16 | สืบลับในงานเลี้ยง

2421 Words
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสมาร์ทเหลือบไปเห็นอย่างนั้นก็ไม่รีรอ ยกแขนขวาขึ้นข้างหนึ่งเสมือนจะบอกเป็นนัยๆ ร่างบอบบางเลิกคิ้วขึ้นทำทีสงสัย แต่พอเห็นใบหน้าขรึมที่ดูจะไม่สนุกด้วย จึงรีบก้มหน้าได้แต่อมยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้ววางข้อมือบางลงไปบนท่อนแขนแกร่งอย่างสงวนท่าที แต่ทำได้แค่เกาะไปที่ลำแขนของสุภาพบุรุษเพื่อเดินไปที่รถ ทั้งที่ใจจริงแล้ว เธออยากจะเดินควงแขนของเขาออกไป แต่เพราะกลัวว่าจะเสียฟอร์มต่อหน้าเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มงานเสียเลยด้วยซ้ำ เล็กซัส (Lexus LS 500) คันสีดำดีไซน์หรูหราทันสมัย ดูดีเฉียบคม ตั้งแต่หัวจรดท้าย ถูกขับมาจอดเทียบที่หน้าทางเข้าของเซฟเฮ้าส์ ก่อนที่คนขับรถจะลงมาพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้กับคนเป็นหัวหน้า ที่เดินมากับหญิงสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ขึ้นไปบนรถ “สมกันราวกับกิ่งทองใบหยกเลยนะครับหัวหน้า” หมู่จินขบยิ้มอย่างตั้งใจพลางมองดูคนทั้งคู่ที่ดูเหมาะสมกันจริงๆ อย่างที่เขาพูด ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์เดินไปเปิดประตูให้กับสุภาพสตรีขึ้นไปนั่งข้างที่นั่งของคนขับแล้วปิดประตูให้ ก่อนที่เขาจะหันมามองหน้าลูกทีมอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่นัก เพราะรู้ทันว่าลูกน้องคนสนิทนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ “ไปได้แล้วหมู่!” ผู้กองฐานัตถ์พูดแบบไม่ออกเสียง สะบัดมือไล่ลูกทีมให้รีบไปที่รถอีกคัน ก่อนที่เขาจะขึ้นไปนั่งในรถแล้วขับออกไป โดยมีหมวดธีร์และหมู่จินคอยตามประกบอยู่ห่างๆ เพลงคลาสสิกที่ถูกเปิดคลอเบาๆ อยู่แล้วก่อนหน้านี้ ทำให้บรรยากาศในรถมีกลิ่นไอกรุ่นของความโรแมนติก จนทำให้คนที่นั่งอยู่ในรถหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนเลนมาด้วยความเร็วต่ำสาดส่องเข้ามาภายในตัวรถ ทำให้คนตัวสูงที่นั่งข้างๆ มองผ่านกระจกมองหลัง เห็นใบหน้านวลที่ถูกแต่งเติมด้วยสีของเครื่องสำอางบางเบา กับบลัชออนเนื้อฝุ่นสีชมพูอ่อน ยิ่งทำให้แก้มแดงๆ ของเธอดูสวยหวานฉ่ำ ชวนมอง อย่างเห็นได้ชัด มือแกร่งเอื้อมไปปิดเครื่องเสียงให้หยุดทำงาน แพขนตาหนาขยับเขยื่อนพร้อมกับปรายตาไปที่คนนั่งข้างๆ ด้วยความฉงน “เพลงไม่เพราะเหรอคะ” เวนิตาถามแก้เขิน เขาเอียงหน้ามาเล็กน้อยพลางตอบ “ผมไม่ค่อยชอบฟังเพลงแนวคลาสสิกแบบนี้เท่าไหร่ ถ้าคุณชอบผมเปิดใหม่ก็ได้นะครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบฟังเพลงบนรถซักเท่าไหร่” เธอตอบแบบเนิบๆ “ถ้างั้นก็นั่งไปเงียบๆ แบบนี้เป็นเพื่อนกันนะครับ” “ได้ค่ะ” เวนิตารู้สึกขัดเขิน ทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องอยู่กันสองต่อสองคน กับเขาในเวลาแบบนี้ เธอเลี่ยงที่จะมองหน้าเขาตรงๆ จึงได้แต่มองออกไปที่นอกหน้าต่าง ในขณะที่ฐานัตถ์ได้แต่มองไปยังเบื้องหน้า ตั้งท่าขับรถโดยที่ไม่พูดไม่จาอะไรอีก กระทั่งรถเลี้ยวเข้าไปในงาน งานเลี้ยงในคืนนี้ ถูกจัดขึ้นในตัวเมือง ที่โรงแรม ฟรานซิสโก้ โฮเทลของนายพลกฤษณ์ ธำรงศิริพิพัฒน์ ผู้กองฐานัตถ์ และเวนิตาเดินลงมาจากรถเพื่อเดินเข้าไปด้านในของงาน แน่นอนว่าความสวยของเธอนั้น เป็นที่ต้องตาของแขกเหรื่อในงานไม่น้อย รวมถึงเจ้าของงานอย่างนายพลกฤษณ์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางแขกคนสำคัญกำลังจ้องมองมาทางนี้ ผู้กองหนุ่มยื่นการ์ดเชิญเข้าร่วมงานให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้างาน โดยไม่มีการตรวจค้นอาวุธอย่างที่เขาคาดการไว้ ทั้งเขาและเธอสามารถผ่านเข้ามาในงานได้ตามปกติเช่นเดียวกับแขกคนอื่นๆ คนตัวสูงเดินเข้ามาในงานพร้อมๆ กับร่างบางระหงของเวนิตา โดยมีสายตาของผู้เป็นเจ้าของงานจับจ้องมองมาที่คนข้างกายของเขาอย่างไม่ละสายตา ร่างสูงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่านาย พลกฤษณ์จะให้ความสนใจเวนิตาถึงเพียงนี้ แต่เขาก็พยายามเก็บอาการ ไม่แสดงความรู้สึกออกมาให้ได้เห็น สายตาหวานเยิ้มของเป้าหมายยังคงมองตรงมาที่ใบหน้าสะสวยของเวนิตา ก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้าที่เจ้าของงานตรง เดินดิ่งเข้ามาทักทายแขกผู้มาเยือนอย่างไม่รีรอ “สวัสดีครับ เอ่อ...คุณ” พลกฤษณ์ ชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลาเอาการ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฐานัตถ์เอ่ยทักคนตรงหน้า เวนิตาเห็นว่าพลกฤษณ์ คือเจ้าของงาน และคือเป้าหมายที่หน่วยสืบสวนต้องการข้อมูล ก็ยิ้มทักทายกลับไป แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกมา ฐานัตถ์ก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ผมฐานัตถ์ ส่วนนี่คุณเวนิตา แฟนของผมครับ” คนข้างๆ พูดเต็มปากอย่างมั่นอกมั่นใจ พลกฤษณ์ปรายตามองหยั่งเชิง เห็นสีหน้าของฝ่ายหญิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทำหน้าแปลกๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยเชื่อนักว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกัน พลกฤษณ์ยื่นแขนข้างหนึ่งมาขอจับมือทักทายกับเวนิตา แต่กลับถูกฐานัตถ์เอื้อมมือออกไปจับแทน “ยินดีที่ได้พบครับ” คนตรงหน้ารู้สึกขัดใจเล็กๆ แต่ก็ไม่แสดงสีหน้าออกมาให้ได้เห็นจับมือตอบกลับไปแบบนิ่งๆ “เช่นกันครับ” พลกฤษณ์รับคำ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้กับเวนิตาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เธอยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “ขอแสดงความยินดีกับงานเลี้ยงครบรอบในคืนนี้ด้วยนะครับ” ฐานัตถ์กล่าว ก่อนจะลอบมองไปที่ใบหน้าสวยของคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “ขอบคุณครับ เชิญคุณสองคนที่ด้านในก่อน” พลกฤษณ์ วาดมือให้ทั้งคู่เดินเข้าไปภายในงาน ผู้กองฐานัตถ์ไม่รอช้ารีบคว้าข้อมือเล็กของคนข้างๆ ให้เข้าไปข้างใน ก่อนที่พลกฤษณ์จะทำก้อร่อก้อติกกับเธอไปมากกว่านี้ และจะพลอยทำให้เสียงาน “ไม่คิดว่าตัวจริงของคุณกฤษณ์จะดูดีขนาดนี้นะคะเนี่ย” เวนิตาพูดขึ้นมาเบาๆ ฐานัตถ์ทำหน้านิ่ง ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเวนิตาอย่างขุ่นเคือง “คุณกฤษณ์!” ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบปนความหงุดหงิด “ค่ะ คุณกฤษณ์” เธอย้ำ นัยน์ตาใสซื่อ “นี่คุณเจอหน้าไอ้หมอนั่นแค่ไม่กี่นาที ก็เรียกชื่อได้แบบสนิทสนมขนาดนั้นเลยเหรอ” เวนิตาได้ยินแบบนั้นก็แปลกใจ เงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างงุนงง “ทำไมคะ ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณกฤษณ์ แล้วคุณจะให้ฉันเรียกเขาว่าอะไร” “ก็ไม่ต้องเรียก” ฐานัตถ์ตอบกลับไปส่งๆ เวนิตาได้แต่อ้าปากค้าง งุนงงกับท่าทีของเขา ระหว่างนั้น มีบริกรยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ มือบางเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์สั้น ทรงกว้างที่มีน้ำสีดำอยู่ปริ่มแก้ว จากถาดมาเพื่อจะดื่ม แต่ถูกมือแกร่งปัดมือบางนุ่มออกไปแบบเบาๆ แล้วคว้าก้านแก้วออกไปจากมือของเธออย่างดื้อๆ “นี่คุณ! ทำอะไรคะ ฉันจะดื่มน้ำ” เวนิตาร้องทัก พลางจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เขาส่ายหน้าไปมาพลางตอบ “จะบ้าหรือไงคุณ นี่มันแบล็คเวลเวทเลยนะ ดื่มเข้าไปได้ยังไงล่ะ” ร่างสูงพูดเสียงเข้มแกมดุ ก่อนจะวางมันกลับคืนไปในถาด “ทำไมจะดื่มไม่ได้คะ” ร่างเล็กเอ่ยแย้ง “ผมไม่อนุญาต!” “แต่ที่นี่คืองานเลี้ยง ค็อกเทลแก้วเดียว ถ้าจะดื่ม ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยนี่คะ” เวนิตาบอกกับเขา ชายหนุ่มทำหน้าขึงขังก่อนจะบอกปัดออกไปเสียงเรียบ “นี่เรากำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่นะครับ คุณอย่าลืมสิ” ฐานัตถ์แย้งขึ้นมาเบาๆ ไม่ยอมให้เธอได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เวนิตาได้แต่ถอนใจออกมาเบาๆ เวนิตาเดินไปหยิบเครื่องดื่มอีกแก้วที่วางอยู่ในถาดใกล้ๆ กันมาจะดื่ม แต่ก็ถูกมือแกร่งคว้าตัดหน้าไปอีกเสียก่อน “เอ๊ะคุณ! ทำอะไรคะ” “บอกแล้วไงครับ ว่าดื่มไม่ได้” “แต่ฉันหิวน้ำนี่คะ!” เธอบอก “หยุดเลย! ผมบอกไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง” เขาบอกก่อนจะตัดบท ยกสกรูไดรเวอร์ (Screwdriver) ที่ถืออยู่ในมือขึ้นซดทีเดียวจนหมดแก้ว แพขนตายาวระยับไหวขึ้นลงถี่ๆ พร้อมกับเผยอปากขึ้นมาโดยอัตโนมัติกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า “ไหนว่าเรากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ไงคะ แล้วทำไมคุณดื่มซะเองล่ะ” เวนิตาถามเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ ฐานัตถ์วางแก้วลงบนถาดพร้อมกับหันมาจ้องหน้าเธอ “ก็เพราะคุณหยิบมาแล้ว จะให้ผมเททิ้งหรือไงครับ” “แต่คุณก็วางคืนได้นี่คะ” “ผมวางคืนไปทีนึงแล้ว ไม่อยากจะทำเสียมารยาทซ้ำสอง คุณเข้าใจไหมครับ” เขาบอกอย่างสุภาพ ดวงตาเรียวเล็กชำเลืองไปเห็นเครื่องดื่มที่ยังอยู่ในถาดอีกแก้ว แล้วถามขึ้นมาเบาๆ “แค่น้ำส้มก็ไม่ได้เหรอคะ” เธอถามเสียงหวาน เขาหันไปมองตาม ก่อนจะหันกลับมาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่แค่น้ำส้มครับ แต่เป็นน้ำส้มผสมวอดก้า” คนตัวสูงพูดอย่างรู้ทัน ขณะที่สบตากับเธอ เวนิตาทำหน้ามุ่ย ก่อนจะเผยิดหน้าขึ้นเมื่อเห็นเครื่องดื่มแก้วสุดท้ายที่เหลืออยู่ในถาด “บลู มาการิต้า ก็ไม่ได้ครับ!” เขาบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนเดินจูงแขนเธอออกไปหาน้ำดื่มบริเวณใกล้ๆ กับซุ้มอาหารของโรงแรม “ตรงนี้ดื่มได้ ผมอนุญาต ดื่มซะ! จะได้รีบทำงานกันครับ” ฐานัตถ์ตัดสินใจพาเวนิตา ที่จ้องแต่จะดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ให้ได้ มากดน้ำที่ตู้น้ำดื่มของโรงแรมแทน เวนิตาหน้ามุ่ยไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมโดยดี เขาอมยิ้มเล็กๆ อย่างพอใจ ก่อนจะพาเธอกลับเข้าไปในงาน นายชัยชนะที่พึ่งจะมาถึง มีบอดี้การ์ดส่วนตัวเดินตามขบวนมานับสิบคนอย่างกับกลัวว่าใครจะมาทำร้าย เวนิตาหันไปเห็นก็รู้สึกคุ้นกับรูปร่าง ท่าทางของชายคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างๆ นายชัยชนะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน “นั่นนายชัยชนะ เพื่อนสนิทของนายกิตติ หุ้นส่วนคนสำคัญของที่นี่” ฐานัถต์หันมาบอกกับเวนิตาเธอพยักหน้ารับรู้ “ผมต้องแอบเข้าไปหาหลักฐานในห้องของนายพลกฤษณ์ด้านบน” ร่างสูงกระซิบที่ข้างใบหูเล็กของเธอ เวนิตาได้ยินแผนการก็แอบรู้สึกหวั่นๆ กลัวว่าจะถูกจับได้เสียก่อน “ตอนนี้เลยเหรอคะ” “ใช่ครับ” “แล้วคุณจะเข้าไปยังไง” “ผมเคยมาที่นี่แล้ว ผมรู้ทางหนีทีไล่ดี” “ไปตอนนี้ มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอคะ” “ไม่หรอกคุณ เดี๋ยวสักพักคนพวกนั้นก็จะเข้าไปประชุมที่ห้องรับรอง ผมต้องเข้าไปในห้องของทำงานของนายพลกฤษณ์ เพื่อหาข้อมูลอะไรบางอย่างที่พอจะเกี่ยวข้องกับรูปคดี ส่วนคุณ...ถ้าหิวก็ไปหาอะไรรองท้องก่อน ผมอนุญาต แล้วค่อยกลับไปรอผมที่รถ...เข้าใจตรงกันนะครับ” “แต่ว่า” เวนิตาอ้ำอึ้ง เขาสบตาเธอแล้วบอกออกไปว่า “เชื่อผม...อ้อ! แล้วก็ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ ค็อกเทล หรือ น้ำผมไม้ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด เข้าใจไหมครับ” เขาย้ำ “รู้แล้วล่ะค่ะ” เวนิตาตอบกลับเสียงอ่อน “รู้ก็ดีแล้ว อย่าลืมทำตามด้วยนะครับ” ฐานัตถ์จ้องหน้าสบตากับเธอ เวนิตาตอบกลับไปพลางพูดกับเขาว่า “คุณเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ เพราะว่าฉันเป็น” หญิงสาวไม่ทันจะได้พูดออกมาจนจบ ก็หยุดคำพูดไว้แต่เพียงเท่านี้ ผู้กองฐานัตถ์พยักหน้าแล้วยิ้มให้ เพราะเขารู้ว่าเธอจะพูดต่อว่าอะไร จากนั้นก็รีบแยกตัวไปทำภารกิจ เวนิตามองตามแผ่นหลังเขาไปอย่างห่วงๆ เวนิตาเดินอยู่ภายในงานเลี้ยง โดยมีผู้คนมากมายจับจ้องมองมาที่เธอสายตาไม่กะพริบ จนเธอเริ่มรู้สึกหวั่นใจ กลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย แต่เพราะรู้ดีว่ายังมีหมวดธีร์ และหมู่จินคอยระวังหลังให้อยู่บริเวณด้านนอก ทำให้เธอสบายใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง ร่างบางมองไปรอบๆ เพื่อสังเกตคนในงาน แต่ไม่เห็นพวกของนายชัยชนะ หรือนายพลกฤษณ์อยู่แล้ว ก็คิดว่าคนพวกนั้นน่าจะไปประชุมที่ห้องรับรองตามที่ผู้กองฐานัตถ์บอก เธอจึงเดินไปหาอะไรรับประทานรองท้อง ก่อนจะเดินกลับออกไปยังรถตามที่เขาสั่งไว้ แต่ระหว่างทาง เวนิตาเจอเข้ากับชายสองคน ที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่เดินตามนายชัยชนะเข้ามาก่อนหน้านี้ ก็เริ่มรู้สึกคุ้นว่าผู้ชายสองคนนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับคนร้ายที่เธอพบที่คอนโดของผู้กองฐานัตถ์ โดยเฉพาะผู้ชายตัวล่ำๆ ที่มีแผ่นพลาสเตอร์ยาติดอยู่ที่แก้ม ถึงแม้ว่าในคืนนั้น มันจะสวมโม่งปิดบังใบหน้า แต่เธอก็ยังจดจำมันได้ดี เพราะเป็นคนฝากรอยแผลไว้บนใบหน้าของมันด้วยมือของเธอเอง เวนิตาแอบตามชายสองคนนั้นไปที่ห้องรับรองของนายชัยชนะกับพวก แต่ไม่เห็นว่าในห้องนั้นจะมีนาย พลกฤษณ์นั่งรวมอยู่ด้วยก็รู้สึกแปลกใจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD