“แม่ขอโทษนะตาฐา แม่ลืมไปว่าเราไม่ควรที่จะพูดเรื่องนี้กัน” รุจีเอื้อมมือไปกุมมือลูกชายพลางบีบเบาๆ สีหน้าของเขาเริ่มกลับเป็นปกติ เมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็นแม่ไม่เคี่ยวเข็ญ หรือ กดดันเขาในเรื่องนี้จนเกินไป
“ครับแม่...ขอเวลาผมหน่อยนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ รุจียิ้มตอบ แต่ในใจก็อดสงสารและเห็นใจลูกชายไม่ได้ที่ต้องพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้
“จ้ะ...ถ้าลูกรักใคร แม่ก็จะรักด้วย” รุจีบอกกับลูกชาย เขายิ้มรับ
“ขอบคุณนะครับแม่ ที่เข้าใจผม”
“ว่ายังไงสองแม่ลูก! นินทาอะไรฉันอยู่หรือเปล่า” เสียงของคุณหญิงสมร คุณป้าฝีปากร้ายแต่ใจดีของผู้กองหนุ่มดังขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะโผล่เข้ามาในห้องรับแขก
“สวัสดีครับคุณป้า” ร่างสูงลุกขึ้นโผเข้าไปกอดร่างชราของผู้เป็นป้าแท้ๆ ของเขาอย่างอบอุ่น
“หายไปซะนานเลยนะ” คุณหญิงสมรออกอาการน้อยใจ
“ขอโทษครับคุณป้า พอดีงานยุ่งๆ หาเวลามาไม่ได้จริงๆ ครับ” คนตัวสูงก้มหน้าบอก สมรทำหน้านิ่ว ก่อนจะเผยยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ
“ดูก็รู้ว่างานยุ่งมากแค่ไหน เห็นไหมแม่รุจีลูกชายของหล่อน ผอมลงไปตั้งเยอะ มีกับข้าวอะไรบ้างเที่ยงนี้รีบๆ ไปยกมาเลยจะได้ให้หลานชายฉันกินเยอะๆ ไปสิแม่รุจี” สมรกล่าวเสียงดัง รุจีละล่ำละลักรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ค่ะๆ คุณพี่ เดี๋ยวจะรีบไปตั้งโต๊ะให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ผู้กองฐานัตถ์ยิ้มบางๆ มองตามผู้เป็นมารดาก่อนจะช่วยประคองสมรมานั่งคุยต่อที่โซฟารับแขก
“ผอมไปเยอะเลยนะเรา แล้วผมเผ้าเนี่ยไม่คิดจะตัดบ้างเหรอ มันเริ่มยาวมากแล้วนะ เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้เขาจะคิดว่ายัยรุจีมีลูกสาวไม่ใช่ลูกชาย ขายไม่ออกกันพอดี” คุณหญิงสมรมองเห็นผมของหลานชายที่ยาวจนมัดได้ราวกับผมของผู้หญิง จึงเอ่ยปากติง เพราะกลัวว่าหลานชายจะไม่หล่อไม่แมนเหมือนลูกชายบ้านอื่น
“คุณป้าครับ ผมทรงนี้ผมว่าดีแล้วนะครับ เวลาปลอมตัวไปสืบคดีเนี่ย เขาจะได้ไม่รู้ไงครับว่าผมมาจากที่ไหน”
“อ้าวเหรอ! ป้าก็คิดว่าต้องตัดสั้นๆ จะได้เท่ๆ แบบพ่อเจมส์บอนด์อะไรนั่น ไม่ต้องตัดให้มันสั้นหรอกเหรอ” คนเป็นป้าถามใบหน้าสงสัย
“ไม่ต้องครับ แบบนี้ดีแล้ว...อืม ว่าแต่คุณป้าไปซื้อผลไม้ ได้อะไรกลับมาบ้างครับ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ พอดีว่าป้าอยากดื่มน้ำผลไม้ปั่น ก็เลยออกไปซื้อพวกสับปะรด กีวี สตรอว์เบอร์รีว่าจะให้แม่สายเขาทำไว้ให้ดื่มช่วงบ่ายๆ จะให้ใครไปซื้อให้ก็กลัวว่าจะได้ของมาไม่ถูกใจ”
“ครับคุณป้า...พูดถึงน้ำกี่วี่ปั่น ผมเองก็ไม่ได้ดื่มฝีมือของคุณป้านานแล้วนะครับเนี่ย”
“งั้นดีเลย เดี๋ยวป้าลงมือปั่นให้เองเลยดีไหม”
“ดีครับคุณป้า ขอบคุณมากครับ รักคุณป้าที่สุดเลยครับ” หลานชายยิ้มอ้อน คนเป็นป้ายิ้มตอบอย่างอบอุ่น
“แล้วนี่เอารถไปจอดไว้ไหนซะล่ะ ป้าไม่เห็นรถของฐาที่หน้าบ้านเลยนะ”
“อ๋อ ป้าสายให้เข้มเอาไปจอดไว้ที่โรงรถด้านหลังแล้วล่ะครับ" ผู้กองฐานัตถ์ตอบผู้เป็นป้า
“พ่อฐาเนี่ยก็จริงๆ เลย คุณลุงซื้อรถให้เป็นของขวัญตั้งแต่ตอนเข้าไปทำงานใหม่ๆ ดูซิ...จนป่านนี้พึ่งจะยอมเอาไปใช้” คุณหญิงสมรกล่าว หลังจากที่เอ่ยปากบ่นว่าหลานชายไม่ยอมใช้รถยนต์ยี่ห้อ BMW สีขาว Z4 Roadster sDrive 2.3i (E89) ที่ราคาสุดจะแพงแสนแพงอย่างที่ตนตั้งใจไว้
“โถ่คุณป้าครับ ก็ผมคิดว่ามันไม่ค่อยจำเป็นนี่ครับ จริงๆ แค่ขับไปทำงานเฉยๆ ผมใช้รถอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นรถหรูๆ ราคาแพงๆ ก็ใช้ได้เหมือนๆ กันนะครับ” สมรพยักหน้าแล้วหันมายิ้มให้อย่างเอ็นดู
“แค่ตอนนี้ฐาเอาไปใช้ ก็สมกับเจตนารมณ์ที่คุณลุงท่านให้ไว้แล้วล่ะจ้ะ”
“ขอบคุณครับคุณป้า” คุณหญิงสมรพูดก่อนจะพาเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างทันควัน จนหลานชายที่นั่งพูดคุยอยู่ด้วยนั้นตั้งตัวแทบไม่ติด
“จริงสิพ่อฐา…เมื่อไหร่เราจะมีหลานให้ป้ากับแม่รุจีอุ้มซักทีล่ะ ปีนี้ก็จะปาเข้าไป 30 แล้วไม่ใช่เหรอ” หลานชายถูกยิงคำถามเดิมก็ไม่รู้จะทำยังไงได้แต่ยิ้มออกมาเล็กๆ
“เมื่อกี้คุณหญิงรุจี ท่านก็พึ่งจะถามผมไปเองนะครับคุณป้า” ผู้กองฐานัตถ์ไม่อยากตอบคำถามเดิมซ้ำๆ พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ
“อ้าว… นี่แม่รุจีชิงถามตัดหน้าฉันไปอีกแล้วเหรอเนี่ย”
“ครับคุณป้า” ใบหน้าเรียวฉีกยิ้มอ่อนๆ
“แล้วเราล่ะว่าไง อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ”
“หมายถึงอายุของผม...” คนเป็นหลานเว้นวรรค เลยโดนคุณป้าเอ็ดซะเสียงดังยกใหญ่
“เอ๊ะ! เจ้าหลานคนนี้ อายุฉันกับแม่รุจีน่ะสิ ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ทันอุ้มหลานกะเขาไหม” สมรกล่าวเสียงดัง หลานชายหัวเราะออกมาเล็กๆ พลางตอบ
“ทันสิครับคุณป้า แต่ต้องรอหน่อยนะครับ เพราะว่า...คงจะไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอนครับ” ผู้กองฐานัตถ์บอกพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
“เอางี้ไหม ลูกสาวเพื่อนแม่เราน่ะก็มีแต่สวยๆ กันทั้งนั้น แถมมีการมีงานดีๆ ทำ ฐานะการเงินก็พอๆ กับทางเรา ป้าว่าให้แม่เขาพามาดูตัวดีไหมล่ะพ่อฐา” สมรพูดทีเล่นทีจริงหยั่งเชิงพ่อหลานชาย เขารีบปฏิเสธ
“อย่าดีกว่าครับ สาวๆ สมัยนี้ เขาไม่ยอมให้จับคลุมถุงชนกันง่ายๆ แบบสมัยก่อนกันแล้วนะครับคุณป้า”
"ทำไมล่ะ หลานชายป้าออกจะดูดี หน้าที่การงานก็ไม่ได้น้อยหน้าใครๆ จะเสียก็แต่” สมรไม่พูดต่อชม้อยชม้ายชายตาแกล้งเย้าแหย่หลานชายเล่น ผู้กองฐานัตถ์อยากรู้จึงลองเชิงถาม
“แต่อะไรครับคุณป้า”
“ยังหาแฟนเป็นตัวเป็นตนแบบคนอื่นไม่ได้ซะทีน่ะสิ นี่ถ้าหาเองไม่ได้จริงๆ นะ ป้าจะเป็นคนหาให้ ตกลงไหม!” สมรถามแกมข่มขู่ หลานชายทำหน้าไม่ถูกได้แต่ยิ้ม กลุ้มอกกลุ้มใจกับเรื่องเดิมๆ ที่คุณป้าและคุณแม่มักจะพูดกรอกหูทุกครั้งที่เขามาที่นี่
“ได้ยินไหมพ่อฐา!” สมรถามย้ำ ในขณะที่ผู้กองฐานัตถ์ยังคงนั่งนิ่ง อยากจะเอาหูทวนลมเสียนี่กระไร
“ไม่พูดไม่ตอบ แปลว่าตกลงใช่ไหม” สมรจ้องหน้าหลานชายอย่างเดาๆ
“เอ่อ… คุณป้าครับ คือผม” หลานชายทำท่าจะค้าน แต่ไม่ทันได้อ้าปาก คนที่เตรียมอาหารมื้อเที่ยงก็เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณพี่คะ อาหารตั้งที่โต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ”
“อะไรกันแม่รุจี! ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังคุยกันอยู่ เธอนี่บทจะเข้ามา ก็มาช่วงตอนจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มพอดี ให้มันได้อย่างนี้สิ” สมรบ่นเสร็จก็หันมาหาหลานชายที่ได้แต่นั่งกุมขมับ ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี
“ไปสิพ่อฐา มานั่งอยู่ได้ แม่รุจีเขาตั้งโต๊ะแล้ว ไปกินข้าวเร็ว”
“ครับคุณป้า เดี๋ยวผมพาไปครับ คุณป้าเดินดีๆ นะครับ” ร่างสูงได้โอกาส รีบลุกขึ้นมาประคองคนเป็นป้าพาไปที่โต๊ะอาหาร ถ้าขืนนั่งนานกว่านี้มีหวังคุณป้าคงจะได้ประเคนสาวๆ มาให้เลือกจนได้แต่งงานแต่งการเป็นเรื่องเป็นราวในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
หลังจากรับประทานมื้อกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฐานัตถ์ก็ปลีกตัวขอออกมาเดินเล่นที่ชายหาดบริเวณใกล้ๆ กับบ้านพักตากอากาศ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ติดกับหาดทิวทัศน์สวยงามสมกับฐานะของคุณลุงที่เป็นถึงอดีตที่ปรึกษาระดับสูงในวัยเกษียณให้กับนักการทูตและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ก่อนที่ท่านจะจากไปด้วยวัยชราเมื่อหลายปีก่อน
ร่างกำยำสูงใหญ่ยืนทอดสายตาออกไปในทะเล มองดูเกลียวคลื่นที่ค่อยๆ ถาโถมกลับเข้าหาฝั่งด้วยจิตใจที่ว่างเปล่า แสงแดดบางๆ กับสายลมอ่อนๆ ทำให้ไม่รู้สึกร้อนอบอ้าวนัก แต่ในใจของเขากลับว้าวุ่นดูไม่สวยงามอย่างท้องทะเลตรงหน้าเอาเสียเลย
สายลมโชยพัดพาเอาเสื้อยืดคอวีสีขาวตัวบางที่สวมใส่อยู่แนบเนื้อเผยให้เห็นสรีระกล้ามเนื้อเน้นๆ ซิกแพคแน่นๆ อย่างชัดเจน เขาก้มลงพันขากางเกงยีนส์ขึ้นเล็กน้อยให้อยู่บริเวณน่อง เพื่อไม่ให้ทรายขาวเปื้อนขากางเกงตัวเก่งที่สวมใส่มาและจะต้องสวมกลับ
เสียงชัตเตอร์รัวๆ ดังอยู่ไกลๆ ทำให้ร่างสูงไม่ได้ยินเสียงของคนที่กำลังแอบถ่าย เวนิตาแอบตามผู้กองฐานัตถ์มาที่หาด เมื่อเธอรู้ว่าเขาลาพักร้อนและเดินทางมาที่นี่ นิ้วเรียวกดถ่ายภาพอย่างสนุกมือ ทั้งบรรยากาศสวยๆ และนายแบบหล่อๆ ยิ่งทำให้เธอเผลอรัวชัตเตอร์จนแบตหมด!
“อ้าวเฮ้ย! แบตหมด โอ้ย...จอดรถตั้งไกล จะกลับไปเอามายังไงเนี่ย” เรียวปากบางบ่นอุบ เพราะถ่ายต่อไม่ได้แล้ว ต้องละจากกล้องและเก็บมันใส่ไปในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะแอบมองดูเขาอยู่ห่างๆ
“ไม่เป็นไร น่าจะได้หลายรูปอยู่เหมือนกันนะ” เธอยิ้มออกมาเล็กๆ กับผลงานชิ้นโบว์แดง จากการที่เธอรัวชัตเตอร์แบบไม่รอให้เขาได้ตั้งท่า หรือ เปลี่ยนอิริยาบถ ร่างบางระหงเดินกลับมาที่รถ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ริมหาดแล้ว
“ไม่ค้างที่นี่จริงๆ เหรอ พ่อฐา” คุณหญิงสมรย้ำถามหลานชายที่กำลังเดินไปที่รถซึ่งนายเข้มพึ่งขับวนเข้ามาจอด สมร รุจี และสายหยุด รวมถึงนายเข้ม ยืนส่งผู้กองฐานัตถ์อยู่ที่หน้าบ้านเพื่อกลับไปยังกรุงเทพ
“ถ้ามีเวลาเยอะๆ กว่านี้ จะอยู่ให้คุณป้ากับคุณแม่เห็นจนเบื่อเลยล่ะครับ แต่ว่าไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ ขอตัวกลับก่อนนะครับคุณป้า ผมไปนะครับคุณแม่ ไปนะครับป้าสาย ฝากสาวๆ ด้วยนะนายเข้ม” เขาบอกพลางยิ้มออกมาเล็กๆ
“ครับคุณฐา” เข้มตอบรับ
“ขับรถดีๆ นะพ่อฐา” สมร และรุจีได้แต่มองดูผ่านกระจกรถ พลางโบกมือลาอย่างห่วงๆ มือแกร่งโบกมือกลับ รถค่อยๆ ออกตัวไปอย่างช้าๆ จนลับตาไป
เวนิตาขับรถตามผู้กองฐานัตถ์กลับเข้ามาที่กรุงเทพ เธอพยายามที่จะสะกดรอยตามโดยไม่ให้เขารู้ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเริ่มที่จะรู้ตัวตั้งแต่อยู่ริมหาด เพียงแต่ไม่แน่ใจเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเขาไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองถูกใครหน้าไหนขับรถตามจนไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่ชลบุรี จนมาถึงกรุงเทพอย่างแน่นอน
มือแกร่งหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเขาไปในปั๊มน้ำมัน เวนิตาขับผ่านไปเฉยๆ เพราะเธอเองก็คิดว่าเขาอาจจะรู้ตัว สายตาคู่คมมองผ่านกระจกรถเห็นว่ารถคันสีดำที่ตามมาไม่ได้ขับตามเข้ามาด้วยก็รู้สึกโล่งใจ
ผู้กองหนุ่มส่งเลขทะเบียนรถให้กับหมู่จิน เพื่อให้เขาตามสืบว่าใครคือเจ้าของรถทะเบียนดังกล่าวนี้ เขายิ้มอย่างเป็นต่อหลังจากส่งข้อมูลไปที่ไลน์ของหมู่จิน
ไม่นานนักหมู่จินก็ส่งข้อความกลับมาบอกว่า เลขทะเบียนรถคันนั้นเป็นรถที่ไม่มีข้อมูล เรียกง่ายๆ ว่าไม่มีเลขทะเบียนนั้นอยู่ในสารบบ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของรถคันนั้นเขาแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ขับรถกลับไปที่คอนโดเฉยๆ โดยไม่ได้คิดจะตามหรือสืบหารถคันนั้นต่อ
ผู้กองฐานัตถ์ขับรถกลับมาที่คอนโดในเวลาหัวค่ำ โดยเวนิตาที่แอบขับรถกลับมาถึงก่อน แอบเอารถไปจอดไว้ในซอยห่างจากคอนโดของเขาไปพอสมควร และฉวยโอกาสตอนที่มีคนเดินเข้าออกโดยไม่จำเป็นต้องใช้คีย์การ์ด ก็สามารถเข้ามาด้านในได้อย่างสบายๆ
ร่างสูงที่พึ่งเดินมาจากลานจอดรถด้านหลังอาคารเดินเข้ามาในลิฟต์ ขณะที่เวนิตาทำทีเป็นนั่งอ่านนิตยสารอยู่ที่ล็อบบี้ตรงหน้าทางเข้า เธอตั้งใจที่จะรอให้เขามาถึงก่อนแล้วจึงค่อยตามเข้าไปที่ลิฟต์ทันทีเมื่อเขามาถึง
“รอด้วยค่ะ” เวนิตาในชุดแจ็คเก็ตยีนส์สีเข้ม สวมแว่นตากันแดด บนศีรษะปิดบังด้วยหมวดแก๊ปสีดำสนิท พรางตัวสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้เขาจับได้ นิ้วเรียวกดลิฟต์รอให้เธอเข้ามาก่อนแล้วจึงเอ่ยถาม
“ชั้นไหนครับ”
“ชั้นสิบ...เอ่อ 17 ค่ะ” ร่างบางไม่ทันสังเกตว่าลิฟต์ตัวที่เธอขึ้น เป็นลิฟต์ที่มีเฉพาะชั้นคี่ แต่เมื่อเห็นว่าเขากดไว้ที่ชั้น 15 เธอจึงไม่สามารถขึ้นไปที่ชั้นเดียวกันพร้อมๆ กับเขาได้ จึงบอกเป็นชั้นอื่นไปแทน
ชั้น 15 ลิฟต์กำลังเปิด!
ผู้กองฐานัตถ์เดินออกไปจากตัวลิฟต์ทันทีที่ลิฟต์เปิดออก ทำให้เธอออกอาการโล่งใจ ขณะที่ยืนตัวเกร็งมาตลอดทางกลัวว่าเขาจะจับได้
ร่างบางระหงขึ้นไปจนถึงบนชั้น 17 และพบว่าชั้นนั้นมีห้องพักเพียงแค่ 3 ยูนิต ซึ่งเป็นชั้นพิเศษที่ดูต่างไปจากชั้นอื่นๆ ของคอนโด ซึ่งแต่ละชั้นจะมีจำนวนมากถึง 10 ยูนิต เวนิตาถอดแว่นตาออก กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินกลับไปกดลิฟต์เพื่อลงไปที่ชั้น 15 มือบางกดลิฟต์ไม่ถึงสิบวินาที ลิฟต์ก็วิ่งขึ้นมาถึง
ทันทีที่ลิฟต์เปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลา ยืนถือตะกร้าผ้าที่ซักแล้วกลับมาจากห้องซักรีดที่ชั้น 15 กำลังจ้องมองมาที่เธอตาไม่กะพริบ เธอรีบสวมแว่นตาพรางตัวแล้วค่อยๆ ขยับถอยห่างออกมาจากคนตรงหน้า แต่เขากลับทำเหมือนว่าจะเดินตรงเข้ามาหาเธอยังไงอย่างงั้น
เวนิตาเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งเข้าไปในลิฟต์ที่กำลังอ้าค้างอยู่ แต่ช้าไปเสียแล้ว! มือแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้าปล่อยตะกร้าในมือทิ้งดิ่งลงไปที่พื้น แล้วคว้าหมับที่กระเป๋าสะพายข้างจนกระเป๋าหลุดออกจากลาดไหล่บาง หล่นลงไปที่พื้น
เวนิตาหันไปเห็นก็รีบปรี่เข้าไปคว้าไว้แต่ไม่ทัน มือแกร่งคว้ามันขึ้นมาได้ก่อน
“คุณ!!!” เวนิตาถลึงตาใส่ แต่คนตรงหน้ากลับไม่มีทีท่าเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย จ้องหน้ากลับไปซะดื้อๆ อย่างคนเป็นต่อ
“ขอกระเป๋าคืนด้วยค่ะ” ร่างระหงบอกพร้อมกับแบมือขอของ เขากระตุกยิ้มออกมาเล็กๆ
“ผมคืนแน่...แต่คุณต้องบอกมาก่อนว่าขึ้นมาทำอะไรที่นี่” ผู้กองหนุ่มถามเสียงเข้ม
“ก็นี่มันห้องฉัน คุณต่างหากขึ้นมาบนนี้ทำไม” ร่างบางย้อนถามไม่พอ ยังชี้นิ้วเรียวไปที่หน้าประตูห้องแบบส่งๆ ว่าเป็นห้องของตัวเอง คนตัวสูงหัวเราะหึๆ ในลำคอแล้วว่า
“นี่เหรอ...ห้องคุณ!!!” เขาถามเสียงหยัน
“ก็ใช่น่ะสิ ขืนคุณมาวุ่นวายนะ ฉันจะบอก รปภ. ให้มาพาตัวคุณไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“ถ้างั้นก็เรียกมาเลยสิ ตามมาเลย” คนตัวโตกว่าท้า เวนิตาสีหน้าเป็นกังวลออกอาการลังเล
“คุณก็คืนกระเป๋ามาให้ฉันมาก่อนสิ” ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไปคว้ากระเป๋าในมือของเขา แต่มือหนาดึงกลับไปซ่อนไว้ด้านหลัง เวนิตาเริ่มออกอาการหงุดหงิด จนเขาเองสังเกตเห็นแต่ยังทำเฉย
“ผมจะคืนให้ก็ต่อเมื่อ คุณบอกว่าคุณตามผมมาทำไม” คำพูดของเขาทำให้เธอจนมุม เพราะถูกจับได้ว่าแอบตามเขามาที่นี่
“ฉันเหรอ...ตามคุณ คุณเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ” เธอแก้ตัว ถามกลับเสียงสูง
“ถ้าไม่บอก งั้นเรามาดูหลักฐานกันไหม” ผู้กองหนุ่มพูดพร้อมกับทำท่าว่าจะเปิดกระเป๋าสะพายของเธอ มือบางรีบคว้าคืนมาแต่ถูกเขายื้อกลับ ทั้งคู่ออกแรงยื้อยุดกันไปมาสักพัก ก่อนที่กระเป๋าจะหลุดจากสายสะพายตกลงพื้น แรงกระแทกทำให้ตัวกล้องที่อยู่ด้านในบุบ ส่วนเลนส์หน้ากล้องก็หล่นแตก
เพล้ง!!!
“นี่คุณทำบ้าอะไรเนี่ย” เวนิตาแหวใส่เพราะเริ่มไม่สนุกด้วย ก้มลงจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาแต่ถูกมือแกร่งของคนตัวสูงกว่าคว้าตัดหน้าไป ก่อนที่เขาจะเปิดดูความเสียหายด้านใน และเห็นว่าตัวกล้องถ่ายรูปอยู่ในสภาพที่บุบ ส่วนเลนส์ก็แตก เขาพยายามเปิดแต่เปิดไม่ติด
“แบตหมด!” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะถอดการ์ดความจำในเครื่องออกมา
“นี่คุณจะทำอะไร กล้องถ่ายรูปฉันพังหมดแล้ว คุณเห็นไหมเนี่ย” เวนิตาเดินตามไปคว้าของคืนแต่ไม่ทัน คนขายาวที่ก้าวเท้าเร็วกว่า รีบเดินจ้ำไปยังประตูหน้าห้องของเวนิตา ที่พึ่งจะอ้างว่าเป็นห้องของตัวเอง
เวนิตาวิ่งตามไปที่หน้าประตู มือแกร่งหยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อแตะที่หน้าประตูห้องเพื่อเปิดออกพร้อมกับลากแขนของเธอให้เข้ามาข้างใน ร่างบางตกใจหน้าเปลี่ยนสีทันที เมื่อรู้ว่าห้องๆ นั้นเป็นห้องของเขา
“ปล่อยฉันนะ ผู้กอง!!!” คนตัวโตกว่าไม่ฟังเสียงฉุดร่างบอบบางของเธอให้เข้าไปข้างในห้องพร้อมๆ กับเขา ก่อนจะปิดประตูล็อก!!!