6 | ถูกปองร้าย

2701 Words
ร่างบอบบางของเวนิตา ถูกมือแข็งแกร่งราวกับท่อนเหล็กลากตัวพาเข้ามาภายในห้อง ฐานัตถ์กึ่งลากกึ่งจูงข้อมือเล็กของเธอ ก่อนจะจัดแจงใส่กุญแจมือที่แขนข้างหนึ่งให้เสร็จสรรพ “นี่คุณทำอะไร จะทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ” คนตัวสูงกว่าไม่ฟังจัดการถอดทั้งหมวกและแว่นตาของเธอออก เผยให้เห็นใบหน้าชัดๆ อย่างเต็มตา “นี่คุณอยู่เฉยๆ เถอะน่า!” เขาบอกเสียงเข้ม ขณะที่อีกฝ่ายพยายามดิ้นรน ทว่าเขากลับได้เห็นใบหน้าของเธอแบบชัดๆ และพบว่าอีกฝ่ายมีใบหน้าที่สะสวยอยู่มิใช่น้อย แต่เขาก็ไม่หลวมตัวหลงเสน่ห์ผู้ต้องสงสัยเช่นเธอแบบง่ายๆ อย่างแน่นอน “คุณก็ไขกุญแจมือออกให้ฉันก่อนสิ” แววตาใสซื่อดูไร้พิษสงต่อรองแต่ทว่ากลับไม่เป็นผล เขาหัวเราะหึหึในลำคอแล้วว่า “ไขกุญแจเหรอ! นี่ผมจับคุณส่งตำรวจตอนนี้ยังได้เลยนะ ข้อหาบุกรุก!” คนตัวโตกว่าออกปากขู่ ใบหน้าเนียนไร้เครื่องสำอางถึงกับเงียบกริบ “เอ๊ะ! ว่าแต่เมื่อกี้...คุณเรียกผมว่าอะไรนะ” ใบหน้าเรียวเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาภายในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเอ่ยถาม “เอ่อ...ฉัน” หญิงสาวได้แต่อ้ำอึ้ง! “คุณเรียกผมว่าผู้กอง รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นตำรวจ” เขาซักกลับ ขณะที่จ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ส่วนมืออีกข้างยังคงถือกุญแจมือข้างที่ล็อกข้อมือบางของอีกฝ่ายเอาไว้ “ก็...ฉันได้ยินลูกน้องของคุณเรียก” เธอแสร้งตอบออกมาแบบส่งๆ ทว่าเขากลับไม่เชื่อ “ลูกน้องผม! ไม่มีใครเรียกผมว่าผู้กอง นอกจากเรียกผมว่า หัวหน้า!” เธออึ้ง! หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น แล้วจึงได้แต่นิ่งเงียบไปเสียเฉยๆ ไม่รู้จะตอบออกไปยังไง “คุณรู้...ว่าผมเป็นใคร เพราะคุณแอบสะกดรอยตามผมไปถึงพัทยา คุณตามผมมานานแค่ไหน คิดว่าผมไม่รู้เหรอ คุณต้องการอะไรกันแน่!” เธออ้ำอึ้ง ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง “ฉะ ฉันเปล่า!” เขาหันกลับมาจ้องหน้าพร้อมกับชูเมมโมรี่การ์ดที่ถืออยู่ในมือ ให้เธอเห็นชัดๆ “งั้นเรามาดูกัน ในนี้น่าจะมีหลักฐานสำคัญซ่อนอยู่ ไม่งั้นคุณคงไม่ออกอาการพิรุธ จนผมจับได้หรอก” มือแกร่งจัดการลากแขนของเธอ แล้วนำกุญแจมืออีกข้างหนึ่งล็อกไว้กับราวบันไดทางขึ้นไปบนชั้นสอง “นี่คุณปล่อยฉันเถอะนะ ฉันไม่ได้สะกดรอยตามคุณจริงๆ เชื่อฉันเถอะ” เธอยังคงให้การปฏิเสธ แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะยอมเชื่อ เพราะเขาพบพิรุธอยู่เต็มไปหมด “ผู้ร้ายปากแข็งอย่างคุณ ถ้าไม่จนมุมต่อหลักฐาน มีเหรอจะยอมรับสารภาพ” เขาบอกเสียงเข้ม เวนิตาได้ยินก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่รู้จะสรรหาคำให้มาอธิบายดี “โธ่ผู้กอง!!” เธอตัดพ้อ “ไม่ต้องมาเรียกผมว่าผู้กอง” เขารีบแย้งน้ำเสียงขึงขังขึ้นกว่าเดิม “แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ” เธอย้อนถามกลับไป “ผมชื่อฐา...แต่ความจริง คุณน่าจะรู้กระทั่งชื่อและนามสกุลของผมด้วยซ้ำนะ คงไม่จำเป็นที่จะต้องมาเสียเวลาแนะนำแล้วล่ะมั้ง...จริงมั้ย” เขาย้อนถาม ก่อนจะเดินกลับไปที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเสียบเมมโมรี่การ์ดเข้ากับตัวเครื่อง ใบหน้าเรียวอันหล่อเหลา หันกลับมาจ้องหน้าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า พลางหรี่ตาลงเพื่อสำรวจใบหน้าของเธอชัดๆ ว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือไม่ “คุณปล่อยฉันไปเถอะนะ ขอร้องล่ะ!” เวนิตาอ้อนวอนพร้อมขยับข้อมือเรียวเล็กที่ถูกจองจำด้วยกุญแจมือแล้วเคาะให้เกิดเสียงดังรบกวน ให้อีกฝ่ายเกิดความรำคาญ แต่มันไม่เป็นผลสำหรับคนอย่างผู้กองฐานัตถ์ เพราะเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นอย่างดี รวมถึงเสียงเอะอะโวยวายของผู้ต้องหาที่เคยจับกุมมาหลายต่อหลายคน ก็มักจะมีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรจากเธอในตอนนี้ จนเขาเกิดความเคยชินไปเสียแล้ว “อยากทำอะไรเชิญเลย ถ้าไม่กลัวว่าข้อมือสวยๆ ของคุณมันจะเป็นรอยช้ำ” เขาท้าทาย เวนิตาเคาะต่อไปอีกสองสามทีแล้วจึงยอมหยุด เขากระตุกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับไปมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่เปิดอยู่ตรงหน้า เมมโมรี่การ์ดยังคงใช้งานได้ เขาเปิดเข้าไปที่ข้อมูลรูปภาพที่เธอถ่ายไว้ เล่นเอาเวนิตาส่งเสียงห้ามปรามออกมาอย่างทันควัน “อย่าเปิดค่ะ ผู้กอง!” ร่างบางหมดคำแก้ตัว ทันทีเมื่อเขาเห็นภาพถ่ายที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลของเธอในเวลานั้น “นี่มัน!!” คนตัวสูงหันขวับมาจ้องตาเขม็งใส่ ร่างบางทำหน้าไม่ถูกไม่รู้ว่าควรจะเขินหรืออาย แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นทั้งสองอย่างที่ว่ามา เมื่ออีกฝ่ายถามกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน “คุณแอบถ่ายรูปผมกับลดาไปทำไม” เขาเองก็แทบที่จะไม่เชื่อสายตา ลุกขึ้นมาหาเธอแล้วถามย้ำ “คุณทำแบบนี้ทำไม แอบตามผมกับลดามานานแค่ไหนแล้ว!” คนตัวโตกว่าเดินเข้ามาถามเสียงแข็ง เวนิตาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจกลัว เพราะดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะไม่พอใจและโกรธเธอเอามากๆ “คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ” เธอปราม แต่เขากลับไม่สนใจ “จะให้ผมใจเย็นเหรอ ที่อยู่ๆ ก็ถูกคนบ้า หรือคนโรคจิตแอบตามถ่ายรูปของตัวเอง ของแฟน ไม่รู้ว่านานแค่ไหน คุณเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่” เขามองเธออย่างดูแคลน ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอคือพวกโรคจิต หรือเป็นสายให้กับคนร้ายถึงได้ตามสะกดรอยเขากับลดา หรือ เพื่ออะไรบางอย่าง เวนิตาเสียใจมากที่ถูกอีกฝ่ายคิดอย่างงั้น เพราะตลอดเวลาที่เธอตามถ่ายภาพของเขา เพียงเพราะแค่ต้องการที่จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ชายที่เป็นเสมือนไอดอลของเธอ ในฐานะที่เขาเคยเป็นพี่เลี้ยงสอนกีฬาเทควันโด เมื่อสมัยที่เธอยังเรียนอยู่ ฐานัตถ์และเพื่อนๆ เป็นตัวแทนจากสถาบันสอนการต่อสู้มาสอนการต่อสู้ให้เธอและเพื่อนๆ ในชั้นเรียน แต่เขาคงจะจำเธอไม่ได้ เธอคือยัยแว่นที่ไม่เอาไหน ต่อสู้ไม่เก่งจนคะแนนวิชาพละได้แค่เกรด 1 แถมตอนฝึก เธอยังเผลอใส่แว่นสายตาจนถูกเขาทำ Round Kick ใส่แว่นเกือบแตกมาแล้ว ซึ่งเขาเป็นคนเดียวที่ยอมสอนยัยแว่นที่ไม่เอาไหน จนคะแนนของเธอเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ “ผมจะจัดการกับคุณยังไงดี” เขาเดินเข้ามาถามใกล้ๆ เธอสบตากับเขาอย่างเปิดเผย ไม่อายที่จะพูดออกไปแบบตรงๆ “คุณจะจับฉันส่งตำรวจก็ได้นะคะ” เธอท้าทาย “คุณทำไปทำไม ผมต้องการรู้แค่นี้!!” เขาย้อนถาม ร่างบางไม่ตอบได้แต่นิ่งเงียบ “ในเมื่อคุณไม่บอก ผมก็จำเป็นที่จะต้องส่งคุณให้กับตำรวจ” ร่างสูงเดินมาไขกุญแจมือข้างที่ติดอยู่กับราวบันได เวนิตาเริ่มที่จะไม่อยากไปที่โรงพักอย่างที่เขาต้องการกระชากแขนกลับจนข้อมือเป็นรอยแดง “คุณ...อย่าทำแบบนี้เลย ฉันยอมบอกแล้วก็ได้” เขาจ้องหน้าสบตากับเธอ “งั้นก็ว่ามา” ร่างสูงยืนจ้องหน้ารอฟังคำตอบ “คือฉัน...เอ่อคือ ฉัน...” เธออ้ำอึ้ง เขายังคงจ้องหน้าเธอแบบไม่ยอมลดละ แต่ไม่ทันที่เขาจะได้รับคำตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน เขากดรับ “ว่าไงหมู่!” “หัวหน้าครับ มีงานด่วน! ท่านผู้กำกับเรียกให้เข้ามาที่หน่วยเดี๋ยวนี้เลยครับ” “เดี๋ยวนี้เลยเหรอหมู่” “ใช่ครับหัวหน้า” เมื่อวางสายสนทนา หน้าเรียวหันมาหาร่างบางที่ยืนจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยสายตาวิงวอนรอให้เขายอมใจอ่อนปล่อยเธอไปอย่างง่ายๆ “ผมมีงานด่วน ส่วนคุณอยู่ที่นี่ ผมจะรีบกลับมาเคลียร์” “ว่าไงนะ! นี่คุณจะทิ้งฉันไว้ที่นี่งั้นเหรอ” เขาไม่ตอบ แต่พาตัวเธอขึ้นไปที่ห้องชั้นสองแล้วล็อกกุญแจมืออีกข้างของเธอติดกับราวเหล็กข้างเตียง “คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ คุณทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้ไม่ได้!!” เสียงหวานร้องห้าม แต่เขาไม่สนใจเดินลงมาจากชั้นสองทิ้งให้เสียงของเธอตามไล่หลังมาติดๆ ก่อนที่เขาจะเปิดประตูออกไปจากห้อง “นี่คุณ...คุณจะทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ กลับมาก่อนผู้กอง!” มือบางขยับแขนเคาะกุญแจมือให้เกิดเสียงเพื่อเรียกให้เขากลับมา แต่มันไม่ได้ผล เธอทำได้แค่รอคอยเขาอยู่ภายในห้องนี้ราวกับลูกแมวเชื่องๆ เท่านั้น ขณะที่ร่างสูงรีบลงมาที่ลานจอดรถ เขาต้องพบกับความผิดปกติ เมื่อบริเวณด้านล่างไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหมือนกับทุกครั้ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง มือแกร่งกดรับสาย “ว่าไงหมู่ ผมกำลังรีบไป” “หัวหน้าครับ ตอนนี้หัวหน้าอยู่ที่คอนโดหรือเปล่าครับ” “ใช่ ผมอยู่ที่ลานจอดรถ มีอะไรเหรอหมู่” “คือสายของเราแจ้งมาว่า มีคนแอบสะกดรอยตามหัวหน้าอยู่” หมู่จินยังไม่ทันพูดจบ ฐานัตถ์ก็เริ่มอ๋อ เพราะเขาจับแม่สาวตัวแสบนั่นได้แล้ว “ผมรู้แล้วล่ะหมู่” “หัวหน้ารู้แล้วเหรอครับ รู้ได้ยังไงครับว่ามันแอบตามไปที่คอนโด พร้อมลงมือจัดการหัวหน้าคืนนี้ พวกมันมีราวๆ สามคน” “ว่าไงนะหมู่!” “ช่วยด้วย...” น้ำเสียงแหบแห้งของชายคนหนึ่งร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือมาจากท้ายป้อมยาม ร่างสูงรีบวิ่งไปดู เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยนอนบาดเจ็บอยู่ที่พื้นถนน “นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ร่างสูงเข้าไปพยุงร่างพลางถาม “มีคนบุกรุกเข้ามาในคอนโดครับ ผู้กอง!” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวพูดจบก่อนจะหมดสติไป “ไม่ได้การแล้วหมู่...ตามกำลังเสริมมาที่คอนโดผมด่วนเลย มีคนอยู่ในห้องผม ตอนนี้เธอกำลังเป็นอันตราย ผมต้องรีบกลับขึ้นไปช่วยเธอเดี๋ยวนี้” ผู้กองหนุ่มยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูบอกกับหมู่จินที่ยังคงถือสายรออยู่ “แต่คนพวกนั้นมันจ้องจะเล่นงานหัวหน้านะครับ” “แต่ผมก็ปล่อยให้ ผู้หญิงที่อยู่ในห้องมารับเคราะห์แทนตัวเองไม่ได้” “ถ้างั้นผมกับทีมจะรีบไปที่คอนโดเดี๋ยวนี้เลยครับ” “ดีหมู่!!” พูดจบเขาก็ตัดสายทิ้งไป มือหนึ่งก็ควานหาอาวุธคู่กาย แต่กลับไม่พบ นึกได้ว่าเขาเก็บมันไว้ในลิ้นชักข้างเตียง พอนึกขึ้นได้อย่างนั้น ก็ยิ่งเป็นห่วงคนที่อยู่ภายในห้อง รีบปรี่ไปที่ลิฟต์ แต่ลิฟต์ตัวที่เขาพึ่งจะลงมานั้น ดันเกิดมาเสียใช้การไม่ได้เอาเสียดื้อๆ เขารีบวิ่งขึ้นไปบนบันไดตามทางหนีไฟเพื่อกลับขึ้นไปที่ชั้น 18 รอตลบหลังพวกมันอีกทางหนึ่ง “ไอ้พวกบ้า อย่าพึ่งทำอะไรนะ!” เขาสบถออกมาขาก็วิ่งก้าวขึ้นบันไดอย่างไม่รั้งรอ ร่างบอบบางที่ถูกล็อกกุญแจมืออยู่ข้างเตียงภายในห้องชั้นสอง ไม่รู้จะทำอะไรได้แต่นั่งรอคนใจร้ายที่ขังเธอไว้อยู่ตรงนี้กลับมา เธอหันไปเห็นรูปถ่ายที่ตั้งอยู่ข้างเตียงของลดา ก็อดนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ “คุณลดา ฉันขอโทษที่ช่วยคุณไว้ไม่ได้ ถ้าฉันรู้ว่าใครฆ่าคุณ ฉันจะเอาตัวมันมาลงโทษให้ถึงที่สุด” เธอพูดออกมาเบาๆ ก่อนมีเสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น ร่างบางชะเง้อคอออกไปมองที่ประตูหน้าห้องนอนชั้นสอง ชายฉกรรจ์สามคนสวมโม่งปกปิดใบหน้าค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาพลางมองหาตัวของผู้กองฐานัตถ์และคิดว่าเขาน่าจะอยู่ในนี้ เพราะแสงไฟภายในห้องถูกเปิดอยู่ เวนิตาได้แต่นิ่งเงียบ เพราะไม่อยากส่งเสียงดังกลัวว่าคนที่เข้ามาจะอารมณ์เสียใส่เธอ แล้วพาลไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าภัยร้ายกำลังมาถึงตัวเอง หนึ่งในคนร้ายค่อยๆ เดินขึ้นมาชั้นบน เห็นร่างบางยืนอยู่ข้างเตียงมืออีกข้างหนึ่งถูกล็อกด้วยกุญแจมืออยู่ มันจ่อปืนเล็งมาที่ร่างของเธอ “แกเป็นใคร!” ร่างบางถามขึ้นมาเสียงแข็ง ทำให้ชายฉกรรจ์อีกสองคนที่เหลือได้ยินแล้วตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เวนิตาตกใจทันทีเมื่อได้เห็นคนร้ายถึงสามคน แถมยังปกปิดใบหน้าและพกพาอาวุธปืนเข้ามาด้วย “ไอ้ผู้กองมันหายไปไหนวะ!” หนึ่งในคนร้ายพูดออกมา ส่วนอีกสองคนสอดส่ายสายตามองหาไปทั่วบริเวณห้อง “ไอ้ผู้กองมันไม่อยู่ แต่ดันทิ้งสาวสวยไว้ที่นี่ว่ะ” คนพวกนั้นหันไปหัวเราะอย่างได้ใจ “พวกแกเป็นใคร!” เวนิตาถามอีกครั้ง หนึ่งในนั้นเข้ามากระชากแขนของเธอแล้วพูดใส่หน้า “เป็นใครก็ช่าง แต่อีกเดี๋ยวก็จะกลายเป็นผัวของเธอแล้วไงจ๊ะคนสวย” “ไอ้บ้า!!” ขาเรียวยกเท้าขึ้นเตะตวัดไปที่ต้นคอของคนที่พึ่งพล่ามคำหยาบออกมาอย่างหนักหน่วง จนสลบเหมือดคาพื้น “มือหนักตีนหนักอย่างเนี่ยพี่ชอบ” คนร้ายอีกสองคนที่เหลือเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาล็อกตัวเธอไว้ ร่างบางพยายามขยับตัวหนี เรียวแขนอีกข้างที่ไม่ได้ถูกจองจำไว้กับกุญแจมือกำหมัดไว้แน่นแล้วชกเข้าไปบนใบหน้าของชายผิวคล้ำ ที่ปรี่เข้ามาล็อกคอเธออย่างหนักหน่วง พลั่ก! กำปั้นหนักซัดเข้าที่ใบหน้าคนร้ายจนหน้าหัน มันถึงกับโกรธจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม “นังนี่...มันฤทธิ์เยอะฉิบหายเลยว่ะ” ผัวะ!!! คนตัวล่ำอีกคน ตบเข้าที่หน้าใสพร้อมกับต่อยไปที่หน้าท้องราบของเธอจนตัวงอ ขาเรียวเล็กไม่ยอมยกขึ้นถีบคนตรงหน้าแต่ไม่โดน มันหลบแล้วเข้ามาจับศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับผนังห้อง จนศีรษะแตกมีเลือดไหลซึมออกมา “โอ๊ะ...โอย...ไอ้พวกชั่ว!!” เวนิตาเสียงแผ่วหลังจากที่ศีรษะถูกจับกระแทกมือบางควานหากรอบรูปที่เป็นกระจก ซึ่งวางอยู่บนตู้ข้างเตียงขึ้นมาฟาดเข้าที่ใบหน้าไอ้คนตัวล่ำที่อยู่ตรงหน้าอย่างจัง เกิดเป็นแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้า พลั่ก! โพละ! เพล้ง! มันโมโหมากถีบตู้ข้างเตียงจนล้มลงข้าวของกระจัดกระจาย ปืนพกสั้นที่ผู้กองฐานัตถ์เก็บไว้ในนั้นกระเด็นตกลงไปที่พื้น เรือนร่างบางหันไปเห็นอาวุธปืนตกอยู่ ก็รีบเอื้อมมือไปคว้า แต่ถูกกุญแจมือที่ล็อกอยู่เหนี่ยวรั้งเอาไว้ทำให้เอื้อมมือออกไปไม่ถึง ถูกชายผิวคล้ำที่อยู่ใกล้ๆ เตะปืนทิ้ง! ก่อนที่มันจะเดินเข้ามาผลักร่างของเธอให้ล้มลงไปที่เตียง เวนิตาไม่รอช้าถีบเข้าไปที่ชายโครงของมันจนกระเด็นหงายท้องล้มไปกองกับพื้น ไม่ทันได้หายใจหายคอ เวนิตารีบลุกพรวดขึ้นมาพร้อมรับมือกับชายอีกคนที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ เวนิตากว่าทำอะไรไม่ได้มาก เพราะแขนของเธอถูกกุญแจมือพันธนาการไว้กับราวเตียง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD