคือหลานฮ่วน ฮ่องเต้แห่งแคว้นอวิ่นเชิ่นปู้จือฉู" คำตอบของเขาทำให้ข้าอึงไปชั่วขณะ เขาหลอกข้ามาตลอด แต่ขอก็ดันเชื่อเขาทุกอย่าง ข้านี้โง่เขาจริง ตอนนั้นเว้ยอิงเตือนข้าแต่ข้าก็ไม่ฟัง มานึกเสียใจตอนนี้คงสายไปแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาการที่เขาดีกับข้าคงเป็นแต่การแสดงละครสินะ ทำไมข้าถึงมองไม่ออก นอกจากนี้ข้ายัง.. นึกแล้วก็ยิ่งเจ็บใจนัก เขาต้มข้าจนเปื่อย
"วางอาวุธ!!"เขามองหน้าข้าแล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเข้มขึม พวกเราจำใจต้องทำตามเพราะเสด็จพ่ออยู่ในมือเขา แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ส่งเสด็จแม่และพี่หญิงออกนอกเมืองไปก่อนแล้ว
"มันพวกเขาไว้แล้วลากกลับกระโจม"
ณ ที่ตั่งกระโจมแคว้นอวิ่นเชิ่นปู้จือฉู
ข้าและทุกคนถูกลากมาที่กระโจมกลางป่า ห่างจากเมืองหลวงเพียงห้าสิบลี้เท่านั่นเอง เพราะอยู่กลางป่าจึงยากแกการสั่งเกตุ ทำให้ทหารที่หอคอยคุ้มกันเมื่อที่สามารถมองเห็นได้ถึงร้อยลี้กลับมองไม่เห็นกระโจมขนาดใหญ่นี้
"พาตัวรัชทายาทไปไว้ที่กระโจมข้า" ชายทรยศหักกล่าวขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินนำหน้า
พอมาถึงกระโจมทหารกลับโยนข้าเขามาเฉยเลย คนนะเฮ้ยไม่ใช่สิ่งของโยนมาได้ อย่างน้อยข้าก็เป็นถึงรัชทายาทถึงจะเป็นรัชทายาทของแคว้นที่แพ้ศึกก็เถอะ ชายทรยศนั่นมองดูข้าที่นอนกองอยู่ที่พื้นเพราะถูกโยนเข้ามาด้วยความที่ถูกมันมือไขว้หลังมำให้ทรงตัวไม่ได้ เข้าเดินมานั่งลงต่อหน้าข้าแล้วแก้เชือกที่มัดข้าอยู่ หลังจากเขาแก้เชือกให้ข้าเสร็จข้าก็ผลักเขาออกเพื่อจะหนแต่แรงข้าในตอนนี้พลักเขากระเด้นได้แค่ไม่กี่ก้าว เขาใช้มือหนาคว้าแขนขาเอาไว้แล้วดึงเขาไปกอด
"ปล่อยข้า!"
ไม่มีทาง"
ข้าพยายามดิ้นสุดแรงเท่าที่มีแต่ก็ไม่มีผลอะไรเลย เขาลากข้าไปที่เตียง แล้วโยนข้าขึ้นไปบนเตียง ข้าตกใจมากจึงตะเกียกตะกายขึ้นไปที่หัวเตียง เขาจับขาข้าแล้วลากดึงเข้ามาหาตัว
"จะทำอะไรปล่อยข้านะ!!!"
"หึ.."เขายิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆคืบคลานขึ้นมาเรื่อยๆ ข้าสั่นกล้วจนทำอะไรไม่ถูก สายตาและการกระทำเขาในตอนนี้ราวกับเสื้อร้ายที่หิวโหน เขาคืบคลานขึ้นมาเรื่อย จนเราตาจ่องกัน เขาใช่มือหนาของเขากดข้าลงกับเตียงอย่างแรง ข้าพยายามใช้มือพลักเขาออกแต่เขากลับใช้มืออีกข้างรวมมือข้าเขาหากันแล้วกดลงเหนือหัวข้า
"อย่านะ!!" ข้าร้องออนวอนแต่ก็คือว่าไม่เป็นผล
มือหนาของเขาเริ่มอยู่ไม่เป็นสุขเขาเลื้อยคำไปทั่วร่างข้า ก่อนที่จะเริ่มดึงสายรัดเอวขอข้าออก
"อาฮ่วนได้โปร......."ข้ายังพูดไม่ทันขาดคำเขาก็เอาริมฝีปากเขามาประกบกับริมฝีปากข้า เพื่อไม่ให้ข้าพูดอะไร ระหว่างนั่นมืออันอยู่กับที่ไม่ได้ของเขาก็เริ่มถอดเสือข้าออก เขาค่อยเลื่อนริมฝีปากลงมาซุกไซร้ที่คอ ข้าดิ้นรนแต่ก็ไม่ได้เกิดผลอะไรเลยแม้เพียงนิดเดียว เขาจูบเบาที่ลำคอข้าทำให้ข้าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ริมฝีปากเรียวของเขากัดและดูดทิ้งเป็นรอยแดงไว้ที่ต้นคอข้า ข้าหยุดดิ้นเพื่อให้เข้าชะล่าใจแล้วก็ได้ผลจริงมือทั้งสองข้างข้าหลุดจากพันธนาการ ข้าใช้แรงที่มีอยู่ผลักเขาออก แต่แรงข้ามันน้อยนิดนักทำให้เขากระเด็นออกไปแต่ถึงปลายเตียงเท่านั้น ข้ารีบตะเกียกตะกายหวังจะไปอีกฟังหนึ่งของเตียงแต่ ก็ไม่เร็วพอเขาจับขาของข้าดึงเข้าหาตัวแล้วขึ้นคร่อมข้าอีกครั้ง ครั้งนี้เขาใช้สองมือกดแขนขาลงกับเตียงทำไมข้าดินไม่ได้เลย
"อาฮ่วนอย่า..ข้าขอร้อง"ข้าออนวอนเขาด้วยน้ำตา
เขายื่นมือมาปาดน้ำตาที่คลอเบ้าจนทะลักออกมา พร้อมโนนตัวลมซบกับซอกคอข้า ข้ารู้สึกได้ถึงลมร้อนที่เขาพ้นออกมาใส่ต้นคอข้า
"อา..ฮ่วน.."ข้ากั้นใจเรียกชื่อเขาอีกครั้ง
"ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องการแล้วไม่ได้!"เสียงพูดข้างหูทำให้ข้าสติที่มีอันน้อยนิดหลุดลอยไปเลย
มือที่อยู่ไม่เป็นสุขของเขาเริ่มทำงานอีกครั้งทำให้สติที่หลุดลอยไปของข้ากลับมา ข้าดิ้นรนอีกครั้งแต่เรียวแรงอันน้อยนิจะไปสู้แรงกำยำนี้ได้อย่างไร เขาเริ่มซุกไซร้ซอกคอข้าอีกครั้ง ครานี้เขารุนแรงยิ่งกว่าคราแรกนัก
"หยุดเถอะ อาฮ่วน"
"หยุ..."ข้ายังพูดไม่ทันสิ้นเสียงเขาก็ประกบจูบข้าอีกหครั้ง ครั้งนี้เขาสอดลิ้นเข้ามาซอกชอนลุกไล่พันเลี้ยวเกี้ยวลิ้นของข้าให้ตอบสนอง ร่างกายข้ารุ้มราวกับไฟ ในหัวรู้สึกมึนงงวางเปล่า เลยไม่ได้สังเกตว่ามืออันอยู่ไม่สุขของเขาได้เคลือนลงไปปลดสายรัดของกางเกงข้าออกแล้ว เขาเคลื่อนมือมาที่หัวกางเกงข้าหวังจะดึงลง
"ฝ่าบาทท่านอ๋องต้องการเข้าพบพะย่ะค่ะ" เสียงระฆังสวรรค์ช่วยชีวิตข้า
"เชอะ"เขาสถบออกมาด้วยความสบอารมณ์
"จะ จะทำอะไรฮาฮ่วน"
เขาจับแขนข้าใส่ตลวนล่ามไว้ที่หัวเตียงเพื่อไม่ให้ข้าหนีก่อนจะเดินออกจากกระโจมไป
ณ กระโจมอวิ่นเชิ่นปู้จือฉู
=หลานฮ่วน=
ข้าเดินมานั่งลงตรงที่ตรงกลางของกระโจมใหญ่ โดนมีน้องชายข้านั่งรออยู่ที่นั่นด้านข้างข้างก่อนแล้ว
"วั่งจีเจ้ามีอะไรว่ามา"ข้าเปิดเด็น
"เสด็จพี่ข้ามีเรื่องอยากจะทูลขอพระองค์"
"วั่งจี ตั้งแต่เล็กจนโตมีสิ่งใดที่เจ้าอยากได้ข้าไม่ให้เจ้าบาง ว่ามาเถอะอยากได้อะน้องพี่"
"อ๋องแห่งอวิ่นเมิ่งเว่ยอู่เซียน" พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกกลางสนามรบน้องข้าพึ่งใจแล้วหรือ
"ในเมื่อเจ้าต้องการก็เอาไปเถอะ แต่ว่าควบคุมให้ดีละคนผู้นี้พยศนัก" ข้าไม่ขัดใจน้องแม้แต่น้อย แต่ก็ยังเอ่ยเตือนเขาอยู่บางเว่ยอู่เชียนผู้นี้นิสัยเอาแต่ใจนัก
"เสด็จพี่เอาจะกลับวังหลวงเมือไรหรือ"น้องชายสุดที่รักเอ๋ยถามข้า
"อีกสามวัน ให้ทหารได้พักเสียหน่อยพึงผ่านศึกใหญ่มาทนโธ่" รวมถึงข้าจะได้เผด็จศึกเจ้าแมวน้อยในกระโจมของข้าเสียก่อน พอกลับวังหลวงแมวน้อยตัวนี้จะได้เชื่อง และยอมจำนนแต่โดยดี
"เสด็จพี่จะเอาอย่าไรกับเชลยศึก"
"พากลับไปขังไว้ในคุกหลวง"
"เหตุใดไม่จัดการเสียเลยเล่าเสด็จพี่ จะไว้ชีวิตให้เป็นหลามทำไม"
"ตัวประกันอย่างไรเล่าน้องพี่ หากสังหารฮ่องเต้อวิ่นเมิ่งตอนนี้ เจ้าดอกบัวงามทั้งสองจะยอมเชื้องอย่างไร"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง น้องคิดน้อยไปขอประทานอภัยเสด็จพี่"
"ไหนๆเลาก็ชนะศึกแล้วเสด็จพี่ฉลองกันเสียหน่อยดีหรือไม่"
"มีหรือจะไม่ดี มา!ดื่มให้กับชัยชนะของอวิ่นเชิ่นปู้จือฉูเรา"
=เว่ยอู่เซียน=
ข้าถูกจับมาขังไว้ในกรงพร้อมถูกมัดมือมัดเท้ามำให้ขยับไปได้ ข้ามองไปรอบๆอยู่หลายหนก็ไม่มีแม้แต่เงาขององค์รัชทายาท เจ้าคนชั่วช้าหลานฮ่วนนั่นให้ทหารพาองค์รัชทายาทไปไหนก็มิรู้ได้ นึกแล้วก็เจ็บใจนัก ข้าสงสัยเขาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะคณาทรองค์รัชทายาทโรคเก่ากำเริบทำให้ข้าคลายสงสัยในตัวเขาไป
"ถ้าข้าหลุดออกไปได้แม้ต้องตายข้าก็จะลากเจ้าลงปรโลกไปด้วยเป็นแน่ หลานฮ่วน!!"
"สงบปากสงบคำบางเถอะอาเซียน ตอนนี้อาเฉิงอยู่ในมือพวกเขาไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร"เสียงของชายกลางคนที่ถูกขังอยู่กรงข้างข้างข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงนัก
"เสด็จลุงแต่เพียงแค่โมโหก็เท่านั่น"
เห้ย....เสด็จลุงถอยหายใจพร้อมกับส่ายหัวไปมา
"พาตัวออกมา"จู่ทหารยามก็มาเปิดประตูกรงข้าแล้วพาตัวข้าออกม่
"จะพาข้าไปไหน ข้าไม่ไป!"ข้าดิ้นรนหวังเพื่อให้ตัวเองหนีออกไปได้ แต่เพราะถูกมัดมือมัดเท้าทำให้ยากต่อการขยับตัว ข้าดิ้นร้นแต่ก็ไม่เกินประโยคแต่ในทางกลับกันทำให้ทหารที่ฉุดดึงข้าเกิดความรำคาญ ด้วยความโมโหเขาชกเข้าที่หน้าท้องของข้าอยากจัง ทำให้จุกจนขยับตัวไม่ได้ เขาเห็นว่าข้าหมดฤทธิ์แล้วจึงยกขาขึ้นบ่าแล้วแบกข้าไป
ถึงจะจุกจนทำอะไรไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าข้าไม่รู้สึกตัวนะ ข้ารู้สึกตัวและมีสติครบถ้วน ทหารนำข้ามากระโจมสักกระโจมหนึ่งพวกเขาจับข้าใส่ตวนล่ามไว้กับเสา ถึงจะรู้สึกตัวแต่เพราะยังจุกไม่หายทำให้ข้าเหมือนกับตุ๊กตาที่จะจับไปซ้ายก็ไปซ้ายจะให้ไปขวาก็ไปขวา ข้าเกลียดตัวเองนักที่อ่อนแอเช่นนี้
สาม ชั่วยามผ่านไป
อาการจุกเสียดเริ่มดีขึ้นมาแล้ว ข้าพยายามสะเดาะกลอนโซ่ตรวนที่ล่ามขาเข้าอยู่แต่ก็ไม่สำเร็จเสียที่เหมือนกับว่าตรวนนี้จะถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อก่อนข้าแอบสะเดาะกลอนตำหนักที่เสด็จป้าให้ทำโทษข้าก็ออกจะบ่อย เหตุใดตรวจนี้ข้าถึงสะเดาะไม่ได้เสียที ข้างุ่นง่านกับตรวนนี้ราวสองชั่วยามได้แล้วมั่งยังไม่กระดิกแม้แต่น้อยเลย จนข้าถอดใจแล้วตอนนี้ ข้านั่งมองตรวนบ้านมีแต่ก็นึกวิธีสะเดาะไม่ได้ ไม่คิดว่าบนโลกนี้จะมีตรวนที่ข้าเว่ยอู้เซียนสะเดาะไม่ได้อยู่ ระหว่างที่ข้านั่งพินิจตรวนนี้อยู่ก็คนชายหนุ่มสวมผ้าคาดหน้าผ้าวัยเดียวกันกับข้าเดินงุนง่านเขามาในกระโจม เขาเดินตรงดิ่งมาที่ข้า แล้วมานั่งจ่องหน้า สภาพเขาตอนนี้กลับตอนควบม้าถึงดาบราวกับคนละคน ตอนนี้เขาควบอาชาถึงกับดูสง่างามสูงส่งมีความเป็นแม่ทัพ แต่บัดนี้ทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา ใบหน้าแดงกล่ำเพราะฤทธิ์เหล้าไม่เหลือคราบความสง่างามนั่นไม่เหลือแม่แต่น้อย เข้านั่งจ่องหน้าข้าอยู่นานสองนาน เขาฉีกยิ้มที่มุมปากดูมีเล่ห์กลนัก จู่เขาก็เอาใบหน้าคมพุ่งเข้ามาใกล้ข้า ด้วยความตกใจข้ารีบขยับหนีทันที
"เจ้ากลัวเป็นด้วยเหรอ"เข้าเอ่ยขึ้นน่าระรื่น
"คิดจะทำอะไรอย่าคิดว่าข้ารู้ทันเจ้านะ"ข้าตอบกลับ
"แล้วอย่างไร ในเมื่อเจ้าในตอนนี้ขัดขืนไปก็เปล่าประโยชน์"พูดเสร็จเขาก็ตรงปลีกมาที่ข้า ข้าพยายามนี้แน่ความของเขาเหนือกว่าข้ามากนักเขาจับข้าโยนขึ้นไปบนเตียงแล้วขึ้มมาค่อมตัวข้าเอาไว้ ข้าเหลือกไปมองที่โซ่ตรวนมันไม่ได้หลุดออกแต่อย่างไรแต่โซ่ที่เซือมกลับตรวนมันหายไปดื้อๆเลย
"มันเรียกว่าตรวนวิญญาณทำจากปรานวิญญาณกระปีปี่เฉินของข้า นอกจากข้าใครน่าไหนก็ไม่อาจปลดมันได้"เขาพูดขึ้นราวกับอ่านใจข้าออก
"แล้วอีกอย่าง"เขายังหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของข้าแล้วพ้นคำพูดออกมาทำให้ข้าอึ่งไปชั่วขณะ
"เมื่อข้าให้ตรวนวิญญาณกับผู้ใดแล้ว ก็อย่าคิดว่าผู้นั้นจะรอดเงือมมือข้า"เขาฉีกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เขากลับพี่ชายเขาสมเป็นพี่น้องกันจริงๆ เจ้าเล่ห์เพทุบายกันทั้งคู่
"ถุย อย่างเจ้ามันก็แค่สัตว์ร้ายป่าเถือนคิดว่าตัวเองสูงส่งนักหรือ"
ด้วยความโมโหที่เมื่อครู่ข้ายั่วโทษะเข้า เขาใช้เลยมือบีบคางข้าอยากแรง
"สัตว์ร้ายงั้นเหรอ เช่นนั้นเจ้าจำไว้เลยว่า วันนี้เจ้าจะได้ตกเป็นเมียสัตว์เช่นข้า" พูดเสร็จเขาก็ประกบจูบ เข้าจูบด้วยอารมณ์โกรธ เขาบดขยี้ริมฝีปากข้าอย่างแรงจนตอนนี้รู้สึกช้าไปทั่วทั้งปากแล้ว เขาพยายามสอดลิ้นเข้ามาในปากข้าแต่ข้ากัดปากตัวเองเอาไว้จนมีเลือดซึมออกมา เขาให้มือบีบคอข้าอย่างแรงจนข้าหากใจไม่ออกข้าเลยเปิดปากเพื่อหายใจ เขาเลยใช้โออากาศนี้สอดลิ้นเข้ามาในปากข้าสำเร็จ ข้าน้ำตาไหลด้วยความกลัว ข้าใช้มือทั้งทุบทั้งข่วนเจ้าแต่ก็ไม่เกิดผล แต่กลับทำให้เขารำคราญช่ะมากกว่า เขาเลยรวบมือข้าเข้าด้วยกันแล้วกดลงเหนือศรีษะ ข้าเกลียดตนเองนักข้ามันอ่อนแอที่ไม่สามารถดิ้นรนหรือขัดขืนสัตว์ร้ายตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย เขาเริ่มหันมาซุกไซร้ซอกคอข้าทำรอยเอาไว้เป็นจ่ำแดงไปทั่ว
"อย่าได้โปรดข้ากลัวแล้ว"ข้าร้องขออ้อนวอนด้วยน้ำตา
"กลัวเหรอ หึ เมื่อครู่ยังด่าข้าว่าสัตว์ร้ายป่าเถือนอยู่เลย"
"ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ผิดแล้วปย่อยข้าไปเถอะ"
หึ เข้าแสยะยิ้มที่มุมปาก
"รู้อะไรไหม"
"( ⚈̥̥̥̥̥́⌢⚈̥̥̥̥̥̀)"
"สิ่งใดที่ข้าต้องการไม่มีใครห้ามข้าได้"
แคว๊ก~!
เขาฉีกเสื้อผ้าข้าออกเผยให้เห็นเรื่อนร่างอันเบาะบางของข้า ข้าพยายามกัดปากตัวเองเพื่อเรียกสติแล้วดิ้นรนสุดแรงเกิด แต่ทว่ายิ่งขึ้นดิ้นรนมากเท่าไหร่เขาก็กดข้าลงกับเตียงมากขึ้นเท่านั่น มืออีกข้างหนึ่งของเขาเลื้อยลงไปดึงกางเกงของข้าลง ข้าในตอนนี้ทำได้เพียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจผสมความกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้ทั้งตัวข้าไม่เหลืออาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว มือหนาของเขาลูบคำไปทั่วทั้งร่างกายข้า
"หยุดนะ ปล่อยข้าเดียวนี้"ข้าตะคอกใส่เขาด้วยน้ำเสียงเชิงออกคำสั่ง
เขาชะงักแล้วมองหน้าข้าแล้วแสยะยิ้มมุมปากอีกครั้ง
"หยุดงั้นหรือ เกรงว่าไม่ทันเสียแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะร้องให้คนช่วย"
"ร้องได้ก็ร้องไปเถอะ ต่อให้เจ้าร้องจนไม่มีเสียงก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเจ้า ลืมไปแล้วเหรอที่นี่คือที่ไหน" จริงด้วยที่นี่มันค่ายของอวิ่นเชิ่นปู้จือฉู ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นทหารของเขาร้องไปใครจะกล้าเข้ามาช่วยข้า ข้านี้โง่จริง
เขาเริ่มถอดเสื้อผ้าตัวเองที่ละชิ้นจนหมดสิ้นเผยให้เห็นเรือนร่างกำยำ แผ่นหลังที่ขาวเนียนกระจ่างน่าดึงดูดใจให้กับผู้คนหลงไหลนั้นมันอะไรกัน หน้าอกกระชับสัดส่วนเข้ารู้เยี่ยมบุรุษ หน้าท้องเป็นมัดๆ
[ไรต์:มันใช่เวลามาชมเขาไหม จะโดนเข้าปล้ำอยู่รอมล้อยัยอิงงงงงงงง]
เขาโน้มหน้าลงมาพูดเบาใส่หูของข้าแต่คำพูดของเขาทำให้ข้าสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัว
"เป็นของข้าช่ะเถอะ คนงาม"พูดเสร็จเขางับเบาๆที่ใบหูข้าทำให้ข้าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง พร้อมกับขยับดันให้ช่องต้นขาข้าเปิดกล้างเพื่อแทรกตัวเขามา แล้วดันบางสิ่งบางอย่างแทรกช่อนเขามาในตัวข้า ข้าพยายามจับตัวหนีแต่กลับถูกมือหนาโอบกระชับเอวข้าเอาไว้ สุดท้ายเขาก็ดันสิ้นนั่นแทรกเข้ามาในตัวข้าสำเร็จ
"อื~~ เจ็บ"ข้าเผลอลั่นปากครางออกไป
น้ำตาข้าไหลพราก ทั้งเจ็บใจและกายที่ขัดขืนสัตว์ร้ายตรงหน้าไม่ได้แม้แต่น้อยเลย ข้าในตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อยจำใจยินยอมให้เขาย้ำยีเท่านั่นเอง