11 | สับสน​ และ​ ว้าวุ่น

2214 Words
“ผมฝากเรื่องชุดที่จะใส่ไปงานสำหรับผมและเวนิตาด้วยนะ” เสียงทุ้มเน้นย้ำกับลูกทีมของตน ใบหน้าสวยหวานยิ้มออกมาอย่างเปิดเผยแล้วตอบรับน้ำเสียงหนักแน่น “ได้ค่ะหัวหน้า” เธอบอกพร้อมกับยิ้มให้เขาอย่างมีความหวัง เพราะเชื่อว่าการที่จะเอาชนะใจใครสักคนได้ ก็จะต้องมีความอดทนอดกลั้น ทำให้คนๆ นั้นประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม และมันก็จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจได้อยู่เสมอ ‘สุดท้ายเขาก็จะมองเห็นคุณค่าของเราเอง เช่นเดียวกับเธอที่กำลังทำเพื่อผู้กองฐานัตถ์ แม้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะยังไม่เคยเห็นผลเลยก็ตาม แต่เธอก็ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เขาจะหันกลับมามองเธอบ้าง ก็เท่านั้น' หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม หมวดภัทร และหมู่จินที่มาเปลี่ยนผลัด เพื่อคอยคุ้มกันพยานแทนหมวดนลิน หมวดธีร์ และจ่าเทพตั้งแต่ช่วงบ่ายนั้น แยกย้ายกันไปตรวจตรายังจุดต่างๆ ส่วนฐานัตถ์ที่ว่างเว้นจากการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานแล้วนั้น จึงเดินขึ้นมาที่ห้องเคาะประตูเรียกเวนิตา เพื่อขอพูดคุยบางอย่างกับเธอ “คุณ...ช่วยเปิดประตูให้ผมหน่อย” ร่างบอบบางที่พึ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ กำลังจะหวีผมเตรียมจะเข้านอนได้ยินเสียงเรียกก็เดินมาเปิดประตู เห็นคนตัวสูงยืนอยู่ทำหน้านิ่ง ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลคิดอะไรอยู่ เธอขยับขาถอยหลังออกมาจากหน้าประตูเล็กน้อย ก่อนจะถามเสียงเรียบ “คุณมีธุระอะไร กับฉันหรือเปล่าคะ” “ผมขอคุยด้วยหน่อยครับ” “ข้างนอก” ปลายนิ้วเรียวชี้ออกไปด้านนอก ซึ่งคิดว่าคงไม่เหมาะที่เขาจะเข้ามาข้างใน เพราะตอนนี้เธอเริ่มจะอาการดีขึ้นมากแล้ว “ข้างนอก ก็ได้ครับ” “ได้ค่ะ” เธอพยักหน้าก่อนจะปิดประตูแล้วเดินตามออกไป ร่างสูงเดินออกมาที่สนามหญ้าด้านหน้าของเซฟเฮ้าส์ โดยมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราอยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้การพูดคุยของคนทั้งคู่ดูไม่ค่อยอึดอัดมากเท่าไหร่นัก “ไม่ทราบว่าคุณ มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ” “นั่งก่อนสิครับ” ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์หันกลับมาแล้วนั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อน ร่างระหงนั่งลงในฝั่งตรงกันข้าม เริ่มรู้สึกหวั่นวิตก เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายที่เรียกมานั้นจะพูดกับเธอว่าอะไร และเธอก็ได้แต่ภาวนาให้ไม่ใช่การปฏิเสธเรื่องเมื่อตอนเที่ยงเท่านั้นก็พอ “เรื่องนั้น” เขาเอ่ย เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ “เรื่องที่คุณ พูดกับผมเมื่อกลางวัน” “คะ” ดวงตาเรียวหวานกะพริบขึ้นลงปริบๆ เพื่อรอฟัง “ผมคิดว่า...” เวนิตาลุ้นกับประโยคต่อไปของเขา แทบจะไม่กล้าหายใจ “คิดว่าอะไรเหรอคะ” เธอถาม “ผมคิดว่า คุณน่าจะลองมองคนอื่นดู” เขายังไม่ทันจะพูดจบ เธอก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “เข้าใจแล้วล่ะค่ะ คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ ฟังแค่นี้ฉันก็พอจะรู้ว่าคุณหมายความว่ายังไง ขอบคุณนะคะ ที่เสียเวลามาชี้แจง” เธอตัดบท ใบหน้าเรียวที่ดูหล่อเหลา แต่แฝงความนิ่งสงบ ยังคงนั่งจ้องมองใบหน้าเนียนกริบของคนที่อยู่ตรงหน้า เวนิตาฝืนยิ้มกลับไป ก่อนจะจ้องหน้าแล้วถามเขาตรงๆ “คุณจะไม่ลองให้โอกาสฉันสักเลยหน่อยเหรอคะ เรายังไม่ได้ลองคบกันดูเลยนะ คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่คุณก็กลับปฏิเสธฉันแล้ว ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ” “แต่ว่าผม ไม่ได้ชอบคุณ!” คำพูดของเขาทำให้เธอถึงกับอึ้ง! ราวกับถูดสาดด้วยน้ำเย็นจัด เพราะหน้าของเธอมันเย็นชาไปหมด เวนิตาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างคนไร้วิญญาณ อยู่ๆ ใจของเธอมันก็เบาหวิว เหมือนคำพูดของเขามันได้ฆ่าเธอให้ตายไปแล้ว “ผู้กองฐานัตถ์ คุณใจร้ายมาก!” พูดจบเวนิตาก็รีบวิ่งกลับเข้าไปด้านใน ไม่รู้ว่าเธอปล่อยโฮออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลรินลงมาอาบทั่วใบหน้าเนียนใสของเธอจนเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มือบอบบางปิดประตูล็อกห้อง วิ่งกระโจนขึ้นไปบนที่นอน ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย ด้วยความเสียใจอย่างมาก เพราะไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดได้ถึงเพียงนี้ มันเจ็บปวดมากจริงๆ เธอคร่ำครวญกับตัวเองว่าจะไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ แต่วันนี้เธอคงต้องหลบไปพัก เพื่อที่จะรักษาแผลใจให้ดีขึ้นมาก่อน ความมืดค่อยๆ บดบังนัยน์ตาหม่น ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ผล็อยหลับไป หมู่จินเดินออกมานั่งที่ม้าหินอ่อนข้างๆ กับร่างสูงที่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน เขาเห็นใบหน้าของเวนิตาที่วิ่งสวนกลับเข้าไปข้างใน ก็พอจะเดาออกว่าเธอน่าจะพึ่งแยกกับคนที่กำลังนั่งกลุ้มอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน “ไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยเหรอครับหัวหน้า พึ่งจะสารภาพไปเมื่อกลางวัน พอตกเย็นก็ถูกปฏิเสธจากหัวหน้าซะแล้ว” ใบหน้าเรียวมองทอดสายตาออกไปไกลยังริมน้ำ เห็นแสงไฟสว่างสาดส่องตกกระทบที่ผิวน้ำเป็นประกายวาววิบวับ “ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออะไร บอกไปซะตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าจะต้องมาเสียใจทีหลัง” ผู้กองฐานัตถ์พูดแต่ไม่ได้หันมาหาคนข้างๆ หมู่จินถอนหายใจบางเบาแล้วหันกลับมาถามหัวหน้าของตน “หัวหน้ากลัวว่าเธอ จะเป็นเหมือนคุณลดา ถึงได้เลือกที่จะทำร้ายจิตใจเธอไปง่ายๆ เพื่อให้เธอเลือกที่จะตัดใจเอง แบบนั้นมันไม่แฟร์เลยนะครับ” “แล้วหมู่คิดว่าแบบไหนมันถึงแฟร์สำหรับอาชีพแบบเรา ต้องเจอเรื่องสูญเสียอีกเท่าไหร่กับหน้าที่และการงานที่มันเสี่ยงแบบนี้” เขาย้อนถาม หมู่จินได้ยินแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปสักพัก เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่หัวหน้าของเขาพูดออกมานั้นมันจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ “แล้วหัวหน้า ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลยเหรอครับ” หมู่จินเอ่ยถามออกไปตรงๆ “ผมไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้หรอกนะหมู่ ผมอยากให้เรื่องของลดาคลี่คลายไปได้เร็วที่สุด แค่ผมคิดว่าเธอต้องมาเป็นแบบนี้เพราะหน้าที่ของผม แค่นี้มันก็แย่พอแล้ว” เขาก้มหน้าลงอย่างเครียดๆ พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่คนข้างๆ จะนิ่งไปสักพัก “ผมคิดว่าการที่ผู้กำกับเศรษฐพงศ์เลือกที่จะให้น้องสาวของตัวเองมาคบกับหัวหน้า และคุณลดาเองก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตกับหัวหน้าด้วยแล้ว ผมเชื่อว่าทั้งสองคนต้องรู้อยู่แล้วว่า วันหนึ่งอาจจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หัวหน้าอย่างโทษตัวเองเลยครับ” ผู้กองฐานัตถ์นั่งนิ่งไม่ตอบอะไรออกมา หมู่จินกล่าวต่อ “อันที่จริง เรื่องของคุณเวนิตา อาจจะไม่เหมือนคุณลดาก็ได้นะครับ” “นี่หมู่หมายความว่ายังไง” ดวงตาเรียวคมกริบหันมาจ้องหน้าลูกน้อง เพราะคำพูดแปลกๆ ที่ได้ยินได้ฟังเมื่อครู่นี้ “ผมเอง...ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ บางทีเรื่องราวอาจจะจบลงสวยๆ โดยที่ไม่มีเรื่องร้ายๆ แบบที่เราคิดก็ได้ครับ” หมู่จินตอบ พลางถอนหายใจทิ้งแล้วหันกลับมองไปตรงริมน้ำ เช่นเดียงกับอีกฝ่าย “ผมไม่อยากประมาทหรอกหมู่ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ คนพวกนั้นทำอะไรได้มากกว่าที่เราจะคิดได้ซะอีกนะ หมู่เองก็น่าจะรู้ดี” เขาตอบ หมู่จินได้แต่นั่งนิ่ง “ผมไปนอนก่อนนะหมู่ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า” ร่างสูงลุกขึ้นหลังจากตัดบทไปซะดื้อๆ คนข้างๆ ลุกขึ้นตามแล้วพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินแยกออกไปตรวจดูความเรียบร้อยโดยรอบบริเวณที่พักเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ หมวดนลินที่เข้ามาเปลี่ยนผลัดกับหมวดภัทรในเช้าวันต่อมา กำลังวุ่นวายอยู่กับการวัดไซส์เตรียมสั่งตัดชุดเพื่อไปร่วมงานเลี้ยง ทีเอสพี กรุ๊ป ของนาย พลกฤษณ์ ธำรงศิริพิพัฒน์ ร่างบางของเวนิตา เดินออกมาจากห้องเห็นหมวดนลิน และจ่าเทพที่กำลังช่วยกันเลือกผ้าที่จะตัดสูทให้กับหัวหน้าก็ได้ยืนมองงงๆ ด้วยความสนใจว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ “ขอโทษนะคะ กำลังวุ่นอะไรกันอยู่เหรอคะ” เวนิตาตัดสินใจถามก่อนที่จะงงไปมากกว่านี้ “คุณเวนิตาเข้ามาก่อนสิคะ เดี๋ยวคุณเองก็ต้องวัดตัวด้วยนะคะ” หมวดนลินบอก เวนิตาทำหน้างุนงงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก “ฉันเหรอคะ” ร่างบอบบางเดินเข้ามาถามเสียงหลง เพราะงุนงงกับคำพูดของผู้หมวดนลิน ที่อยู่ๆ เจ้าหน้าที่สืบสวนก็มาทำตัววุ่นๆ อยู่กับการเลือกแพรพรรณ ราวกับห้องเสื้อชื่อดังที่กำลังจะมีงานแฟชั่นโชว์ หรือ งานเปิดตัวอะไรสักอย่าง “หัวหน้ายังไม่ได้บอกอะไรกับคุณเหรอคะ” หมวดนลินหันมาถาม เวนิตาขมวดคิ้วอย่างงงๆ ก่อนตอบ “ยังเลยค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ผู้หมวดนลินไม่ได้ตอบ แต่เข้ามาจับแขนของเธอให้เข้ามานั่งลงที่เก้าอี้แทน ก่อนจะจัดแจงใช้สายรัดวัดตัว วัดนู่นนี่นั่นไปรอบๆ ร่างบางระหงที่เป็นเสมือนหุ่นให้กับเธอ “ช่วยยืนขึ้นหน่อยค่ะ คุณเว” ผู้หมวดนลินบอกพร้อมกับเดินวนไปวนมารอบๆ ตัวของเธอ เวนิตาได้แต่งุนงงแต่ก็ยอมโดยดี ก่อนที่ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์จะเดินเข้ามา เห็นผู้หมวดหน้าหวานกำลังจัดการวัดสัดส่วนของเวนิตาอยู่ก็ไม่ได้เอ่ยปากบอกอะไรกับเธอ แต่กลับเดินเข้าไปหยิบผ้าผืนสีดำขลิบแล้วส่งให้กับหมวดผู้หมวดนลิน “ผมเลือกผ้าชิ้นนี้แล้วกันนะ ส่วนของ...หมวดจัดการเลือกได้เลย ผมเชื่อสายตาคุณ” ผู้กองฐานัตถ์ไม่พูดชื่อของเวนิตา แต่บอกให้ผู้หมวดนลินเป็นคนจัดการเรื่องชุดของเธอแทน ผู้หมวดหน้าหวานได้แต่ยิ้มรับ แล้วมองตามแผ่นหลังเขาออกไป เวนิตาเห็นรอยยิ้มของผู้หมวดนลินก็พอจะมองออก และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้กองฐานัตถ์ถึงเลือกที่จะปฏิเสธเธอ หลังจากที่ถูกวัดตัวอย่างงงๆ โดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าจะต้องวัดไซซ์ไปทำไม เวนิตาจึงเดินออกมาจากห้องแล้ว รีบตามคนที่สามารถจะให้คำตอบในเรื่องนี้กับเธอได้ ซึ่งนั่นก็คือหัวหน้าทีมของคนเหล่านี้ เอวบางคอดกิ่วในชุดเดรสกระโปรงสีฟ้าอ่อน เสื้อผ้าของผู้หมวดนลินหน้าหวานที่รูปร่างอรชรซึ่งเล็กกว่าหุ่นของเวนิตา ทำให้ชุดที่นำมาสวมใส่จากที่ดูพอดีตัวกลายเป็นเข้ารูปไปหมดซะหมดทุกชุดไม่เว้นแม้แต่ตัวที่กำลังสวมอยู่ “นี่คุณ!” ร่างระหงของเวนิตาเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารซึ่งตอนนี้กลายเป็นโต๊ะทำงานของคนตัวสูงไปแล้ว ใบหน้าเรียวหล่อเหลา เขาละสายตาจากเอกสารที่อ่านอยู่ทันทีเพื่อเงยหน้าขึ้นมามองทันทีหลังจากที่ถูกเรียก แพขนตางอนยาวสวยงามกะพริบขึ้นลงปริบๆ ดูเด่นชัดขึ้นกว่าทุกวัน หลังจากที่เธอถอดผ้าพันแผลบนศีรษะออก ใบหน้าเนียนสวยกริบราวกับไม่เคยมีบาดแผลใดๆ เกิดขึ้นบนใบหน้าเลย สายตาคมของเขากำลังจับจ้องมาที่คนตรงหน้าอย่างฉงน ขณะที่มองดูใบหน้าของหญิงสาวสวยที่เขาพึ่งปฏิเสธเธอไปเมื่อคืนก่อน “นั่งก่อนสิครับ” ร่างสูงเอ่ยเชื้อเชิญ เวนิตาสบตากับเขาแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ เขาเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ก่อนจะเริ่มเล่าแผนการทุกอย่างให้เธอได้ฟัง แต่หลังจากที่เธอได้ฟังแผนการทั้งหมด เวนิตารู้สึกว่าตัวเธอเองไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าตัวเองนั้นเป็นแค่พยาน ไม่ได้มีหน้าที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับงานของพวกเขาเลยแม้แต่นิด “ทำไมจะต้องเป็นฉันคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ พลางจ้องมองเขาสายตาเขม็ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD