“ผมยังอยากได้คำตอบจากคุณอยู่นะครับ” ร่างสูงทวนประโยคนั้นอีกครั้ง ขณะที่อีกฝ่ายยังคงได้แต่ก้มหน้าก้มตา
“เอ่อคือ...ฉัน” ร่างบางระหงของเวนิตาไม่รู้จะทำยังไง กลัวก็กลัว เขินก็เขิน อายก็อาย แถมยังอยู่ต่อหน้าผู้ชายมีที่หน้าตาเป็นพิษเป็นภัยกับความรู้สึกของเธอซะขนาดนี้ จะให้เธอทำยังไงโดยที่ตัวเองถึงจะกล้าพอที่จะสารภาพความรู้สึกที่มีอยู่กับคนตรงหน้า มันอัดอั้นมากจริงๆ สำหรับเธอ
“ว่าไงครับ” เขาถามย้ำ ขณะนั้นจ่าเทพ และหมวดนลินออกมาจากที่พัก และกำลังเดินตรงดิ่งมาทางนี้
“คือ ฉะ ฉัน...ฉัน...ฉัน!!” เวนิตาได้อ้ำอึ้ง อยากจะหนีไปซะให้พ้นจากสถานการณ์ที่กดดัน และบีบบังคับเธออยู่ตอนนี้ แต่ก็ทำไม่ได้
“ฉันอะไรครับ” เขาย้ำถาม พลางเดินเข้ามาใกล้ๆ จนเกือบจะชิดกับร่างบอบบางที่ได้แต่ยืนหน้าแดงก่ำ
“ฉะ...ฉัน...” เวนิตายังคงอ้ำอึ้ง เขาจ้อง! ก่อนที่เธอจะกลั้นใจแล้วตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เวนิตาตัดสินใจ เดินหนีไปซะดื้อๆ แต่ถูกมือแกร่งนั้นคว้าเรียวแขนเล็กของเธอเอาไว้เสียก่อน
หมับ!!!
เวนิตาหันกลับมาเผชิญหน้าตรงๆ กับเขาอีกครั้ง ทั้งคู่สบสายตากัน
“คุณจะเดินหนีไปแบบนี้ไม่ได้ ผมต้องการคำตอบจากคุณ” ร่างสูงกว่าจ้องหน้าของคนตัวเล็กที่ตอนนี้ใบหน้าเนียนขาวใสของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับผลของเชอรี่
“คือฉัน...ฉันไม่มีอะไรจะสารภาพกับคุณ จริงๆ นะ” เธอพูดจาตะกุกตะกัก แถมยังหลบหน้าหลบของเขาด้วย
“ว่าไงนะ สารภาพเหรอ!” ร่างสูงกว่าขมวดคิ้วพลางเพ่งสายตามองดูปฏิกิริยาของเธอแบบชัดๆ
“ก็ฉันไม่ใช่ผู้ต้องหาของคุณนี่คะ ทำไมฉันต้องทำตามที่คุณบอกด้วย” เธอแย้ง เขาระบายยิ้มแล้วพูดสวนกลับไปว่า
“แต่คืนนั้นคุณบุกรุกคอนโดของผม และผมมีสิทธิ์แจ้งข้อหานี้กับคุณ และถ้าคุณไม่ยอมบอกมาล่ะก็ ผมทำแน่" มือแกร่งของเขาดึงต้นแขนเรียวอีกข้างหนึ่งของเธอเข้ามาใกล้ๆ แล้วจัดแจงรวบร่างบอบบางเข้ามาไว้กับเรือนกายอันแข็งแกร่ง
หมับ! เวนิตาตื่นตกใจแถมยังไม่มีทางเลือก เธอกลั้นใจสารภาพความจริงทั้งหมดออกไปกับคนตรงหน้าอย่างเปิดเผย โดยไม่กลัวแล้วว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไงก็ตาม
“ฉัน ชอบ คุณ! ได้ยินไหมว่าที่ทำไป เพราะว่าชอบคุณ!” ร่างสูงได้แต่ยืนอึ้งกับคำตอบที่ได้ยิน ร่างบางที่ยืนอยู่สารภาพออกมา โดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่หมวดนลิน และจ่าเทพเองที่เดินเข้ามาทันได้ฟัง ก็ได้แต่ยืนตาค้างไปตามๆ กัน
มือแกร่งค่อยผละออกจากร่างบางอย่างช้าๆ เวนิตาได้แต่ยืนตัวเกร็งแข็งทื่อ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาใดๆ ตอบสนองกลับมาบ้าง
ผู้กองฐานัตถ์เอื้อมมือข้างหนึ่งของเขาวางลงที่ลาดไหล่งามของเธอเบาๆ เสมือนเป็นการปลอบโยน พลางหัวเราะกลบเกลื่อน
“นี่คุณไม่น่าเล่นมุกนี้เลยนะ เล่นเอาผมอึ้งไปเลยเนี่ย”
'เขามองเป็นเรื่องล้อเล่นขำๆ งั้นเหรอ' เธอคิด
“เอาล่ะ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ ตัวก็ไม่ร้อน” หลังมือแกร่งอังที่หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา เวนิตาขยับถอยออกมาเล็กน้อยแล้วมองหน้าเขาอย่างงุนงง ในใจก็คิดสับสนว่าเหตุใดเขาถึงได้แสดงท่าทางแบบนี้ออกมา ความรู้สึกของเธอมันกลายเป็นเรื่องตลกของเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“มุกนี้ไม่ผ่านนะคุณ ผมว่าจริงๆ หน้าตาคุณก็ดูสะสวยไม่ใช่เล่น ถ้าจะหาข้อแก้ตัว ก็ไม่น่าจะใช้มุกแอบชอบผมก็ได้” เขาบอก เวนิตาได้แต่ยืนนิ่ง จังหวะนั้น หมวดภัทร และหมู่จินที่มาเปลี่ยนผลัด เดินเข้ามาได้ยินคำว่าชอบพอดี ก็เดาได้ว่าเมื่อครู่น่าจะมีการสารภาพอะไรกันเกิดขึ้น เพราะทั้งสองคนก็เห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเวนิตาที่มีรูปหัวหน้าของเขาอยู่ด้วยเช่นกัน
“ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่าครับเนี่ย” คำพูดของหมวดภัทรทำให้ผู้หมวดนลินที่ได้ยินเกิดความไม่พอใจ เดินหนีกลับเข้าไปด้านในทันที
ในขณะที่จ่าเทพหันมาหัวเราะหึหึอยู่ในลำคอ คิดว่างานนี้ต้องเกิดรักสามเส้าขึ้นมาแน่ๆ จึงรีบถอนตัวแล้วเดินกลับเข้าไปในเซฟเฮ้าส์ ส่วนหมู่จินได้แต่ยืนมองอย่างนิ่งๆ
เวนิตารู้ตัวว่ากำลังเป็นที่จับจ้องของบรรดาลูกทีมของผู้กองฐานัตถ์ เธอไม่มีหน้าที่จะสู้ใครได้ในตอนนี้ จึงรีบเดินหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้า คนตัวสูงมองตามไปห่างๆ สายตาที่ว่างเปล่าของเขายากเกินกว่าที่จะคาดเดาได้
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” หมู่จินเดินเข้ามาถามคนเป็นหัวหน้าที่ยังคงยืนอยู่ แต่เขากลับไม่ยอมตอบอะไร เลือกที่จะเดินไปนั่งลงที่ริมน้ำ
หมู่จินเดินตามมานั่งใกล้ๆ ในขณะที่หมวดภัทรเห็นท่าไม่ดี เดินเลี่ยงกลับเข้าไปยังที่พักอีกคน
“พึ่งจะสูญเสียคู่หมั้นไป แต่อยู่ๆ ก็มีคนมาสารภาพความรู้สึก มันเลยตั้งตัวไม่ทันใช่ไหมล่ะครับหัวหน้า” หมู่จินพูดขึ้นในขณะที่มองไปที่ริมน้ำแม้เขาพอจะมองออกว่าสถานการณ์ตรงนี้เป็นเช่นไร แต่เขาก็อยากฟังความรู้สึกของหัวหน้าทีมของตัวเองอยู่ดี
“ไม่คิดว่ามันง่ายไปหน่อยหมู่ เขาเองรู้จักผมดีแค่ไหน แต่ถ้าถามผม...ผมแทบไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ” ผู้กองฐานัตถ์ตอบกลับไป ขณะที่สายตาคมมองทอดไปตามสายน้ำที่เอื่อยไหลอยู่ตรงหน้า
“ของแบบนี้มันเรียนรู้กันได้นะครับ ค่อยๆ ศึกษากันไปก่อน เว้นเสียแต่ว่า...หัวหน้าจะไม่ได้สนใจอะไรในตัวคุณเวนิตาเลย ถึงตอนนั้นก็แค่ปฏิเสธบอกกับเธอไปตามตรง ก็ได้นี่ครับ”
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกหมู่ การจะปฏิเสธความรู้สึกกับใครสักคน เพราะถ้ามันง่ายขนาดนั้น ผมคงจะทำไปนานแล้ว” ฝ่ามือหนาคว้าก้อนหินขนาดพอเหมาะที่อยู่ใกล้ๆ มือ เขวี้ยงลงไปในน้ำเสียงดังจ๋อม
“นั้นสิ ยังมีหมวดนลินอีกคน” หมู่จินพูดขึ้นมาเบาๆ
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะหมู่” เขาแย้ง ร่างสันทัดหันมามองหัวหน้าทีมของตน แล้วถามกลับไปทันทีว่า
“หัวหน้าพูดเหมือนกับว่า ก่อนหน้านี้หัวหน้าอยากที่จะปฏิเสธใคร” หมู่จินถามอย่างสงสัย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะหมายถึงเรืองลดา เขาบอกปัด เพราะไม่อยากที่จะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก
“ช่างมันเถอะหมู่ มันไม่ได้สำคัญอะไรแล้วหละ” ร่างสูงหันกลับมาตอบ พลางระบายยิ้มออกมาเบาๆ
“ถ้างั้นก็เหลือแค่ตรงหน้าอยู่สองคน การเป็นคนหล่อเลือกได้อย่างหัวหน้านี่ก็ลำบากนะครับ แบ่งมาให้ผมซักคนคงดี”
“หมู่!!” ผู้กองฐานัตถ์ไม่ตลกเอ่ยออกมาเสียงเข้ม
“ขอโทษครับ พอดีผมติดเล่นไปหน่อย จริงๆ หัวหน้าเอง ก็ยังไม่ได้ตกลงคบกับใครใหม่ไม่ใช่เหรอครับ ถ้าจะให้ชัวร์ๆ ก็ลองถามใจตัวเอง ว่าระหว่างสาวหน้าหวานอย่างหมวดนลิน กับสาวเซอร์ หวานซ่อนเปรี้ยวอย่างคุณเวนิตา งานนี้วินๆ ทั้งคู่ อยู่ที่หัวหน้าแล้วหละครับ ว่าจะชอบแบบไหน” หมู่จินบอกขณะที่หันมาจ้องหน้า ใบหน้าเรียวหันกลับมามองอย่างคิดหนัก แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เขากำลังคิดว่า บางทีการมีคนมาชอบพร้อมๆ กันถึงสองคน มันอาจจะทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะคบหรือไม่คบกับใครได้ง่ายขึ้น แต่มันกลับไม่ใช่เลย เพราะมันทำให้เขายิ่งลำบากใจ เพราะเขายังไม่รู้หัวใจของตัวเองว่ารู้สึกอะไรกับใครด้วยซ้ำ
“เอ่อ...นี่ครับคีย์การ์ดที่ห้องคอนโดของหัวหน้า ผมไปตามกลับมาให้แล้ว” หมูจินบอกพลางยื่นให้ ฝ่ามือหนาเอื้อมออกไปรับ แล้วถือมันไว้ในมือ
“ขอบใจนะหมู่ พิสูจน์หลักฐานเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม” ใบหน้าเรียวเนียนใสหันกลับมาถาม หมู่จินผงกศีรษะขึ้นลงเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ
“เรียบร้อยหมดแล้วครับ แล้วผมก็ตามแม่บ้านมาทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วด้วย หัวหน้ากลับไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยเลยครับ”
“ขอบใจมาก ไม่ได้หมู่นี่ผมคงต้องวุ่นวายกว่านี้ ดีไม่ดีเกิดคุณป้า หรือ คุณแม่แวะไปเห็นสภาพห้องเข้า ท่านคงได้หัวใจวายแน่” ร่างสูงระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่สีหน้าและแววตาของเขายังคงเก็บซ่อนความรู้สึกกังวลหลายๆ อย่างเอาไว้
“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ” ผู้กองฐานัตถ์ยิ้มอย่างขอบคุณ หมู่จินยิ้มตอบ
เวลาต่อมา
วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) จากทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนกลางโดยผู้กำกับเศรษฐพงศ์ ได้ทำการเชื่อมสัญญาณมายังเซฟเฮ้าส์เพื่อประชุมทางไกลกับลูกทีม โดยมีฐานัตถ์ หมวดภัทร หมวดนลิน หมวดธีร์ จ่าเทพ และหมู่จินนั่งเรียงกันครบองค์ประชุมอยู่ที่โต๊ะทำงานชั้นสองตามเวลานัดหมายในเวลาสองทุ่มตรง
“พยานเป็นยังไงบ้างผู้กอง”
“ดีครับ” ผู้กองฐานัตถ์มองที่จอมอนิเตอร์แล้วตอบกลับไปสั้นๆ
“ไอ้ที่ว่าดีเนี่ย หมายถึงยังไง กินดีอยู่ดี หรือ ว่าอาการดีขึ้นแล้ว” เศรษฐพงศ์ย้อนถามลูกทีม
“ทั้งสองอย่างครับท่าน” ผู้กองฐานัตถ์ตอบกลับไปเรียบๆ
“ถ้างั้น ก็เริ่มปฏิบัติการกันได้เลยสินะ” เศรษฐพงศ์พูด ฐานัตถ์ทำหน้างงๆ อย่างไม่เข้าใจที่ผู้บังคับบัญชาบอก จึงถามกลับไปตรงๆ ด้วยความสงสัย
“ปฏิบัติการอะไรเหรอครับท่านผู้กำกับ”
“ผมจะให้คุณไปร่วมงานเลี้ยงครบรอบยี่สิบห้าปีของเครือทีเอสพีกรุ๊ปของนายพลกฤษณ์ผู้ต้องสงสัยใน คดีฆ่าเรืองลดา และผู้ถูกต้องสงสัยในขบวนการค้ายาเสพติดไงผู้กอง”
“ยังไงครับท่าน” ฐานัตถ์ถามกลับ
“ผมจะใช้พยานในคดีนี้เป็นตัวล่อ ให้ผู้ร้ายมาติดกับ”
“ผู้กำกับจะให้คุณเวนิตากับผมไปร่วมงานในครั้งนี้ ทำไมครับ” ฐานัตถ์คงไม่เข้าใจผู้บังคับบัญชาของตนเสียเท่าไหร่นัก
“ผมสงสัยว่าการตายของเรืองลดา จะมาจากคดีของนายกิตติพ่อของนายพลกฤษณ์ที่ถูกทีมของเราจับตาย สร้างความโกรธแค้นให้คนๆ นั้นลงมือสังหารลดา ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของคุณและผม” เศรษฐพงศ์ชี้แจงแก่ลูกทีม
“แล้วถ้าเป็นอย่างที่ท่านคาดการณ์ไว้ เวนิตาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิมเหรอครับ” ผู้กองหนุ่มกึ่งถามกึ่งแย้ง
“เพราะงั้นผมถึงได้ให้เธอไปกับคุณ เพื่อที่คุณจะได้คอยอารักขาเธอยังไงล่ะ ผมเชื่อว่าคุณจะคอยคุ้มกันเธอได้” เศรษฐพงศ์ตอบให้คลายความสงสัย ก่อนจะหันไปหาผู้หมวดนลิน หมวดภัทร หมวดธีร์ จ่าเทพ และหมู่จินตามลำดับ
“หมวดนลิน คุณรับหน้าที่จัดหาชุดให้กับผู้กองและเวนิตา ที่จะใส่ไปร่วมงานในครั้งนี้ ส่วนหมวดภัทร คุณไปหาบัตรเชิญที่จะต้องใช้เข้าร่วมงานมาด้วย ส่วนจ่าเทพ คุณกลับมาประจำอยู่ที่หน่วยรอรับคำสั่ง และสุดท้ายหมวดธีร์และหมู่จิน คุณคอยประกบผู้กองและเวนิตาอยู่ห่างๆ เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกคนรับหน้าที่และปฏิบัติตามแผน รับทราบ!”
“รับทราบครับ" " รับทราบค่ะ” ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ใครมีอะไรสงสัย หรือมีคำถามเพิ่มเติมไหม” เศรษฐพงศ์หันไปถามลูกทีม
“ไม่มีครับ" "ไม่มีค่ะ”
“งั้นผมขอปิดการประชุมแผนการด้วยวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกัน” สิ้นสุดคำพูดของเศรษฐพงศ์สัญญาณการเชื่อมต่อวิดีโอก็ถูกตัดไป ทั้งหมดหันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกันอีกครั้ง
“แผนนี้มันจะไม่อันตรายจริงๆ อย่างงั้นใช่ไหมคะ” นลินเอ่ยถาม เพราะเป็นห่วงว่าการที่ไปร่วมงานอย่างเปิดเผยเช่นนี้จะทำให้ทั้งหัวหน้า และเวนิตาเป็นเป้าสายตาของกลุ่มคนร้าย
“แต่ผมเห็นด้วยนะ การที่เราไม่บุกเข้าไปหาพวกมัน แต่เป็นฝ่ายรอให้มันเข้ามาโจมตี ผมว่าทางเราอาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ได้” หมวดภัทรพูด ก่อนที่จ่าเทพจะกล่าวคำสนับสนุน
“สู้เราออกไปเผชิญหน้าตรงๆ ล่อให้มันมาติดกับ น่าจะเป็นผลดี เพราะเราจะเห็นพวกมันชัดขึ้น ถ้ามันชิงลงมืออีกครั้ง หรือ เผยไต๋ให้เราได้เห็น เราจะได้หลักฐานจากพวกมันมามากขึ้น” จ่าเทพขยายความในสิ่งที่หมวดภัทรยังพูดไม่หมด ก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“แล้วยิ่งงานนี้มีทั้งแขกวีไอพี และคนสำคัญๆ เราก็จะยิ่งได้ผู้ร่วมขบวนการแถมพ่วงมาด้วย อย่าลืมว่ายังมีนายชัยชนะ เพื่อนสนิทของนายกิตติอีกคน” หมู่จินกล่าวเสริม
“ใช่ครับ ที่เราปิดคดีของนายกิตติได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนายชัยชนะที่ดันเล่นบทเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด แฉความลับของนายกิตติให้กับสายของเราจนหมดเปลือก เพื่อตัวเองจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ซะเอง” หมวดธีร์บอก
“ดูเหมือนว่าจะตั้งใจให้เป็นแบบนั้นซะด้วย งานนี้ ไม่รู้ว่าใครจะหักเหลี่ยมใครอีกนะครับ” หมวดภัทรพูดพลางยิ้มเยาะ อยากจะให้ถึงวันนั้นเร็วพลัน
“ถ้างั้น ตกลงตามแผน” ผู้กองฐานัตถ์กล่าวกับลูกทีม ก่อนจะหันไปหาหน้าหวานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม
“หมวดนลิน!”
“คะหัวหน้า” ผู้หมวดหน้าหวานสบตากับคนเป็นหัวหน้าทีม