“คืนนึงเลยเหรอคะ” เธอถามย้ำ เขาพยักหน้าเล็กน้อย อย่างคนรู้สึกผิดพร้อมกับกล่าวออกไปด้วยว่า
“ผมขอโทษนะ ที่ปล่อยคุณทิ้งไว้แบบนั้น” เวนิตาเห็นสีหน้า และแววตาของคนตรงหน้าก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกจริงๆ ของเขา เธอจึงตอบกลับไปเพื่อให้เขาคลายความกังวล
“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ ฉันเอง...ที่พาตัวเองเข้าไปที่นั่น เข้าไปในที่ของคุณ” ได้ยินแบบนั้นเขาก็ยิ่งรู้ตัวว่าทำผิดต่อเธอ แต่ก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เพราะเธอเป็นอย่างที่หมู่จินพูดไว้จริงๆ ซึ่งเธอไม่คิดจะตำหนิในการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย
“คุณนอนพักต่อเถอะ เดี๋ยวผมไปเตรียมอาหารมาให้” ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้หลังจากที่บอกกับเธอก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป โดยไม่ได้หันกลับมามองอีก ร่างบอบบางดูออกว่าอีกฝ่ายยังไม่หายโกรธเรื่องที่เธอแอบตาม และถ่ายรูปของเขา แต่มันก็น่าโกรธจริงๆ เธอพยายามที่จะเข้าใจ และเลือกที่จะไม่น้อยใจ หรือ โกรธเขาตอบ
สักพัก ข้าวต้มที่อุ่นร้อนๆ ถูกยกมาเสิร์ฟถึงข้างเตียง มือแกร่งวางถาดลงที่โต๊ะข้างๆ แล้วเข้ามาพยุงร่างบอบบางที่นอนอยู่บนเตียงให้ลุกขึ้นนั่ง
“แผลที่ศีรษะของคุณเป็นยังไงบ้าง ยังรู้สึกเจ็บอยู่หรือเปล่า” เขาถามแต่ยังไม่ยอมมองหน้าเธอตรงๆ
“ยังปวดตึ๊บๆ อยู่เลยค่ะ คงอีกสักสองสามวัน คิดว่าน่าจะดีขึ้น” เธอตอบ เขาพยักหน้าแล้วเอื้อมมือไปหยิบชามข้าวมาเตรียมจะป้อน เธอมองดูมือแกร่งที่กำลังใช้ช้อนคนข้าวไปมาพลางเป่าให้คลายร้อน
“เอ่อ...เดี๋ยวฉันกินเองก็ได้ค่ะ ไม่รบกวนคุณจะดีกว่า” เอวบางขยับเข้ามาใกล้ๆ แบมือขอชามข้าวจากมือของเขา ผู้กองฐานัตถ์มองที่มือบางก่อนจะส่งให้
“กินเสร็จแล้วก็อย่าลืมกินยาด้วยนะครับ” คนตัวสูงพูดจบแล้วก็ลุกเดินออกไปจากห้อง เวนิตามองตามคิดว่าตัวเองทำถูกแล้ว ที่ไม่ยอมให้เขาป้อน หรือ ทำดีกับเธอ เพราะมันจะไม่สามารถทำให้เธอหลีกเลี่ยงไปจากความรู้สึกที่มีต่อเขาได้
แต่อยู่ๆ เธอก็มีอาการเจ็บแปล๊บๆ ขึ้นมาที่ศีรษะ รีบยกมือขึ้นกุมขมับ อย่างลืมตัวโดยไม่ทันระวัง จนชามข้าวหกเลอะมือ มิหนำซ้ำยังถูกข้าวต้มร้อนๆ ลวกจนมือแดง เสียงถ้วยหล่นลงไปแตกที่พื้นทำให้ผู้กองฐานัตถ์วิ่งกลับเข้ามาดู โดยมีหมวดภัทร และหมู่จินตามเข้ามาด้วย
“เอ้า...คุณเว เป็นอะไรไปครับ” หมู่จินรีบเข้ามาช่วย แต่ก็ช้ากว่าคนเป็นหัวหน้า ผู้กองฐานัตถ์ปรี่เข้ามาแล้วรีบคว้ามือของเธอเข้ามาดู เห็นรอยแดงก็รีบหาผ้ามาเช็ดให้อย่างเบามือที่สุด
“เดี๋ยวผมช่วยแล้วกัน เพราะคุณจะต้องกินยา” เขาบอกเสียงดุๆ หมู่จินหันไปมองหน้ากับหมวดภัทรอย่างรู้กัน รีบจัดการเคลียร์สิ่งที่อยู่บนพื้นแล้วรีบออกไปจากห้อง
หมวดภัทร กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารตัวยาวที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโต๊ะทำงานของชุดคุ้มครองพยานภายในเซฟเฮ้าส์แห่งนี้
มือหนาหยิบเอกสารในซองสีน้ำตาลเข้มของหมวดนลิน ที่ได้ม้าเร็วจากหน่วยสืบสวนสอบสวนส่งมาให้เมื่อเช้านี้
“มีอะไรน่าสนใจเหรอครับ ผมเห็นหมวดจ้องอยู่นานแล้ว” หมู่จินเดินมานั่งใกล้ๆ พลางถาม
“มีสิหมู่ ดูนี่สิ” หมวดภัทรบอกก่อนจะขยับเอกสารเข้ามาใกล้ๆ ให้เขาเห็นด้วย
“หมู่ลองอ่านรายงานเหตุการณ์ของเมื่อคืนดูสิ” หมู่จินลองอ่านแต่ก็ไม่พบอะไรที่ดูผิดไปจากรายงานทั่วไป
“ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลยนี่ครับหมวด”
“มีสิหมู่ เมื่อคืน...คุณเวนิตาถูกจับใส่กุญแจมือไว้กับราวเหล็กข้างเตียงใช่ไหม แล้วจากนั้นคนร้ายก็บุกเข้ามา ในเวลาเกือบๆ สิบห้านาที ก่อนที่หัวหน้าจะมาถึง ผู้หญิงธรรมดาๆ คนนึง ทำไมถึงสามารถต่อกรกับคนร้ายได้มากถึงสามคน” หมวดภัทรพูดให้หมู่จินคิดตาม
“ในรายงานยังบอกด้วยว่า มีร่องรอยของการต่อสู้ แล้วตอนที่หัวหน้าเข้าไปก็มีคนร้ายคนนึงนอนสลบอยู่ ก่อนที่พวกเราจะไปถึง ผมว่ามันแปลกๆ อยู่นะ”
“หมวดจะบอกว่าคุณเวนิตา เธอสามารถต่อสู้กับคนร้ายได้แบบในซีรีส์ฝรั่ง หรือไม่ เธอก็อาจจะเป็นสายลับที่ปลอมตัวมาอย่าง 'นาตาชา โรมานอฟ' ในหนัง 'มหาประลัยคนเกราะเหล็ก' แบบนั้นใช่ไหมครับ”
“หมู่ก็พูดเกินไป ผมแค่รู้สึกว่าเธอน่าจะมีความรู้เรื่องการต่อสู้ หรือไม่ก็คงเคยเรียนวิชาป้องกันตัวอะไรทำนองเนี่ยมามากกว่า สู้แบบสามต่อหนึ่งได้เนี่ย ผมว่าฝีมือเธอไม่เลวเลยนะ”
“งั้นเหรอครับหมวด!” หมู่จินย้อนถาม
“ก็งั้นสิหมู่” หมวดภัทรยังคงสงสัย
ผู้กองฐานัตถ์ยกข้าวต้มชามใหม่กลับเข้ามา แล้วนั่งลงที่เก้าอี้สีเบจข้างเตียง มือแกร่งค่อยๆ ตักข้าวกับหมูชิ้นพอดีคำขึ้นมาเป่าให้หายร้อน
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายวิบวับมองตามมือที่กำลังยื่นช้อนเข้ามาใกล้ๆ ปากของเธออย่างหวิวๆ รู้สึกแปลกๆ ที่อยู่ๆ ใจมันเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก รู้ตัวอีกที ก็ตอนเขาขึ้นมานั่งอยู่ที่เตียง
“นี่คุณ...เล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้” เสียงทุ้มนุ่มเอ็ดให้ ร่างบางได้สติก่อนจะรู้ตัวว่าดันเผลอไปงับช้อนข้าวไว้ที่ปากอยู่นาน โดยที่ไม่ยอมปล่อย แถมยังสำลักข้าวจนหกเลอะเทอะอีกด้วย
“คือฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉันขอโทษ!” มือบางหยิบกระดาษทิชชู่ที่มือของเขามาช่วยเช็ด ใบหน้าเรียวอันหล่อเหลาของคนป้อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ ที่อยู่ๆ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสืบสวนสอบสวนอย่างเขาก็ต้องกลายมาเป็นบุรุษพยาบาลคอยดูแลคนไข้เสียอย่างงั้น 'ไม่ใช่งานถนัดของเขาเอาเสียเลย ให้ตายเถอะ! ' ผู้กองฐานัตถ์กลับออกมาจากห้อง หลังจากที่ได้ให้เวนิตากินยา และนอนพักเรียบร้อยแล้ว
ร่างสูงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน โดยมีหมวดภัทรที่นั่งอยู่ก่อนหันมาสบตาแล้วยิ้มให้ เขายิ้มรับแล้วเดินเข้ามาหยิบเอกสารที่วางอยู่ในซองสีน้ำตาลขึ้นมาอ่าน เป็นรายงานฉบับเดียวกับที่หมวดภัทรตั้งขอสังเกตเรื่องที่เวนิตาสามารถรับมือกับคนร้ายได้ถึงสามคน ซึ่งพอได้อ่านแล้วเขาก็เก็บมันกลับไปในซองเหมือนเดิมโดยที่ไม่ได้ติดใจอะไร
มือแกร่งของผู้กองฐานัตถ์กดปุ่มสตาร์ทเพื่อเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ตั้งอยู่ข้างๆ ให้ทำงาน พร้อมกับหันหน้ามาหาคนที่นั่งอยู่ก่อน
“เออหมวด...เรื่องนายพลกฤษณ์ตามไปถึงไหนแล้ว” หมวดภัทรละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กก่อนจะหันมาตอบ
“ทางเรารู้มาว่า หมอนั่นกำลังจะจัดงานเลี้ยงครบรอบยี่สิบห้าปีของเครือทีเอสพีกรุ๊ปครับ”
“เมื่อไหร่!” ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันมาให้ความสนใจกับคำพูดของลูกทีม
“คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายสัปดาห์หน้า รู้สึกว่างานนี้ จะเชิญแต่แขกระดับวีไอพี และหุ้นส่วนคนสำคัญมาร่วมงานครับ” หมวดภัทรตอบ
“ถ้างั้น...ก็อาจจะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ทำใช่ไหมหมวด”
“แน่นอนครับ มีคำสั่งจากท่านผู้กำกับให้เราเข้าไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ร่วมเซอร์ไพรส์ให้กับเจ้าของงานนี้ด้วย”
“งั้นดีเลย! ผมเองก็อยากไปร่วมงานของคนพวกนั้นเหมือนกัน อยากรู้นักว่าจะปั้นหน้ายังไงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเข้าไปอยู่ในงาน”
“งานนี้ก็คงหน้าเหวอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันบ้างล่ะครับหัวหน้า” หมวดภัทรตอบ ใบหน้าเรียวของคนเป็นหัวหน้าทีม กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กๆ เมื่อนึกถึงงานเลี้ยงที่ว่า ใจจริงเขาอยากจะให้งานมีซะวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
หมวดภัทรนึกขึ้นได้ว่าเขาเก็บของติดตัวของพยานมาจากโรงพยาบาลหลังจากที่นางพยาบาลนำกลับมาให้ แล้วตรวจสอบว่าเป็นของเวนิตาจึงส่งมันให้กับหัวหน้าทีมของเขาแล้วว่า
“นี่ครับหัวหน้า” หมวดภัทรยื่นซองพลาสติกใสที่จัดเก็บกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือของเธอไว้ในนั้นให้คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
“อะไรเหรอหมวด” ผู้กองฐานัถต์ถามขณะที่ปรายตามองสิ่งของที่อยู่ในนั้น
“ของคุณเวนิตาครับ” ผู้กองฐานัตถ์ยื่นมือออกไปรับก่อนจะเก็บมันลงไปในกล่องเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา
เวลาต่อมา เวนิตาลืมตาตื่นขึ้นมาไม่พบใคร เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างกำแพงเป็นเวลาเกือบๆ จะห้าโมงเย็น เธอค่อยๆ ลุกจากเตียงนอน เดินออกมาจากห้อง สายตาทุกคู่ที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาในตอนนี้กำลังจับจ้องมาที่ร่างบอบบางของเธอเป็นสายตาเดียว
ผู้กองฐานัตถ์เหลือบไปเห็นก่อนจะหันมามองหน้าเศรษฐพงศ์ที่พึ่งจะสั่งงานจบให้หันมามอง
“สวัสดีครับ คุณเวนิตา” ร่างบางที่เดินเซๆ ออกมาจากห้องพยายามยืนตัวตรงแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายๆ จะทำความเคารพ แต่แค่ไม่ได้ยกมือขึ้นมาทำท่าตะเบ๊ะเท่านั้น
“สวัสดีค่ะ” เธอตอบรับคำทักทาย
“คุณคงพอจะทราบแล้วว่า ทำไมพวกเราถึงต้องมาคุณมาอยู่ที่นี่”
“ทราบค่ะ” เธอพูดพลางขยับเข้าไปใกล้ๆ
“ผมขอแนะนำชุดคุ้มครองพยานที่จะคอยดูแลความปลอดภัยของคุณ นี่คือ ร้อยตำรวจเอก ฐานัตถ์ ร้อยตำรวจโท ภัทรกาญจน์ ร้อยตำรวจตรีหญิง นลินรัตน์ ร้อยตำรวจตรี ธีรดนย์ จ่าสิบเอกพนมเทพ และสิบตำรวจเอก จินนะ” เศรษฐพงศ์กล่าวแนะนำลูกทีมทั้งหมดให้เธอได้รู้จัก ร้อยตำรวจตรี ธีรดนย์ จ่าสิบเอกพนมเทพ และสิบตำรวจเอก จินนะ” เศรษฐพงศ์กล่าวแนะนำลูกทีมทั้งหมดให้เธอได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอก้มหน้าทักทายแล้วยิ้มออกมาบางๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดยิ้มรับเว้นแต่ผู้กองฐานัตถ์ที่ได้แต่ทำหน้านิ่งๆ
“ทั้งหมดคือเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบสวนกลางจะสลับสับเปลี่ยนมาคอยดูแลคุณยี่สิบสี่ชั่วโมง ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่” เศรษฐพงศ์กล่าวกับเธอ หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ
“ค่ะ” ร่างบอบบางได้แต่ตอบเสียงอ่อนๆ เพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีของเธอมันหายไปหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เพราะตอนนี้เธอยืนด้วยขาของตัวเองก็แทบจะไม่ไหว
“ถ้างั้น เชิญทุกคนประจำหน้าที่” เศรษฐพงศ์หันมาออกคำสั่งกับลูกทีม
“รับทราบครับ" " รับทราบค่ะ” ลูกทีมทั้งหมดกล่าวรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับไปเคลียร์งานก่อน”
“ครับผู้กำกับ” ผู้กองฐานัตถ์รับคำ เศรษฐพงศ์หันไปมองหน้าเวนิตาแล้วหันกลับมาบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
“ฝากด้วยนะผู้กอง” พูดจบร่างหนาก็เดินนำลูกน้องคนสนิท โดยมีหมวดนลิน หมวดธีร์ และจ่าเทพเดินตามออกไป
“คุณรีบออกมาจากห้องทำไม” ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์เดินตรงดิ่งเข้ามาหาร่างบอบบางที่ยืนอยู่ และดูท่าว่าจะเซล้ม
“ฉันตื่นมาแล้วไม่เห็นใคร ก็เลยเดินออกมาค่ะ” เธอตอบ ใบหน้าอิดโรยไร้เรี่ยวแรงเริ่มซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด
“ดูซิ! แค่ยืนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว” ไม่พูดเปล่าลำแขนอันแข็งแกร่งรีบเข้ามาช่วยประคับประคอง เพราะดูท่าทางเธอจะยืนอยู่ได้อีกไม่นาน จากนั้นจึงพยุงตัวของเธอกลับเข้าไปในห้อง ก่อนที่เธอจะหมดเรี่ยวแรงจนล้มพับลงไปกองกับพื้น