ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์เดินกลับลงมาที่ชั้นล่างนึกขึ้นได้ว่า เวนิตายังไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเช้า และเธอเองก็ยังต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จึงคิดว่าจะเดินกลับขึ้นไปตาม แต่ก็ถูกผู้หมวดนลินเรียกตัวไว้ซะก่อน
“หัวหน้าคะ”
“ว่าไงหมวด” คนตัวสูงหันกลับมาตามเสียงเรียกของอีกฝ่าย
“ลินมีข้อมูลบางอย่างของนายชัยชนะหุ้นส่วนคนสำคัญของทีเอสพีกรุ๊ปจะให้หัวหน้าดูค่ะ”
“ไหนหมวด ขอผมดูหน่อย” ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์ที่เดินขึ้นไปบนบันไดชั้นสอง เดินกลับลงมาเพื่อดูเอกสารที่อยู่ในมือของผู้หมวดนลิน ซึ่งได้รับมาจากทางเจ้าหน้าที่สายข่าวที่ถูกส่งมาเมื่อครู่
“สายของเราได้ข้อมูลเงินหมุนเวียนจากบัญชีของนายชัยชนะ ซึ่งเป็นยอดเงินจํานวนมากและมีความถี่สูงค่ะ
“สิบห้าล้าน!” ฐานัตถ์พูดออกมาเบาๆ
“ใช่ค่ะ รู้สึกว่าจะมีอีกสามถึงสี่ยอดก่อนหน้านี้ คือ 20 15 10 และ 25 ล้านบาท ตามลำดับ ภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งถึงสองเดือน มันดูเยอะจนผิดปกติ” ผู้หมวดนลินกล่าว
“หมวดคิดว่า เงินพวกนี้ถูกโอนไปเป็นค่าอะไร” ผู้กองฐานัตถ์หันมาถามด้วยความสงสัย เพราะคิดว่าถ้าเป็นการซื้อขายยาเสพติด น่าจะเป็นการนำเงินสดเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ามากกว่า ไม่น่าที่จะโอนผ่านทางบัญชี เพราะง่ายต่อการที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
“ลินเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่คงไม่น่าจะใช่การทำธุรกิจธรรมดาอย่างแน่นอน”
“นี่มันอาจจะเข้าข่ายฟอกเงินได้เลยนะหมวด เขาได้รับและโอนเงินเข้าไปบัญชีไหนบ้าง”
“ทางเรากำลังตรวจสอบอยู่ค่ะ”
“งั้นหมวดเร่งให้สายของเราตามเรื่องนี้ด่วนเลย”
“รับทราบค่ะ” ผู้หมวดนลินเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าทีม ทันทีที่จ่าเทพถือถ้วยกาแฟกลับมาจากเคาน์เตอร์ชงกาแฟภายในห้องครัวตรงมานั่งที่โต๊ะทำงาน ฐานัตถ์นึกได้ว่ามีเรื่องจะคุยด้วยจึงเดินเข้าไปหา
“จ่า!”
“ครับหัวหน้า” จ่าเทพตอบเสียงเข้ม
“ผมอยากรู้เรื่องเจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่บอกว่าจะส่งมาร่วมสืบคดีกับทีมเรา คุณช่วยตามให้ผมหน่อยได้ไหม” ผู้กองฐานัตถ์บอกสีหน้าจริงจัง จ่าเทพทำท่าอึกอักก่อนตอบ
“เอ่อ...ทำไมหัวหน้าไม่ลองถามผู้กำกับดูเลยล่ะครับ”
“ก่อนหน้านี้ผมเคยถามเขาไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอะไร นี่มันก็นานแล้ว จ่าช่วยสืบให้ผมทีสิ ผมอยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่คนที่จะเข้ามาร่วมกับทีมเราเป็นใคร จนป่านนี้ผมยังไม่เจอตัวเลย ตกลงทางนั้นเขาได้ส่งคนมาหรือเปล่า”
“อืม...เท่าที่ทราบ ผมว่าน่าจะส่งมาตั้งแต่สองสามอาทิตย์ก่อนแล้วนะครับ” จ่าเทพพูด ใบหน้าเรียวส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย อย่างไม่เข้าใจ
“แล้วอยู่ไหนล่ะจ่า ผมยังไม่เจอตัวเลยนะ แล้วนี่ข้อมูลอะไรผมเองก็ยังไม่ได้รับจากทางนั้นเลย จะมาให้ช่วยสืบคดี แต่นี่อะไรกัน ข้อมูลก็ไม่ส่งมาถึงมือเลยซักอย่าง ผมตามสืบให้ไม่ได้หรอกนะแบบนี้” พูดจบคนตัวสูงก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน จ่าเทพได้แต่ทำหน้าเจื่อน เพราะไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ยังไง
ผู้กองหนุ่มก้มหน้าทำงานอยู่ที่โต๊ะสักพัก แล้วพึ่งกลับมานึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขึ้นไปตามเวนิตาให้ลงมารับประทานมื้อเช้า เขาละจากงานที่ทำอยู่ตรงหน้าแล้วเดินกลับขึ้นไปบนห้องของเธออีกครั้ง
มือแกร่งเคาะที่หน้าประตูสักพัก ไม่เห็นเธอออกมาเปิดประตูให้ จึงค่อยๆ แง้มประตูเข้าไปพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะถือวิสาสะก้าวขาเข้าไปข้างใน เห็นร่างบอบบางของเวนิตานอนอยู่ที่พื้นหน้าห้องน้ำ ก็รีบปรี่เข้าไปประคองร่างที่สลบไสลด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะจัดแจงช้อนร่างบอบบางของเธอขึ้นมาแนบอกแกร่ง แล้วอุ้มมาที่เตียง
“คุณ!” มือแกร่งสัมผัสไปบนหน้าผากเล็กพบว่าตัวไม่ร้อน จึงให้เธอนอนพัก ก่อนจะค่อยๆ ดึงชายผ้าห่มที่พับเก็บอยู่ปลายเตียงขึ้นมาแล้วห่มให้อย่างเบามือ ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าสวยขาวซีดที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้าด้วยความกังวล และอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“อาการพึ่งจะดีขึ้นไม่เท่าไหร่ก็ออกไปเจอแดดแรงๆ เป็นเรื่องจนได้ คุณนี่...ดื้อเหมือนเด็กจริงๆ เลยนะเวนิตา” คนตัวสูงได้แต่พึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปหาผ้าผืนบางมาชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้
สักพัก เปลือกตาหวานค่อยๆ ขยับแย้มขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ เห็นคนตัวสูงถือถาดอาหารเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าเนียนเผยยิ้มออกมาเล็กๆ ที่มุมปากอย่างเก็บอาการ ไม่ยอมให้เขาได้เห็นสีหน้าและแววตาของคนที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้น
“ฟื้นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามพลางยกถาดอาหารมาวางที่โต๊ะข้างเตียง ร่างบอบบางที่ยังคงอ่อนแรง ค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ฝ่ามือแกร่งขยับรีบเข้ามาช่วยประคอง
“ค่อยๆ ลุกนะครับ ไม่ต้องรีบร้อน” ร่างสูงที่จับไหล่นุ่มอยู่พูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่นุ่มนวลเวนิตาทำหน้านิ่งๆ อดคิดไม่ได้ว่า คงเป็นเพราะเธอกลับมาป่วย เขาถึงได้มีท่าทีที่อ่อนโยนกับเธออีกครั้งเหมือนในวันแรกๆ
'รู้แบบนี้ เธอคงอยากที่จะแกล้งป่วยซะให้นานๆ กว่านี้'
อยู่ๆ เสียงกระเพาะน้อยๆ ของเธอมันก็ร้องโครกครากออกมาแบบไม่ไว้หน้าเอาเสียเลย คนตรงหน้าได้ยินพยายามเก็บอาการไม่ส่งเสียงหัวเราะ
“มื้อเช้า...ตอนบ่ายสองโมง” เขาพูดแกมประชดประชัน แพขนตายาวกะพริบไหวขึ้นลงปริบๆ ไม่อยากที่จะต่อความจึงได้แต่นั่งนิ่ง
“คุณทานเองไหวไหม” เขาถามพร้อมกับมองหน้าที่ดูอ่อนเพลียของคนที่พึ่งจะฟื้นขึ้นมา
“มือก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่คะ” เธอตอบกลับออกไปอย่างห้วนๆ เขาชำเลืองสายตามองแล้วก็เผยยิ้มออกมาเล็กๆ อย่างโล่งใจ เพราะได้เห็นฝีปากกล้าของคนที่นั่งอยู่ที่เตียง ก็เริ่มหายห่วง เพราะอาการคงจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด ถึงได้เริ่มต่อปากต่อคำขึ้นมาได้อีก
“ถ้างั้นคุณก็ทานข้าว จะได้ทานยา แล้วก็...ค่อยๆ รับประทานนะครับ ไม่ต้องรีบ” เขากล่าวหลังจากที่ได้ยินเสียงกระเพาะร้องเตือนความหิวของเวนิตา ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วเดินกลับออกไปจากห้อง ปล่อยให้เธอรับประทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย โดยที่ไม่มีเขามาคอยนั่งมอง พานจะทำให้กระเพาะของเธอไม่เป็นอันทำงาน
“คุณเวนิตาเป็นยังไงบ้างคะหัวหน้า” หมวดนลินเงยหน้าขึ้นถาม หลังจากที่ผู้กองหนุ่มเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน โดยมีจ่าเทพนั่งอยู่ไม่ไกลรอฟังคำตอบ
“ก็ไม่มีได้มีอะไรน่าเป็นห่วง” เขาตอบเสียงเรียบ
“สงสัยเป็นเพราะออกไปเจอแดด แล้วอาการก็พึ่งจะดีขึ้น ร่างกายคงจะปรับสภาพไม่ทันก็เลยทำให้เกิดอาการวูบไป” ผู้หมวดนลินพูดขึ้น เขาพยักหน้า จ่าเทพได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ เพราะอีกเพียงแค่วันเดียวเธอก็จะต้องไปร่วมงานของทีเอสพี กรุ๊ป หากมีอาการขึ้นมาอีก อาจทำให้ต้องยกเลิกแผนการที่เตรียมไว้ซึ่งไม่เป็นผลดีนัก
โทรศัพท์มือถือที่เปิดเป็นระบบสั่นสะเทือน มีสายเรียกเข้า ทำให้คนที่พึ่งรับประทานอาหารและยาเสร็จเมื่อครู่ สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู
“ยัยรินเหรอ!” เวนิตาเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจก่อนจะกดรับสาย
“สวัสดีจ้ะริน”
“ยัยเว! เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม ฉันคิดถึงเธอมากเลยนะ” เสียงของปลายสายเอ่ยทักทายด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงของเพื่อนร่วมงานมาเป็นอาทิตย์
“ฉันสบายดี แล้วก็คิดถึงเธอเหมือนกัน เธอล่ะเป็นยังไงบ้าง” เวนิตาตอบกลับเสียงที่โทรเข้ามา ในใจก็คิดถึงเพื่อนร่วมงานอยู่ไม่น้อย
“ก็เรื่อยๆ จ้ะ ตอนนี้ฉันลาออกจากที่ร้านแล้วนะ”
“อ้าว! ทำไมล่ะ” เวนิตาถามอย่างสงสัย
“ฉันได้งานใหม่ งานดี แล้วก็เงินดีมากๆ เลยนะ”
“จริงเหรอ ที่ไหน ทำอะไรล่ะ” เวนิตาถามกลับไป
“ฉันได้เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมจ้ะ โรงแรม ฟรานซิสโก้ ในเครือทีเอสพี กรุ๊ป เธอรู้จักหรือเปล่า” รินถามกลับ
“อ๋อ...ก็เคยได้ยินอยู่บ้างเหมือนกัน แล้วนี่จะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ” เวนิตาถามย้อนกลับไปบ้าง
“อาทิตย์หน้าจ้ะ ฉันตื่นเต้นมากๆ เลยล่ะ จะได้ใส่ชุดสวยๆ แถมเขาให้เงินเดือนฉันตั้งเกือบๆ สองหมื่นบาทเลยนะ” รินตอบ
“โหว! เยอะจริงๆ ด้วย ฉันดีใจกับเธอด้วยนะยัยริน”
“ขอบใจจ้า อืม… เห็นพี่สาวเธอบอกว่าแม่เธอป่วย เธอต้องไปดูแลแม่ แล้วแม่ของเธอเป็นยังไงบ้างดีขึ้นหรือยัง”
“พี่สาว!” เวนิตาตกใจนิดหน่อย
“ก็พี่นลินไง พี่สาวเธอไม่ใช่เหรอ”
“เอ่อ...อ๋อใช่จ้ะ ดะ...ดีขึ้นแล้วล่ะจ้ะ” เวนิตาพูดจาตะกุกตะกัก เพราะไม่รู้ว่าผู้กองฐานัตถ์กับผู้หมวดนลิน ไปอ้างเหตุผลอะไร เพื่อให้เธอสามารถลางานได้ เวนิตาทำได้แค่เออออตามน้ำ
“ถ้าแม่ของเธอหายป่วยแล้ว ยังไงอยากจะมาทำงานกับฉันก็บอกได้นะ เดี๋ยวฉันจะได้ฝากงานให้ พี่ๆ ที่นี่เขาใจดีมากๆ เลยล่ะ” รินบอกเสียงใส
“อ๋อจ้ะ ขอบใจมากนะ” เวนิตารับคำ ก่อนจะชำเลืองหางตามองไปที่หน้าประตู หลังจากได้ยินเสียงเคาะมาจากด้านนอก
“ยัยริน! คือฉันต้องวางสายแล้วล่ะนะ เหมือนแม่ฉันจะเรียกแล้วล่ะ ฉันขอตัวไปดูแม่ก่อนนะ”
“โอเคๆ ได้จ้ะ ยังไงก็ขอให้แม่เธอหายไวๆ นะ”
“ขอบใจเธอมากนะ บายจ้ะริน” มือบางกดวางสาย ก่อนจะลุกไปเปิดประตูห้อง
“อ้าว คุณ จ่า!”
“ผมเองครับ” เวนิตาจ้องหน้าจ่าเทพหลังจากที่เปิดประตู
“มีอะไรหรือเปล่าคะจ่า” ร่างบางทำหน้างงๆ
“เอ่อคือ...ผมจะมาเก็บจานอาหารไปล้างให้น่ะครับ”
“อ๋อ...ค่ะ เดี๋ยวเวไปยกมาให้นะคะ” เวนิตากวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นว่ามีใครตามจ่าเทพมาด้วยแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปนำถาดออกมาจากห้อง พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ