แพขนตาหนาขยับไหว พยายามสอดส่องตาเรียวเล็กผ่านกระจกใสที่ถูกปิดบังด้วยผ้าม่านสีเทาทึบ แต่ยังโชคดีม่านที่รูดปิดไว้ดันปิดไม่สนิท ทำให้มีช่องโหว่ สามารถมองลอดเข้าไปเห็นคนที่นั่งอยู่ด้านในได้ค่อนข้างชัดเจน
เวนิตาจึง ด้อมๆ มองๆ จากด้านนอกอยู่สักพัก แต่ไม่ทันได้ระวังตัว มีใครบางคนกำลังยืนอยู่ด้านหลัง แล้วจู่ๆ ข้อมือเล็กของเธอก็ถูกคว้าหมับเข้าอย่างจัง ร่างเล็กตกใจสะดุ้งโหยง กับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า
“คุณ!” เวนิตา หันไปมองด้วยความตกใจ เห็นร่างสูงเพรียวของนายพลกฤษณ์ ที่กำลังยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากหยักได้รูปพร้อมส่งเสียงชู่วว์ ออกมาเบากริบ ก่อนจะคว้าข้อมือเล็กของเธอให้ออกไปจากตรงนี้
“นี่คุณคิดจะทำอะไร” พลกฤษณ์ขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างสงสัยในขณะที่เวนิตายังคงยืนนิ่ง ดูท่าทีของเขาอยู่พลางจ้องตาเขม็ง
“ถ้าจะเข้ามาล้วงความลับของคนพวกนั้น มันไม่ได้ง่ายแบบที่คุณคิดหรอกนะเวนิตา” พลกฤษณ์บอก เวนิตาทำหน้างงๆ
"ถ้าคุณกำลังสงสัยในตัวผมอยู่ ผมบอกได้เลยว่าคุณกำลังคิดผิด" พลกฤษณ์พูดออกมาเบาๆ เธอจ้องหน้าเขาและได้แต่นิ่งเงียบ
“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกับคุณ ว่าพวกนั้นคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่” คำพูดของเขา ทำให้เวนิตาเลิกนิ่งแล้วถามกลับไปตรงๆ
“คุณหมายความว่ายังไงคะ” เวนิตาถามอย่างสงสัย พลกฤษณ์หันมาสบตาเรียวเล็กของคนที่อยู่ตรงหน้า
“ที่ผมจัดงานเลี้ยงวันนี้ขึ้นมา ก็เพื่อที่จะดักฟังข้อมูลของพวกเสี่ยชัยว่ากำลังคิดจะทำอะไร แต่มันไม่ง่าย เพราะคนพวกนั้นระวังตัวแจ ผมทำอะไรไม่ได้เลย”
“คุณกำลังสงสัยอะไรคนพวกนั้นคะ” เวนิตาถาม เขามองที่ใบหน้าสวยของเธอตรงๆ ดวงตาเรียวหวานจ้องมองมาที่คนตรงหน้าอย่างเปิดเผยก่อนที่เขาจะถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง
“คุณอยากรู้ใช่ไหม” เวนิตาพยักหน้าตอบรับ
“ใช่ค่ะ”
“งั้นตามมานี่สิ” อุ้งมือหนาของพลกฤษณ์ คว้าข้อมือเรียวเล็กของคนตรงหน้า แล้วพาเข้าไปคุยที่ห้องประชุมขนาดเล็กของโรงแรมอย่างลับๆ โดยมีคนของเขาเฝ้าอยู่ด้านนอกถึงสองคน
“พนักงานของผม ลาออกจากโรงแรมทุกเดือน” เขาบอกพลางยื่นเอกสารใบลาออกให้เธอดู
“ก็เป็นปกติของทุกบริษัทที่จะมีคนเข้าๆ ออกๆ ไม่ใช่เหรอคะ” เวนิตาซักกลับ เขาส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วส่งเอกสารลาออกของคนอื่นๆ ให้เธอดูเพิ่มเติม
“คุณดูนี่สิ! พนักงานของผม ยื่นใบลาออกในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งบางคนเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงเดือน แล้วแต่ละคนก็อายุประมาณ 20-30 ปี” พลกฤษณ์กล่าวพลางเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะประชุม
“คุณจะบอกว่า พนักงานพวกนี้ไม่ได้ลาออกเอง แต่ถูกให้ออกเหรอคะ” ดวงตาเรียวเล็กหันไปจ้องหน้ากับคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาเงยขึ้นหน้าสบตากับเธอ พร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ
“ก็อาจจะเป็นแบบนั้น ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่คิดว่าพวกเขาไม่น่าจะลาออกไปทั้งๆ ที่พึ่งเริ่มงานได้ไม่นาน เพราะสวัสดิการ และการทำงานของที่นี่ ก็ไม่ได้หนักหนาจนอยู่ไม่ได้” นายพลกฤษณ์ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเธอใกล้ๆ แล้วพูดต่อ
“ผมยอมรับว่าที่นี่จะคัดคนเข้าทำงานด้วยรูปร่างและหน้าตาคนที่ลาออกไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นสาวๆ แผนกต้อนรับ ฝ่ายสปา และโอเปอร์เรเตอร์ ที่หน้าตาดี หรือ จัดว่าสวย”
“คุณสงสัยอะไรกันแน่” เธอถามออกไปตรงๆ
“ผมสงสัยว่านายชัยชนะกับพวก จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของพนักงานที่นี่”
"หายตัวไป! ยังไงคะ" เวนิตาถามอย่างข้องใจ
"หลังจากที่มีใบแจ้งลาออกส่วนหนึ่ง ถึงจะเป็นพนักงานใหม่ แต่ก็มีบางกรณีที่ต้องส่งงานต่อให้กับเพื่อนร่วมงาน หลังๆ มาผมสังเกตว่างานไม่เรียบร้อย เลยลองให้คนโทรตาม แต่พนักงานที่ลาออกไปกลับไม่มีใครติดต่อได้ แล้วทุกวันนี้ นอกจากพนักงานหน้าเก่าๆ ที่อยู่ด้วยกันมานาน ผมก็จะเห็นแต่พนักงานใหม่ที่วนเวียนเข้าๆ ออกๆ ได้ไม่เกินเดือน "
“พวกเขาหายไป จำนวนเท่าไหร่คะ”
“เดือนละหนึ่ง หรืออาจจะถึง สองร้อยคน”
“เดี๋ยวก่อนนะ! มากถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วคุณเองก็เป็นเจ้าของที่นี่ ทำไมถึงไม่รู้ว่าพนักงานของตัวเองหายไปไหน!” เวนิตาตกใจพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ผมเป็นเจ้าของโรงแรมและสถานบันเทิงทั้งหมดก็จริง มีโรงแรมที่ต้องบริหารจัดการเป็นสิบๆ สาขาทั่วประเทศ หน้าที่หลักๆ ของผม คือดูแลบริหารงานด้านลูกค้า จัดการเรื่องของประชาสัมพันธ์ สื่อ และกิจกรรมทางด้านการตลาด” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทางซีเรียส เวนิตาเห็นอาการของเขาก็พอจะดูออกว่าคนตรงหน้าเองก็เป็นกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย เธอพยายามปรับอารมณ์ก่อนจะถามกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติ
“คุณจะบอกว่า ในส่วนของการบริหารภายใน การรับคนเข้าทำงาน สวัสดิการ และค่าจ้างทั้งหมดเป็นของนายชัยชนะ หุ้นส่วนของคุณใช่ไหมคะ” เธอถาม
“ใช่ครับ เสี่ยชัยเป็นเพื่อนของคุณพ่อผม และเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของที่นี่ เขาเป็นคนดูแลเกือบจะทั้งหมด ผมเองก็ได้แต่คอยเป็นหุ่นเชิดให้กับเขา” เขาตอบ
“แล้วคุณมาบอกเรื่องนี้กับฉันทำไม” เวนิตาซักกลับ เขามองดูเธออย่างพินิจ แล้วยิ้มออกมาเล็กก่อนตอบ
“ผมคิดว่าคุณน่าจะช่วยได้”
“อะไรนะคะ ฉันน่ะเหรอช่วยได้!” เวนิตาตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของเขา นายพลกฤษณ์เดินเข้ามาใกล้ๆ ร่างบอบบางของคนตรงหน้าที่คอยระวังตัว ขยับถอยเว้นระยะห่างออกมาเล็กๆ คนตัวสูงหยุดยืนอยู่แค่ตรงนั้น เพื่อให้เธอได้มีโอกาสไตร่ตรอง และพิจารณาในคำพูดของเขา
“คุณไม่ใช่แฟนของผู้กองฐานัตถ์ใช่ไหม” เขาถามออกมาตรงๆ เวนิตาทำหน้าไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่ง
“คุณไม่ได้เป็นแฟนหมอนั่นจริงๆ ใช่ไหม” เขาถามย้ำ เวนิตาไม่รู้จะแก้ตัวยังไงรีบบ่ายเบี่ยง
“คุณพูดเรื่องอะไร ฉันกับเขา เรามาด้วยกัน แล้วเราก็เป็นแฟนกัน ก็อย่างที่คุณเห็น ส่วนเรื่องของคุณฉันคงช่วยอะไรไม่ได้” เธอตอบ
“ไม่จริง! ผมไม่เชื่อ” เขาพูดพลางกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ เวนิตาถอยหนี
“ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ไม่มีอะไรที่จะอธิบายแล้วล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” เธอรีบเดินหนีออกไปจากห้อง แต่ถูกเขากักตัวคว้าข้อมือเล็กเอาไว้เสียก่อน
“วีนัส!” พลกฤษณ์เอ่ยเรียกชื่อเธอว่า วีนัส ร่างบางหันขวับกลับไปจ้องหน้าคนตัวโตด้วยความตระหนก
“คุณ!” เธอเอ่ย เขาจ้องหน้าเธอตาเขม็ง
“ความจริงแล้ว คุณคือ” ไม่ทันทีพลกฤษณ์จะได้พูดในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับตัวตนของเวนิตา ผู้กองฐานัตถ์ก็เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาเสียก่อน
ในขณะที่บอดี้การ์ดสองคนที่ เฝ้าหน้าประตูได้แต่ยืนมอง พร้อมกับแสดงสีหน้ากังวล เพราะกลัวว่าจะถูกเจ้านายเล่นงานที่ปล่อยให้ผู้กองฐานัตถ์เข้ามาได้ พลกฤษณ์ไม่พอใจ แต่ยังคงเก็บอาการ และพอจะมองออกว่าลูกน้องของตนคงจะยั้งเขาไว้ไม่อยู่จริงๆ
“ขอโทษครับนาย! " บอดี้การ์ดสองคนก้มหน้ายอมรับความผิด พลกฤษณ์พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ สะบัดมือไล่ลูกน้องให้ออกไปจากห้อง ก่อนจะหันไปมองคนที่พึ่งจะผลักประตูเข้ามา
“ผมมาตามแฟนของผมกลับ” ฐานัตถ์พูดเสียงเรียบ พลกฤษณ์มองแล้วยิ้มหยัน
“แฟนนาย...ไม่พูดมั่วไปหน่อยเหรอ” คนที่ตัวสูงไล่เลี่ยเค้นเสียงเยาะหยัน พลางปรายตามองอย่างดูแคลน
“เว เรากลับกันเถอะ” ฐานัตถ์หันไปหาร่างบอบบางที่ยืนอยู่ข้างๆ นายพลกฤษณ์ แล้วบอกกับเธอด้วยเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยน
เวนิตาที่ไม่อยากจะอยู่ต่อแล้ว เมื่อได้ยินแบบนั้นก็รีบพลุนพลันออกไปจากห้อง แต่ถูกพลกฤษณ์รั้งที่ข้อมือเล็กเอาไว้ สายตาคมกริบของคนที่พึ่งจะเหลือบไปเห็นมือหนาที่กำลังกุมมือของคนตรงหน้าอยู่ เกิดความไม่พอใจ รีบเดินเข้าไปคว้าแขนของเวนิตาอย่างทันควัน
“ปล่อยมือเธอ!” ร่างสูงของผู้กองฐานัตถ์เข้ามาคว้าแขนเล็กของเวนิตาออกไปจากอุ้งมือของนายพลกฤษณ์ แล้วดึงแขนของเธอเบาๆ เพื่อให้ไปกับเขา
“เธอไม่ใช่แฟนนาย!” คำพูดของพลกฤษณ์ทำให้ฐานัตถ์ชะงักงัน แล้วหันกลับมาจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างฉับพลัน ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“ใครบอกคุณ ว่าเวนิตา ไม่ใช่แฟนผม” ร่างสูงของฐานัตถ์ถามคนที่ยืนอยู่ตราหน้า พลางจ้องหน้าเขาอย่างเปิดเผย
“ว่าที่คู่หมั่นของนายพึ่งจะเสียไปเมื่อเดือนก่อน แล้วนายจะมีแฟนใหม่ได้เร็วขนาดนี้ มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ ฉันไม่ได้โง่หรอกนะ” พลกฤษณ์บอกเสียงเฉียบ เวนิตาได้ยินคำพูดที่อาจจะทำให้ผู้กองฐานัตถ์สะเทือนใจก็หันไปมองหน้าเขาอย่างเป็นห่วง แต่ฐานัตถ์กลับไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการใดๆ ออกมาให้เห็น เขายังคงยืนกรานคำเดิม
“คุณคงเข้าใจผิดแล้ว เพราะเวนิตาเป็นแฟนของผม” เขาย้ำด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหนักแน่น ในขณะที่มือแกร่งยังคงกุมอยู่ที่ข้อมือเล็กของเธอ
“ไม่จริง!” พลกฤษณ์ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อ
“ทำไมจะไม่จริง” ผู้กองฐานัตถ์ย้อนถาม
“ก็ฉันบอกนายอยู่นี่ไง ว่ามันไม่จริง นายยังไม่รู้จักตัวตนของเธอเลยด้วยซ้ำ” พลกฤษณ์ย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดูแคลน
“นายแน่ใจเหรอ!” ผู้กองหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ฉันแน่ใจ!” พลกฤษณ์ย้ำเสียงแข็ง ฐานัตถ์ยักไหล่พลางพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาว่า
“ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้” ว่าแล้วฝ่ามือแกร่งของเขา ก็พลันฉุดร่างของเวนิตาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เข้ามาประชิด แล้วจัดแจงช้อนลำคอระหงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยื่นคางเรียวเข้าไปประทับริมฝีปากนุ่มอย่างแผ่วเบา เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของต่อหน้าต่อตาของนายพลกฤษณ์ ให้ได้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่า ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคนรักของเขาจริงๆ พลกฤษณ์กำมือแน่นด้วยความโกรธกับสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า
!!! ร่างบอบบางของเวนิตา ที่ถูกจู่โจมเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว ถึงกับอ่อนระทวยจนแทบจะพยุงร่างของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ แพขนตาหนากระเพื่อมไหว ดวงตาใสเบิกโพลงด้วยความตระหนกกับสัมผัสที่อ่อนละมุนและนุ่มนวลของอีกฝ่าย เป็นสัมผัสแรกที่กำลังจะถูกตราตรึงไปชั่วชีวิต
ร่างสูงผ่อนลมหายใจแผ่วเบาผ่านเรียวปากอันแสนอบอุ่นที่หวานละมุนละไมไร้ซึ่งกลิ่น แต่อบอวลไปด้วยความหอมที่เย้ายวนสู่ริมฝีปากบางนุ่ม จนรับรู้ได้ว่า นี่คงจะเป็น จูบแรก ของทั้งเขาและเธอ เพราะในตอนนี้ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่มีการตอบสนองกับการสัมผัสของเขาแต่อย่างใด ทำให้ร่างสูงรู้สึกขัดใจอยู่ไม่น้อย
ปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาหยอกเย้ากับใบหน้าแสนสวยที่เฝ้าหวงแหนริมฝีปากบริสุทธิ์เอาไว้อย่างไร้ซึ่งมลทิน กำลังถูกเรียวปากอบอุ่นค่อยๆ ตักตวงความหอม หวานละมุน รุกล้ำ จับจองเป็นเจ้าของอย่างไม่ยอมลดละ
ดวงตาเรียวคมกริบชำเลืองหางตามองไปที่ร่างของนายพลกฤษณ์ที่ยังคงยืนมองดูอยู่อย่างไม่เชื่อสายตา มือแกร่งข้างหนึ่งของฐานัตถ์ ค่อยๆ ลดลง ขยับเลื่อนมาสัมผัสที่เอวคอดบางกิ่ว พร้อมกับโอบรั้งร่างนุ่มของเธอเข้าหาตัวเพื่อกระชับรอยจูบของเขาให้แนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ท่ามกลางสายตาของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ร่างบอบบางค่อยๆ หลับตาพริ้มลงอย่างช้าๆ รับสัมผัสที่แผ่วเบา จนเริ่มรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ร้อนระอุไปทั้งตัว เมื่อริมฝีปากอุ่นจัด รุกล้ำเข้ามาสัมผัสกับริมฝีปากบางของเธออย่างดุดัน
ร่างสูงค่อยๆ กดริมฝีปากลง เพิ่มแรงบดเคล้า สลับบนล่างอย่างดูดดื่มพร้อมกับกอดประคองร่างที่ดูไร้เรี่ยวแรงของเธอ เพราะรสจูบของเขา
"อื้อ~" ร่างบางยังคงหลับตาพริ้มเผลอส่งเสียงครวญครางที่ฟังดูอู้อี้อยู่ในลำคอ ก่อนที่มือบอบบางของเธอจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาแตะที่เอวหนาของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางของเธอเผยอขึ้นรับรสจูบอันแสนหวานของเขากลับไปอย่างรู้ตัว สัมผัสแผ่วเบาราวกันขนนกในอากาศที่ส่งผ่านมากับลมอุ่นๆ บางเบา แต่นุ่มนวลและอ่อนโยนของเขาทำให้เธอรู้สึกหวาบหวามไว้ถึงขั้วหัวใจ ร่างระหงไม่ปิดกั้นสัมผัสนั้นอีกต่อไป เพื่อจดจำช่วงเวลาที่ดีที่สุดนี้ไว้ แม้จะเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้นก็ตาม
ร่างสูงเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายเอง มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาในจังหวะที่ดีขึ้น ยิ่งขบเม้มลงบนเรียวปากหวานทั่วทุกอณู ส่วนนายพลกฤษณ์ที่เห็นแบบนั้น ก็รู้สึกหัวเสีย ปล่อยลมหายใจทิ้งออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาจากห้อง ทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพังเพียงแค่สองคน