"ฉันอยากรู้เรื่องที่ทำงานว่าเป็นยังไงบ้าง” ร่างบางเอ่ยถามระหว่างที่เขาพาเธอกลับเข้ามาในห้อง
“เรื่องงาน คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถึงจะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน แต่ทางเราได้ให้หมวดนลินเป็นคนจัดการเคลียร์ทุกอย่างให้คุณเรียบร้อยแล้ว”
“งั้นเหรอคะ” ดวงตาหวานเบิกกว้างอย่างฉงนสนเท่ เพราะเธอคิดว่าเขาจะไม่ได้สนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องงานของเธอเสียอีก
“ครับ” ร่างสูงตอบรับกลับมาแบบสั้นๆ
“ขอบคุณมากนะคะ” เธอยิ้ม เขาก้มหน้าลงแล้วเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“คุณหิวไหม” ใบหน้าเรียวเอ่ยปากถาม พลางพยุงร่างเล็กให้นั่งลงที่ปลายเตียงก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้สีเบจที่วางอยู่ข้างๆ
“ไม่หิวค่ะ” เธอตอบพลางช้อนสายตาขึ้นเพื่อสบตากับเขา
“แล้วคุณ...อยากทำอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามขณะที่สบตากับเธอ เวนิตาเผลอหน้าแดงระเรื่อออกมานิดๆ ระหว่างที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันไปมา แม้จะเป็นเวลาแค่ชั่วครู่เท่านั้น
“คือ...เอ่อ ฉันอยากอาบน้ำค่ะ” เธอตอบแบบเขินๆ
“จริงสิ คุณยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เมื่อคืนใช่ไหม” เขาถามกลับ ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างชัดเจน เธอผงกศีรษะเล็กขึ้นลงเบาๆ แล้วตอบ
“ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วค่ะ”
“ผมเองก็ลืมเรื่องเสื้อผ้าของคุณไปซะสนิทเลย แต่รู้สึกว่าเมื่อตอนบ่าย หมวดนลินจะเอามาด้วยนะ เดี๋ยวคุณเข้าไปอาบน้ำก่อน แล้วผมจะรีบเอาไปเอามาให้แล้วกันนะครับ” เธอพยักหน้า เขาเดินไปหยิบเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัว ก่อนจะออกไปเตรียมเสื้อผ้ามาไว้ให้เธอได้สวมใส่
ไม่นานนัก เอวบางร่างระหงก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ในชุดเดรสเชิ้ตสีขาวกระดุมผ่าหน้าตัวยาวคลุมเข่าเข้ารูปอย่างขัดเขิน ด้วยความที่ปกติเธอไม่ค่อยจะได้ใส่เดรส หรือกระโปรงแบบนี้ ทำให้มีอาการเก้ๆ กังๆ จนคนตรงหน้ามองออกทันทีหลังจากที่เห็นเธอเดินกลับออกมา
“นี่คุณ โอเคกับชุดหรือเปล่า” ร่างสูงที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้สีเบจตัวเดิมเอ่ยปากถาม ร่างบอบบางผงกศีรษะขึ้นลงเบาๆ แต่ก็ไม่อยากจะให้เขาต้องลำบากหาชุดมาเปลี่ยนให้ใหม่
“ถ้าไม่โอเค คุณบอกผมได้นะไม่ต้องเกรงใจหรอก” ฝ่ายคนถามเอ่ยปากบอกกับเธอ
“เอ่อ...จริงๆ ฉันไม่ค่อยจะได้ใส่ชุดแบบนี้สักเท่าไหร่ค่ะ” เธอตอ
“ถ้างั้นคุณก็ทนใส่ไปก่อนนะ มันเป็นเสื้อผ้าของหมวดนลินที่พอจะหาได้ในตอนนี้” เขาบอก เธอเดินกลับเข้ามานั่งที่เตียง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ไม่ค่อยคุ้น แต่ก็ใช่ว่าฉันจะใส่ไม่ได้นี่คะ” เธอตอบ ดวงตาเรียวคมกริบจ้องหน้าเธอแล้วประสานสายตาไปมา
เวนิตาตกใจที่อยู่ๆ ก็ถูกจู่โจมเข้าด้วยสายตาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอีกครั้ง เธอจึงรีบหลบสายตาต่ำลงก่อนจะมองไปทางอื่น อีกฝ่ายรู้ตัวก็เบี่ยงประเด็นทันที เพราะกลัวว่าสายตาเจ้าปัญหาของตนจะทำให้อีกฝ่ายไม่เป็นตัวของตัวเอง
“คุณพอจะทานอะไรได้บ้าง มีซุปไก่มันฝรั่ง กุ้งผัดขิง เนื้อปลาทอดกระเทียม” มือแกร่งยกถาดอาหารมาวางที่โต๊ะข้างเตียงเปิดฝาให้เธอเห็นเมนูตามที่เขาบอก
มือบอบบางเอื้อมมือไปแตะที่ริมฝีปากที่ยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกตบ รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมาทันที
“ฉันทานซุปไก่มันฝรั่งแล้วกันค่ะ” เธอบอก เขาเองก็คิดว่าเป็นเมนูนี้ที่เธอน่าจะรับประทานได้เยอะที่สุดโดยไม่มีอาการเจ็บใดๆ มาให้เป็นอุปสรรคระหว่างรับประทาน
“ผมช่วยป้อนให้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทานเองได้” เวนิตารีบแย้ง แต่เขาส่ายหน้าไปมาพลางบอก
“ผมขี้เกียจมานั่งเช็ดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน แล้วก็ผ้าห่มแบบเมื่อเช้านี้นะ”
“ก็ได้ค่ะ” เสียงอ่อนยอมแต่โดยดี เพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้กับคนตรงหน้าต้องมาคอยตามแก้ให้อีก
วันรุ่งขึ้น
ชุดคุ้มครองพยานรับคำสั่งจากทางผู้กำกับเศรษฐพงศ์ ให้พาทีมแพทย์มาตรวจดูอาการของเวนิตาว่ามีอาการดีขึ้นมากน้อยเพียงไร หลังจากที่ได้กลับมาพักรักษาตัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการค่อนข้างดีขึ้นตามลำดับ หลังจากได้ยาและนอนพักรักษาตัวแล้ว จะเหลือก็แค่แผลบาดเจ็บจากภายนอก และศีรษะที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา
ขณะที่ผู้กองฐานัตถ์ ผู้หมวดนลิน และจ่าเทพ ที่เปลี่ยนผลัดกับหมวดภัทร และหมู่จิน กำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ที่ห้องอาหารชั้นล่าง หลังจากส่งทีมแพทย์เดินทางกลับไปแล้วนั้น
เวนิตาที่เริ่มมีอาการดีขึ้นเดินลงมาจากชั้นสอง เห็นทั้งสามคนกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปขัด เธอเดินเลี่ยงออกไปทางหน้าประตูบ้านกะว่าจะออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้า แต่ก็ไม่พลาดไปจากสายตาของพวกเขาไปได้
“คุณเวนิตากำลังจะไปไหนคะ” เสียงของผู้หมวดนลินเอ่ยถาม แล้วมองตรงมาที่เธอ เช่นเดียวกับผู้กองฐานัตถ์ และจ่าเทพ ร่างบางหยุดชะงักงันแล้วค่อยๆ หันกลับมาทำหน้าตาทำตาไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าพวกเขาจะหันมาเห็น
“เอ่อ...คือ ฉันอยากออกไปสูดอากาศด้านนอก คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยถามกลับไป
“เรามีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันอยู่ คุณเวนิตาสามารถเดินออกไปเดินเล่นได้เลยครับ แต่ว่าอย่าออกไปไกลมากนะครับ เพราะว่าอาการพึ่งจะดีขึ้น” จ่าเทพกล่าวพลางยิ้มให้ เธอพยักหน้าแล้วยิ้มรับ ก่อนจะเดินออกไป ผู้กองฐานัตถ์มองตามแผ่นหลังบางออกไปแล้วก้มหน้าลงทานอาหารที่อยู่ในจานต่อ
“คุณเวเธอกลับมาแข็งแรงขึ้นเร็วนะคะหัวหน้า” นลินกล่าวพลางตักอาหารเข้าปาก
“ก็เธอกระดูกเหล็กนี่ครับ” จ่าเทพเสริม ฐานัตถ์สะดุดตรงคำว่า กระดูกเหล็ก เป็นคำพูดเดียวกับคำพูดของหมู่จิน แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรก้มหน้าก้มตาตักอาหารที่อยู่ในจานต่อจนแล้วเสร็จ
ร่างบางเดินออกมาสูดอากาศที่ล้อมรอบด้วยภูเขา มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่านอยู่ด้านหน้า ผ่านภูเขาเป็นรั้วล้อมรอบได้อย่างดี น้ำค่อนข้างใสสะอาดจนคิดว่าน่าจะนำมาดื่มได้ เธอเดินไปนั่งที่ริมน้ำมีหญ้านุ่มๆ สีเขียวสดรองก้นใต้ร่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
“สวัสดีครับคุณเวนิตา อาการดีขึ้นแล้วเหรอครับ”
“สวัสดีค่ะ เอ่อคุณ” ใบหน้าเนียนที่ปล่อยผมตรงยาวสลวยไม่ผ่านการจัดทรง หรือ ดัดเซต ค่อยๆ หันไปตามเสียงทักทาย เธอเห็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันพลางส่งยิ้มให้
“ผมธีรดนย์ เรียกว่าหมวดธีร์ก็ได้ครับ”
“อ๋อค่ะ หมวดธีร์ นึกได้ว่าเห็นคุณอยู่เมื่อวาน แต่จำชื่อไม่ได้ขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“อาการของเวเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะเลยขอออกมาเดินเล่น ว่าแต่...ผู้หมวดไม่ไปรับประทานข้าวกับเจ้าหน้าที่ด้านในเหรอคะ” เธอถามกลับ
“ผมเรียบร้อยมาแล้วครับ ไปส่งทีมแพทย์แล้วก็แวะทานอะไรมาด้วยเลย” เขาตอบ เธอพยักหน้าแล้วเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“จริงสิ...ลืมไปเลย ไม่ทราบว่าโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์ของเวมีใครเก็บไว้ให้หรือเปล่าคะ” เธอถาม เพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่เข้าไปที่เกิดเหตุในคืนที่เธอถูกทำร้าย
“อ๋อมีครับ คุณเวเข้าไปถามข้างในได้เลย ผมคิดว่าน่าจะอยู่กับหมวดภัทร หรือไม่ก็ผู้หมวดนลิน” เขาตอบพลางยิ้มให้อย่างผูกมิตร
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มตอบเช่นกัน
“งั้นผมขอตัวไปตรวจดูด้านอื่นต่อก่อนนะครับ”
“เชิญค่ะ”
หลังจากที่หมวดธีร์เดินเลี่ยงไปแล้ว เธอก็หันกลับมาสนใจเสียงน้ำที่กำลังไหลเอื่อยๆ อยู่ตรงหน้า ก่อนจะนึกย้อนไปเห็นภาพของคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารเมื่อครู่
เวนิตาเริ่มรู้สึกเซงๆ แปลกๆ ยังไงชอบกล หรือนี่เธอกำลังหึงผู้กองฐานัตถ์กับผู้หมวดนลินอยู่กันแน่ มือบางคว้าเศษไม้ใบแห้งที่ร่วงหล่นอยู่ใกล้ๆ แล้วปาลงไปในน้ำด้วยความเบื่อหน่าย
เสียงฝีเท้าของคนเหยียบเศษใบไม้แห้ง ทำให้เธอรู้ตัวว่ามีใครบางคนกำลังเดินมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลัง ร่างเล็กรีบหันกลับไปมองก่อนจะผลุนผลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะเซล้ม แต่ดีที่ยังพยุงร่างของตัวเองไว้ได้อยู่
“คุณ” หญิงสาวเอ่ยออกมาสั้นๆ เมื่อเห็นว่าผู้กองฐานัตถ์กำลังยืนจ้องหน้าอยู่ เวนิตาไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ รีบตวัดตาเฉียงไปมองทางอื่น
“ได้ยินว่าคุณถามหานี่อยู่ กระเป๋าสตางค์ แล้วก็โทรศัพท์มือถือของคุณ” เขาบอกพร้อมกับยื่นให้ เธอหันกลับมามองแล้วเดินเข้ามารับ
“ขอบคุณนะคะ”
“ทุกอย่างอยู่ครบ คุณตรวจเช็คดูได้เลย” เขาบอก มือบางเปิดกระเป๋าสตางค์ดูก่อนจะรีบปิดมันลงอย่างรวดเร็ว เพราะพึ่งนึกขึ้นได้ว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองดันเป็นรูปถ่ายของเขา เวนิตาเผลอหน้าแดงระเรื่อออกมาอย่างเห็นได้ชัด รีบหันหลังกลับให้เขาโดยไม่รั้งรอ
“คุณเป็นอะไรไป” ร่างสูงขยับขาเดินเข้ามาใกล้ๆ ร่างบางยังคงไม่ยอมหันกลับมา เพราะกำลังคิดว่า ถ้าหันกลับไปเขาต้องเห็นใบหน้าแดงๆ ของเธอแน่ แต่มันกลับตรงกันข้าม เพราะการแสดงออกของเธอในตอนนี้นั้น มันช่างดูมีพิรุจจนไม่สามารถหลบเลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเขาไปได้เลย เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ
“จะว่าไปถ้าคุณเปลี่ยนรูปที่หน้าจอเป็นรูปอื่น ผมว่าโทรศัพท์มือถือของคุณมันจะน่าใช้ขึ้นกว่าเดิมอีกนะ” คำพูดของเขาทำให้เวนิตา ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่รู้จะยืนอยู่ต่อไปนิ่งๆ หรือ จะวิ่งหนีดี ให้ตายเถอะ
“สรุปแล้ว คุณจะบอกผมได้หรือยังครับ ว่าคุณตามถ่ายรูปผมไปทำไม” คนตัวสูงกว่าเดินเข้าไปยืนเกือบจะชิดกับหลังของเธอ ร่างเล็กไม่กล้าขยับตัวได้แต่ยืนนิ่งๆ เพราะถ้าเดินต่อไปมีหวังคงจะลื่นตกลงไปในน้ำแน่ๆ แต่ถ้าถอยหลังก็ต้องชนเข้ากับร่างสูงเข้าอย่างจัง
“ตกลงว่ายังไงครับ อย่าบอกนะว่าแค่จะเอามาใช้เป็นภาพหน้าจอมือถือ เพราะว่าผมไม่ใช่ดารา หรือ นักฟุตบอลระดับโลกที่ชวนให้หลงใหล จนสาวๆ เอารูปมาไว้ดูแล้วฝันถึงก่อนเข้านอน คุณคงไม่ใช้มันทำอะไรแบบนั้นหรอกใช่ไหม” เขาเย้าแหย่ เวนิตาทนฟังไม่ไหวรับหันควับกลับมาจนเกือบลื่นถลาตกลงไปในน้ำ แต่ถูกมือแกร่งคว้าร่างเอาไว้ซะก่อน
“คุณ!!!” ระหว่างที่ทั้งคู่สบตากันไปมา เวนิตาได้แต่ยืนตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก เสียงหัวใจของเธอมันกำลังเต้นตูมตาม เหมือนเสียงกองที่รัวแต่ไม่เป็นจังหวะ ส่วนคนตัวสูงกว่าที่กำลังจ้องกลับก็พยายามโอบเอวบางรั้งไม่ยอมให้ขาของเธอหล่นลงไปในน้ำ จากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเบี่ยงร่างบางเบาของเธอให้กลับมายืนฝั่งตรงข้าม
หมับ!
“ระวังหน่อยสิคุณ!” คนตัวสูงบอกออกมาด้วยน้ำเสียงดุๆ
เมื่อเวนิตากว่ารู้สึกว่าตัวเธอ คงจะไม่ตกลงไปในน้ำแน่แล้ว มือบางจึงรีบดันร่างของตัวเองให้หลุดจากวงแขนของคนตัวโตกว่า ก่อนจะถอยห่างออกมาเล็กน้อย เพราะไม่กล้าที่จะมองหน้าเขาตรงๆ
“ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยฉัน”
“ไม่เป็นไรครับ” ทั้งคู่นิ่งไปสักพัก ก่อนที่ร่างสูงจะจับจ้องมาที่ใบหน้าเนียนชมพูระเรื่อของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า