ช่วงเย็นของร้านชาบูแบบบุฟเฟ่ต์ใจกลางห้างดังเนืองแน่นด้วยลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามารับประทาน โดยเฉพาะเป็นช่วงที่มีการเลี้ยงฉลองรับปริญญาของเหล่าบัญฑิตจบใหม่จึงทำให้บรรยากาศของร้านคึกคักเป็นพิเศษ
“ต้องรอคิวนานไหมคะ”
พนักงานหน้าร้านเงยหน้ามองลูกค้าสาวที่คงเป็นหนึ่งในเหล่าบัณฑิตจบใหม่เพราะเธอสวมชุดนักศึกษาและมีชุดครุยพาดที่แขนเรียวสวย ใบหน้าหมดจดสะดุดตาแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางบางๆ แต่กลับดูงามผุดผ่อง ที่โดดเด่นคือดวงตากลมโตที่คมกริบดูเฉลียวฉลาดและเอาเรื่องคู่นั้น
“ไม่ทราบว่ามากี่ท่านคะ”
“สองค่ะ”
“ถ้าเป็นแบบโต๊ะรวมก็อีกสามคิวเท่านั้นค่ะ แต่ถ้านั่งแบบเดี่ยวๆ แยกหม้อ ก็รออีกหกคิวค่ะ สนใจแบบไหนดีคะ”
“โต๊ะรวมค่ะ ลงชื่อจองคือรุจารินนะคะ” บัณฑิตสาวหน้าใสเอ่ย พร้อมกับรอรับบัตรจองคิว และเดินกลับไปหาหญิงวัยกลางคนที่ยืนรอบริเวณหน้าร้าน
“แม่นั่งตรงนี้ก่อนนะคะ รออีกสามคิวเท่านั้นเอง”
“คนเยอะแบบนี้ไว้เราค่อยมาวันหลังไม่ดีหรือลูก หรือไปกินที่ร้านอื่นก็ได้ ร้านหมูกะทะแถวบ้านเราไงลูก ราคาไม่แพงด้วย”
รุจาริน พิชารักษ์ หรือ จ๋า ส่งยิ้มหวานให้มารดา เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดคำนวนค่าอาหารในใจด้วยความเสียดายเงินทั้งที่เธอยืนยันว่าจะเป็นคนรับผิดชอบออกค่าอาหารมื้อพิเศษนี้เองก็ตาม
“โธ่...แม่ขา กินหมูกะทะมันหัวเหม็นนี่คะแม่ วันนี้แม่ของจ๋าแต่งตัวสวยขนาดนี้ เดินหัวเหม็นหึ่งมันจะดีเหรอคะ กินที่นี่แหละ แอร์เย็นๆ อาหารดีๆ ถือว่านานๆ ทีนะคะ”
“แต่ราคามันแพงนะลูก เก็บเงินไม่ดีกว่าเหรอ”
“แหม เลี้ยงแม่แค่คนเดียวเองจะสิ้นเปลืองอะไรนักหนาล่ะคะ ทีแม่เย็บผ้าทำขนมจนมือจะหงิกเลี้ยงดูจ๋าแถมส่งเรียนจนจบปริญญาตั้งกี่ปี หมดเปลืองไปตั้งเท่าไหร่ อีกอย่างตอนนี้จ๋าก็เรียนจบแถมยังได้งานแล้วด้วย ต่อไปนี้จะพาแม่มากินของอร่อยๆ ทุกอาทิตย์ก็ยังได้เลย”
“เก็บเงินไว้ดีกว่าลูก อนาคตหนูยังอีกยาวไกล ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอีกหน่อยจะลำบาก”
“โถ...คุณนายดารินเจ้าขา เท่าที่ผ่านมาเราก็ลำบากกันจนชินอยู่แล้วนี่คะ ตอนนี้จ๋าก็แค่อยากให้แม่สบายขึ้นบ้าง อยากกินอะไร อยากเที่ยวที่ไหนก็บอกได้เลยนะคะ ถ้าจ๋าทำงานได้เงินมาก็จะให้แม่ไว้ใช้เยอะๆ เลย แม่จะได้ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำขนมให้เหนื่อยไงคะ ต่อไปลูกสาวคนนี้จะเลี้ยงดูแม่เองนะคะ”
นางดารินมองใบหน้างามผุดผาดของบุตรีอย่างภาคภูมิใจ ถึงชีวิตที่ผ่านมาจะเหน็ดเหนื่อยลำบากยากเข็ญแค่ไหน นางก็เต็มใจทำเพื่อลูกได้เสมอ ในเมื่อรุจารินคือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของนาง
“คิวที่สามเชิญค่ะ”
“ไปกันเถอะแม่ ได้เวลาอิ่มพุงแตกแล้ว” ว่าพลางฉุดแขนมารดาให้เดินเข้าร้านอย่างร่าเริง โดยไม่ทันเห็นใครคนหนึ่งที่ก้าวพรวดสวนออกจากร้านมาจนชนเข้าเต็มรัก ร่างระหงเซถอยหลังไปเพียงสองสามก้าว ในขณะที่คนชนนั้นล้มก้นจ้ำเบ้าไปกองกับพื้น
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ” ความเคยชินทำให้หญิงสาวเอ่ยไปโดยอัตโนมัติโดยไม่คิดอะไรมาก พลางยื่นมือไปหมายช่วยฉุดอีกฝ่ายลุกขึ้น
“ตาบอดหรือไงยะ ถึงเดินไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้” เสียงแหลมชวนแสบแก้วหูแหวสวนกลับมาแบบเอาเรื่อง มือที่ยื่นไปจึงหดกลับอย่างเสียความรู้สึก หากยังไม่ทันที่รุจารินจะได้โต้กลับคู่กรณี ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน
“เป็นไงบ้างคุณณี เจ็บหรือเปล่า” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาช่วยประคองหญิงผู้นั้นลุกขึ้น
เมื่อมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ รุจารินก็ถึงกับเย็นวาบไปทั้งร่าง หัวใจแทบหยุดเต้นในวินาทีนั้น
“เจ็บสิพี่ยะถามได้ แหม...เล่นชนมาซะแรงเลย ไม่รู้ตายอดตายอยากจากไหนถึงได้รีบร้อนกันนัก สงสัยไม่เคยกินชาบู”
คำนั้นทำให้คนฟังถึงกับหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ ดีที่มารดาคอยดึงแขนปรามเธอไว้กลัวจะมีเรื่อง แต่เมื่อนางดารินได้เห็นคนตรงหน้าทั้งสองก็ถึงกับนิ่งงันไปไม่ต่างกับลูกสาว
“พี่ยะ!”
ชายกลางคนผู้นั้นชะงักกึกก่อนเงยหน้าขึ้นมองมาที่พวกเธออย่างตกตะลึง
“ดาริน...ลูกจ๋า...”
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านมาถึงสิบสามปีเต็ม รุจารินไม่คิดเลยว่าจะได้พบคนพวกนี้อีกครั้ง!