9 | ความกดดัน และ สถานการณ์บีบบังคับ

2166 Words
"ฉันอยากรู้เรื่องที่ทำงานว่าเป็นยังไงบ้าง” ร่างบางเอ่ยถามระหว่างที่เขาพาเธอกลับเข้ามาในห้อง “เรื่องงาน คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถึงจะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน แต่ทางเราได้ให้หมวดนลินเป็นคนจัดการเคลียร์ทุกอย่างให้คุณเรียบร้อยแล้ว” “งั้นเหรอคะ” ดวงตาหวานเบิกกว้างอย่างฉงนสนเท่ เพราะเธอคิดว่าเขาจะไม่ได้สนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องงานของเธอเสียอีก “ครับ” ร่างสูงตอบรับกลับมาแบบสั้นๆ “ขอบคุณมากนะคะ” เธอยิ้ม เขาก้มหน้าลงแล้วเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณหิวไหม” ใบหน้าเรียวเอ่ยปากถาม พลางพยุงร่างเล็กให้นั่งลงที่ปลายเตียงก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้สีเบจที่วางอยู่ข้างๆ “ไม่หิวค่ะ” เธอตอบพลางช้อนสายตาขึ้นเพื่อสบตากับเขา “แล้วคุณ...อยากทำอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามขณะที่สบตากับเธอ เวนิตาเผลอหน้าแดงระเรื่อออกมานิดๆ ระหว่างที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันไปมา แม้จะเป็นเวลาแค่ชั่วครู่เท่านั้น “คือ...เอ่อ ฉันอยากอาบน้ำค่ะ” เธอตอบแบบเขินๆ “จริงสิ คุณยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เมื่อคืนใช่ไหม” เขาถามกลับ ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างชัดเจน เธอผงกศีรษะเล็กขึ้นลงเบาๆ แล้วตอบ “ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วค่ะ” “ผมเองก็ลืมเรื่องเสื้อผ้าของคุณไปซะสนิทเลย แต่รู้สึกว่าเมื่อตอนบ่าย หมวดนลินจะเอามาด้วยนะ เดี๋ยวคุณเข้าไปอาบน้ำก่อน แล้วผมจะรีบเอาไปเอามาให้แล้วกันนะครับ” เธอพยักหน้า เขาเดินไปหยิบเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัว ก่อนจะออกไปเตรียมเสื้อผ้ามาไว้ให้เธอได้สวมใส่ ไม่นานนัก เอวบางร่างระหงก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ในชุดเดรสเชิ้ตสีขาวกระดุมผ่าหน้าตัวยาวคลุมเข่าเข้ารูปอย่างขัดเขิน ด้วยความที่ปกติเธอไม่ค่อยจะได้ใส่เดรส หรือกระโปรงแบบนี้ ทำให้มีอาการเก้ๆ กังๆ จนคนตรงหน้ามองออกทันทีหลังจากที่เห็นเธอเดินกลับออกมา “นี่คุณ โอเคกับชุดหรือเปล่า” ร่างสูงที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้สีเบจตัวเดิมเอ่ยปากถาม ร่างบอบบางผงกศีรษะขึ้นลงเบาๆ แต่ก็ไม่อยากจะให้เขาต้องลำบากหาชุดมาเปลี่ยนให้ใหม่ “ถ้าไม่โอเค คุณบอกผมได้นะไม่ต้องเกรงใจหรอก” ฝ่ายคนถามเอ่ยปากบอกกับเธอ “เอ่อ...จริงๆ ฉันไม่ค่อยจะได้ใส่ชุดแบบนี้สักเท่าไหร่ค่ะ” เธอตอ “ถ้างั้นคุณก็ทนใส่ไปก่อนนะ มันเป็นเสื้อผ้าของหมวดนลินที่พอจะหาได้ในตอนนี้” เขาบอก เธอเดินกลับเข้ามานั่งที่เตียง “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ไม่ค่อยคุ้น แต่ก็ใช่ว่าฉันจะใส่ไม่ได้นี่คะ” เธอตอบ ดวงตาเรียวคมกริบจ้องหน้าเธอแล้วประสานสายตาไปมา เวนิตาตกใจที่อยู่ๆ ก็ถูกจู่โจมเข้าด้วยสายตาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอีกครั้ง เธอจึงรีบหลบสายตาต่ำลงก่อนจะมองไปทางอื่น อีกฝ่ายรู้ตัวก็เบี่ยงประเด็นทันที เพราะกลัวว่าสายตาเจ้าปัญหาของตนจะทำให้อีกฝ่ายไม่เป็นตัวของตัวเอง “คุณพอจะทานอะไรได้บ้าง มีซุปไก่มันฝรั่ง กุ้งผัดขิง เนื้อปลาทอดกระเทียม” มือแกร่งยกถาดอาหารมาวางที่โต๊ะข้างเตียงเปิดฝาให้เธอเห็นเมนูตามที่เขาบอก มือบอบบางเอื้อมมือไปแตะที่ริมฝีปากที่ยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกตบ รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมาทันที “ฉันทานซุปไก่มันฝรั่งแล้วกันค่ะ” เธอบอก เขาเองก็คิดว่าเป็นเมนูนี้ที่เธอน่าจะรับประทานได้เยอะที่สุดโดยไม่มีอาการเจ็บใดๆ มาให้เป็นอุปสรรคระหว่างรับประทาน “ผมช่วยป้อนให้นะ” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทานเองได้” เวนิตารีบแย้ง แต่เขาส่ายหน้าไปมาพลางบอก “ผมขี้เกียจมานั่งเช็ดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน แล้วก็ผ้าห่มแบบเมื่อเช้านี้นะ” “ก็ได้ค่ะ” เสียงอ่อนยอมแต่โดยดี เพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้กับคนตรงหน้าต้องมาคอยตามแก้ให้อีก วันรุ่งขึ้น ชุดคุ้มครองพยานรับคำสั่งจากทางผู้กำกับเศรษฐพงศ์ ให้พาทีมแพทย์มาตรวจดูอาการของเวนิตาว่ามีอาการดีขึ้นมากน้อยเพียงไร หลังจากที่ได้กลับมาพักรักษาตัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการค่อนข้างดีขึ้นตามลำดับ หลังจากได้ยาและนอนพักรักษาตัวแล้ว จะเหลือก็แค่แผลบาดเจ็บจากภายนอก และศีรษะที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขณะที่ผู้กองฐานัตถ์ ผู้หมวดนลิน และจ่าเทพ ที่เปลี่ยนผลัดกับหมวดภัทร และหมู่จิน กำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ที่ห้องอาหารชั้นล่าง หลังจากส่งทีมแพทย์เดินทางกลับไปแล้วนั้น เวนิตาที่เริ่มมีอาการดีขึ้นเดินลงมาจากชั้นสอง เห็นทั้งสามคนกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปขัด เธอเดินเลี่ยงออกไปทางหน้าประตูบ้านกะว่าจะออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้า แต่ก็ไม่พลาดไปจากสายตาของพวกเขาไปได้ “คุณเวนิตากำลังจะไปไหนคะ” เสียงของผู้หมวดนลินเอ่ยถาม แล้วมองตรงมาที่เธอ เช่นเดียวกับผู้กองฐานัตถ์ และจ่าเทพ ร่างบางหยุดชะงักงันแล้วค่อยๆ หันกลับมาทำหน้าตาทำตาไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าพวกเขาจะหันมาเห็น “เอ่อ...คือ ฉันอยากออกไปสูดอากาศด้านนอก คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยถามกลับไป “เรามีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันอยู่ คุณเวนิตาสามารถเดินออกไปเดินเล่นได้เลยครับ แต่ว่าอย่าออกไปไกลมากนะครับ เพราะว่าอาการพึ่งจะดีขึ้น” จ่าเทพกล่าวพลางยิ้มให้ เธอพยักหน้าแล้วยิ้มรับ ก่อนจะเดินออกไป ผู้กองฐานัตถ์มองตามแผ่นหลังบางออกไปแล้วก้มหน้าลงทานอาหารที่อยู่ในจานต่อ “คุณเวเธอกลับมาแข็งแรงขึ้นเร็วนะคะหัวหน้า” นลินกล่าวพลางตักอาหารเข้าปาก “ก็เธอกระดูกเหล็กนี่ครับ” จ่าเทพเสริม ฐานัตถ์สะดุดตรงคำว่า กระดูกเหล็ก เป็นคำพูดเดียวกับคำพูดของหมู่จิน แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรก้มหน้าก้มตาตักอาหารที่อยู่ในจานต่อจนแล้วเสร็จ ร่างบางเดินออกมาสูดอากาศที่ล้อมรอบด้วยภูเขา มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่านอยู่ด้านหน้า ผ่านภูเขาเป็นรั้วล้อมรอบได้อย่างดี น้ำค่อนข้างใสสะอาดจนคิดว่าน่าจะนำมาดื่มได้ เธอเดินไปนั่งที่ริมน้ำมีหญ้านุ่มๆ สีเขียวสดรองก้นใต้ร่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆ “สวัสดีครับคุณเวนิตา อาการดีขึ้นแล้วเหรอครับ” “สวัสดีค่ะ เอ่อคุณ” ใบหน้าเนียนที่ปล่อยผมตรงยาวสลวยไม่ผ่านการจัดทรง หรือ ดัดเซต ค่อยๆ หันไปตามเสียงทักทาย เธอเห็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันพลางส่งยิ้มให้ “ผมธีรดนย์ เรียกว่าหมวดธีร์ก็ได้ครับ” “อ๋อค่ะ หมวดธีร์ นึกได้ว่าเห็นคุณอยู่เมื่อวาน แต่จำชื่อไม่ได้ขอโทษด้วยนะคะ” “ไม่เป็นไรครับ” “อาการของเวเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะเลยขอออกมาเดินเล่น ว่าแต่...ผู้หมวดไม่ไปรับประทานข้าวกับเจ้าหน้าที่ด้านในเหรอคะ” เธอถามกลับ “ผมเรียบร้อยมาแล้วครับ ไปส่งทีมแพทย์แล้วก็แวะทานอะไรมาด้วยเลย” เขาตอบ เธอพยักหน้าแล้วเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย “จริงสิ...ลืมไปเลย ไม่ทราบว่าโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์ของเวมีใครเก็บไว้ให้หรือเปล่าคะ” เธอถาม เพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่เข้าไปที่เกิดเหตุในคืนที่เธอถูกทำร้าย “อ๋อมีครับ คุณเวเข้าไปถามข้างในได้เลย ผมคิดว่าน่าจะอยู่กับหมวดภัทร หรือไม่ก็ผู้หมวดนลิน” เขาตอบพลางยิ้มให้อย่างผูกมิตร “ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มตอบเช่นกัน “งั้นผมขอตัวไปตรวจดูด้านอื่นต่อก่อนนะครับ” “เชิญค่ะ” หลังจากที่หมวดธีร์เดินเลี่ยงไปแล้ว เธอก็หันกลับมาสนใจเสียงน้ำที่กำลังไหลเอื่อยๆ อยู่ตรงหน้า ก่อนจะนึกย้อนไปเห็นภาพของคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารเมื่อครู่ เวนิตาเริ่มรู้สึกเซงๆ แปลกๆ ยังไงชอบกล หรือนี่เธอกำลังหึงผู้กองฐานัตถ์กับผู้หมวดนลินอยู่กันแน่ มือบางคว้าเศษไม้ใบแห้งที่ร่วงหล่นอยู่ใกล้ๆ แล้วปาลงไปในน้ำด้วยความเบื่อหน่าย เสียงฝีเท้าของคนเหยียบเศษใบไม้แห้ง ทำให้เธอรู้ตัวว่ามีใครบางคนกำลังเดินมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลัง ร่างเล็กรีบหันกลับไปมองก่อนจะผลุนผลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะเซล้ม แต่ดีที่ยังพยุงร่างของตัวเองไว้ได้อยู่ “คุณ” หญิงสาวเอ่ยออกมาสั้นๆ เมื่อเห็นว่าผู้กองฐานัตถ์กำลังยืนจ้องหน้าอยู่ เวนิตาไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ รีบตวัดตาเฉียงไปมองทางอื่น “ได้ยินว่าคุณถามหานี่อยู่ กระเป๋าสตางค์ แล้วก็โทรศัพท์มือถือของคุณ” เขาบอกพร้อมกับยื่นให้ เธอหันกลับมามองแล้วเดินเข้ามารับ “ขอบคุณนะคะ” “ทุกอย่างอยู่ครบ คุณตรวจเช็คดูได้เลย” เขาบอก มือบางเปิดกระเป๋าสตางค์ดูก่อนจะรีบปิดมันลงอย่างรวดเร็ว เพราะพึ่งนึกขึ้นได้ว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองดันเป็นรูปถ่ายของเขา เวนิตาเผลอหน้าแดงระเรื่อออกมาอย่างเห็นได้ชัด รีบหันหลังกลับให้เขาโดยไม่รั้งรอ “คุณเป็นอะไรไป” ร่างสูงขยับขาเดินเข้ามาใกล้ๆ ร่างบางยังคงไม่ยอมหันกลับมา เพราะกำลังคิดว่า ถ้าหันกลับไปเขาต้องเห็นใบหน้าแดงๆ ของเธอแน่ แต่มันกลับตรงกันข้าม เพราะการแสดงออกของเธอในตอนนี้นั้น มันช่างดูมีพิรุจจนไม่สามารถหลบเลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเขาไปได้เลย เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ “จะว่าไปถ้าคุณเปลี่ยนรูปที่หน้าจอเป็นรูปอื่น ผมว่าโทรศัพท์มือถือของคุณมันจะน่าใช้ขึ้นกว่าเดิมอีกนะ” คำพูดของเขาทำให้เวนิตา ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่รู้จะยืนอยู่ต่อไปนิ่งๆ หรือ จะวิ่งหนีดี ให้ตายเถอะ “สรุปแล้ว คุณจะบอกผมได้หรือยังครับ ว่าคุณตามถ่ายรูปผมไปทำไม” คนตัวสูงกว่าเดินเข้าไปยืนเกือบจะชิดกับหลังของเธอ ร่างเล็กไม่กล้าขยับตัวได้แต่ยืนนิ่งๆ เพราะถ้าเดินต่อไปมีหวังคงจะลื่นตกลงไปในน้ำแน่ๆ แต่ถ้าถอยหลังก็ต้องชนเข้ากับร่างสูงเข้าอย่างจัง “ตกลงว่ายังไงครับ อย่าบอกนะว่าแค่จะเอามาใช้เป็นภาพหน้าจอมือถือ เพราะว่าผมไม่ใช่ดารา หรือ นักฟุตบอลระดับโลกที่ชวนให้หลงใหล จนสาวๆ เอารูปมาไว้ดูแล้วฝันถึงก่อนเข้านอน คุณคงไม่ใช้มันทำอะไรแบบนั้นหรอกใช่ไหม” เขาเย้าแหย่ เวนิตาทนฟังไม่ไหวรับหันควับกลับมาจนเกือบลื่นถลาตกลงไปในน้ำ แต่ถูกมือแกร่งคว้าร่างเอาไว้ซะก่อน “คุณ!!!” ระหว่างที่ทั้งคู่สบตากันไปมา เวนิตาได้แต่ยืนตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก เสียงหัวใจของเธอมันกำลังเต้นตูมตาม เหมือนเสียงกองที่รัวแต่ไม่เป็นจังหวะ ส่วนคนตัวสูงกว่าที่กำลังจ้องกลับก็พยายามโอบเอวบางรั้งไม่ยอมให้ขาของเธอหล่นลงไปในน้ำ จากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเบี่ยงร่างบางเบาของเธอให้กลับมายืนฝั่งตรงข้าม หมับ! “ระวังหน่อยสิคุณ!” คนตัวสูงบอกออกมาด้วยน้ำเสียงดุๆ เมื่อเวนิตากว่ารู้สึกว่าตัวเธอ คงจะไม่ตกลงไปในน้ำแน่แล้ว มือบางจึงรีบดันร่างของตัวเองให้หลุดจากวงแขนของคนตัวโตกว่า ก่อนจะถอยห่างออกมาเล็กน้อย เพราะไม่กล้าที่จะมองหน้าเขาตรงๆ “ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยฉัน” “ไม่เป็นไรครับ” ทั้งคู่นิ่งไปสักพัก ก่อนที่ร่างสูงจะจับจ้องมาที่ใบหน้าเนียนชมพูระเรื่อของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD