บทที่ 1
สายตาทุกคู่ของนักศึกษาชั้นปีหนึ่งที่กำลังรวมตัวกันบนอัฒจันทร์เชียร์ต่างหันไปมองในจุดเดียวกัน เมื่อรถมินิคูเปอร์สีเขียวขี้ม้าแล่นมาจอดเทียบข้างฟุตพาทสนามหญ้า จากนั้นร่างสูงสง่าของนักศึกษาแพทย์ปีหกก็ก้าวลงจากรถคนละฝั่งกับนักศึกษารุ่นพี่ปีสี่คณะบริหาร
ความสนใจต่อคนสองคนที่กำลังลงจากรถคงน้อยกว่านี้ หากว่าฝ่ายชายจะไม่ใช่อดีตเดือนคณะแพทย์และฝ่ายหญิงไม่ใช่อดีตดาวคณะบริหาร ซึ่งต่างเคยดำรงตำแหน่งเดือนและดาวมหา’ลัยมาแล้ว และที่มากไปกว่านั้นก็คือ ทั้งคู่คบหากันในฐานะแฟนตั้งแต่ฝ่ายหญิงอยู่ปีหนึ่ง จนตอนนี้ก็ย่างเข้าปีที่สี่แล้ว ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า หลายคนต่างคาดว่าทั้งคู่คงจะลงเอยกันด้วยการแต่งงานแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ อัคนีและณัฐวดีจะเป็นคู่ที่ยิ่งกว่าคู่สร้างคู่สม
แต่...ไม่มีทางเสียล่ะ ไม่มีทางที่มันจะเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยก็ไม่ง่าย นับจากนี้ไปเส้นทางรักของคนทั้งคู่จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป เพราะเครื่องทำลายล้างความสุขของอัคนีอยู่ตรงนี้แล้ว อย่าหวังว่าจะได้เป็นลูกเขยรัฐมนตรี อย่าหวังว่าจะหลุดพ้นจากร่มเงาของครอบครัวหล่อนไปได้ง่าย ๆ ในเมื่อเขามีทุกอย่างเพราะพ่อของหล่อน ก็ควรจะอยู่ใช้หนี้บุญคุณกันตลอดไป
“น้อง ๆ คะ วันนี้เรา…”
กรี๊ดดด
ยังไม่ทันที่ปภาดาจะพูดจบ เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นทำให้ทั้งสองคนที่ถูกกรี๊ดต้องหันกลับมามองยังสแตนด์เชียร์พร้อมกับยิ้มให้รุ่นน้องปีหนึ่ง เรียกเสียงฮือฮาได้มากกว่าเดิม เพราะเวลาไม่ยิ้มก็ว่าดูดีแล้ว พอยิ้มออกมาทั้งคู่พร้อมกันแบบนี้ เหมือนโลกสว่างสดใสขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
“พี่เฟิร์นคะขออนุญาตค่ะ พี่สองคนนั้นเป็นใครเหรอคะ” รุ่นน้องหน่วยกล้าตายในสแตนด์เชียร์คนหนึ่งยกมือถามขึ้นอย่างอยากรู้
“ถ้าอยากรู้ก็เงียบ ๆ กันก่อนแล้วฟังที่พี่จะพูด”
เสียงกรี๊ดเงียบลงทันทีราวกับวิทยุถูกปิด แต่บางคนยังไม่อาจถอนสายตาจากหนุ่มหล่อสาวสวยคู่นั้นไปได้ หากแต่หูก็ยังเงี่ยฟังว่ารุ่นพี่จะตอบว่าอย่างไร
“สำหรับพี่ผู้หญิงเป็นรุ่นพี่ปีสี่คณะเราเองค่ะ ชื่อพี่ณัฐวดีหรือว่าพี่ณัฐเคยเป็นดาวคณะและดาวมหา’ลัยด้วยนะ ส่วนพี่ผู้ชายเป็นรุ่นพี่ปีหก น้อง ๆ เห็นเสื้อที่พี่เขาใส่แล้ว ให้ทายดูว่าอยู่คณะอะไร”
“คณะแพทย์”
“ถูกต้อง พี่หมออัคนีเรียนคณะแพทย์ เคยเป็นเดือนคณะแพทย์และเป็นเดือนมหา’ลัยเหมือนกัน”
“แล้วพี่เขาเป็นแฟนกันด้วยมั้ยคะ” รุ่นน้องยกมือถามต่อทันที
“คิดว่าเป็นมั้ยล่ะ เดินด้วยกันขนาดนั้น” เป็นคำตอบแบบคำถาม
เสียงกรี๊ดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสแตนด์เชียร์อีกครั้ง และเสียงที่บ่งบอกความชื่นชมนั้นไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงง่าย ๆ แม้ว่าสองหนุ่มสาวจะเดินห่างจากสแตนด์เชียร์ไปไกลแล้วก็ตาม
หากแต่ในขณะที่ใครต่อใครรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชม และเคลิ้มฝัน พิรุณพากลับนิ่งเฉยออกไปทางบึ้งตึงด้วยซ้ำ... สายตาและสีหน้าของอัคนียามนี้ช่างดูยิ้มแย้มมีชีวิตชีวา ต่างกันกับยามที่อยู่บ้านของหล่อนลิบลับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือสายตาเขาไม่ได้แม้แต่พยายามมองหาว่าหล่อนนั่งอยู่ตรงไหน เขาทำเหมือนไม่รู้ว่าหล่อนเรียนคณะนี้ทั้ง ๆ ที่พ่อของหล่อนสั่งกำชับให้ดูแลหล่อนอย่างดี
“เอาล่ะ ๆ เก็บเสียงไว้ร้องเพลงเชียร์พรุ่งนี้บ้าง เลิกเชียร์ได้ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันเวลาเดิมนะ”
สิ้นเสียง นักศึกษาปีหนึ่งคณะบริหารกว่าสองร้อยคนก็เริ่มทยอยลุกขึ้นและแยกย้ายกันไป แต่หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวกับรุ่นพี่ทั้งสองคนก็ยังเป็นสิ่งที่เด็กปีหนึ่งพูดถึง
“พี่หมออัคนีแม่งโคตรหล่อเลย ได้ข่าวว่าเรียนเก่งมากด้วยนะเว้ย กิจกรรมก็เด่นสุด ๆ เสียดายอะไม่น่ารีบมีแฟนเลย”
“จะไม่ให้รีบมีได้ยังไง ก็ดูพี่ณัฐสิทั้งสวยทั้งรวยขนาดนั้น ระดับลูกสาวรัฐมนตรีเลยนะเว้ย”
“แต่บ้านพี่อัคก็น่าจะรวยไม่น้อยเหมือนกันแหละ ไม่งั้นพี่ณัฐคงไม่มอง ดูรถดิพี่แกขับมินิเชียวนะ พูดแล้วก็อิจฉาพี่ณัฐ ทำบุญด้วยอะไรได้แฟนทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทั้งรวย คนอะไรโคตรของโคตรเพอร์เฟกต์เลย”
ประโยคสนทนาเหล่านั้นดังกระทบโสตประสาทของพิรุณพาเข้าเต็ม ๆ และนั่นก็ทำให้หล่อนคิดจะทำอะไรบางอย่างในทันที
“เดี๋ยวณัฐคุยกับอาจารย์เสร็จ เราไปกินข้าวกันนะคะพี่อัค” เสียงหวานสดใสของณัฐวดีดังขึ้น ขณะเดินเคียงกับอัคนีไปยังตึกคณะบริหาร
“ได้สิครับ”
“พี่อัคอยากกินอะไร”
“พี่กินอะไรก็ได้ ตามใจณัฐเลยครับ”
“งั้นไปร้านเดิมนะคะ”
“ครับ”
“งั้นพี่อัครีบพาณัฐไปหาอาจารย์เถอะค่ะ รีบคุยรีบเสร็จ ณัฐจะได้มีเวลาอยู่กับพี่อัคนาน ๆ ช่วงนี้พี่อัคยิ่งไม่ค่อยว่างด้วย”
สีหน้าของณัฐวดีหม่นลงเล็กน้อย เพราะช่วงนี้อัคนีไม่ค่อยมีเวลาเหมือนเมื่อก่อน นั่นเพราะเขาเข้าสู่ช่วงปีหกของนักศึกษาแพทย์หรือช่วงที่เรียกว่า เอกซ์เทิร์น จึงต้องไปปฏิบัติงานเสมือนแพทย์จริงที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด สลับกับการกลับมาเรียนผ่านวอร์ดต่าง ๆ ในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งว่าที่นายแพทย์ระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองอย่างอัคนี เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงลิ่ว ทุ่มเท และเคร่งครัดต่อหน้าที่มาก ทำให้แทบจะไม่มีเวลาสำหรับคนรักเลย
“เดี๋ยวก่อน” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของอัคนี แต่เป็นเสียงใส ๆ ของผู้หญิงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ทั้งคู่หยุดชะงักและหันไปทางต้นเสียง
ณัฐวดีขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นรุ่นน้องที่แต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาตามระเบียบและสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของเด็กปีหนึ่งมายืนอยู่ตรงนั้น ในใจคิดว่า รุ่นน้องคณะตัวเองอาจมีเรื่องให้ช่วยเหลือ
“มีอะไรคะน้อง”
“ผูกเชือกรองเท้าให้หน่อย”
“น้องว่าอะไรนะ” คิ้วของณัฐวดีมุ่นเข้าหากันอย่างงง ๆ กับคำพูดนั้นมาก จึงหันไปทางแฟนหนุ่มของตัวเองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พอเห็นเขายืนนิ่งจึงหันกลับไปเผชิญหน้ารุ่นน้อง
“บอกว่าผูกเชือกรองเท้าให้หน่อย ไม่ได้ยินหรือไง” พิรุณพาย้ำประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงที่ห้วนกว่าเดิม และพุ่งสายตาตรงไปยังอัคนี ทำให้ณัฐวดียิ่งงงหนักและเริ่มจะไม่พอใจเด็กสาวรุ่นน้องมากขึ้นในทันที