EP.4
“เธอเป็นใคร”คำถามแบบนี้ทำให้เธอโล่งใจ พวกเขาคงไม่ใช่พวกเดียวกับเมฆาแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เธอถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งมันทำให้เธอเริ่มหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง
“มาทำอะไรแถวนี้ แถวนี้มันไม่ใช่ที่ที่ใครก็ได้จะเดินผ่านมา”
“แล้วพวกคุณมาที่นี่ทำไมล่ะ”
“ตอบ!”
“คุณเป็นเจ้าของป่านี้รึไงถึงมาดุฉันอ่ะ”
“แล้วทำตัวลับๆล่อๆทำไม”
“ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น”
“บอกมาว่าเธอเป็นใคร! อยากเป็นศพเหรอ! ถึงไม่ตอบอ่ะ”เขาตะคอกถามเสียงดัง ไม่ใช่แค่นั้นยังหยิบปืนขึ้นมาขู่
“ฉันหนีพวกมาเฟียมา มีคนกำลังตามฆ่าฉัน ฉันก็แค่วิ่งผ่านมาทางนี้”สภาพอิดโรยของเธอตอนนี้หวังว่าพวกเขาจะเชื่อ “เอาปืนออกไปให้พ้นจากฉันนะ!”
“ใจเย็นกับผู้หญิงหน่อยสิวะไอ้นุ”
“…”หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งในวินาทีที่หันไปมองเจ้าของเสียงที่แทรกเข้ามาดุลูกน้อง ขนลุกอย่างน่าประหลาด เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอมาร์ตินอีกครั้งที่นี่
“ผู้หญิงคนนี้มาขอความช่วยเหลือครับนาย”
“ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลย”
“อ้าว คุณเองเหรอ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกนะ”เขาเดินแหวกวงล้อมของชายหลายคนเข้ามาหาเธอ ยื่นมือขวาเพื่อไปขอสัมผัสกับอีกฝ่ายหน้าตาเฉย “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง”
“นายรู้จักผู้หญิงคนนี้เหรอครับ”
“เออ เก็บปืนของพวกมึงไปนะแล้วขอโทษผู้หญิงคนนี้ซะ”
“…”ชายฉกรรจ์กล่าวขอโทษทันทีซึ่งมิลินก็ไม่ถือสาอะไร
“คุณหนีใครมาล่ะ ดูเหมือนคุณจะไปต่อไม่ไหวนะ มาขอความช่วยเหลือผมเหรอ”
“ฉันแค่บอกคนพวกนี้ว่าฉันโดนตามฆ่า ไม่ได้บอกให้ช่วยนะ”รีบแก้ต่างและปฏิเสธที่จะจับมือกับเขา
“มาทำแผลก่อนไหม”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะไปแล้ว ถ้ามีคนมาตามหาฉันบอกว่าไม่รู้จักนะ ถือว่าขอบใจ”
“ผมว่าคุณมาทำแผลก่อนเถอะ”
“ไม่ต้อง แค่บอกทางออกฉันก็พอ”
“พวกผมกำลังออกพอดีไปด้วยกันไหมล่ะ เดินไปอีกหน่อยจะเจอทางออกพอดี”
“ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”ร่างบางเบี่ยงตัวออกมา แต่จู่ๆอาการแปลกๆก็เกิดขึ้นกับเธอ คล้ายจะเป็นลมจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ คงเป็นเพราะเธอเหนื่อยล้าเกินไปถึงได้มีอาการแบบนี้
“คุณเป็น เนี่ยคุณกำลังจะเป็นลม เดี๋ยวผมหายาดมมาให้”
“ฉัน…”หอบหายใจแรงเฮือกใหญ่เพื่อกอบโกยอากาศเข้าสุดแรงหลายครั้ง ยาดมที่เขายื่นมาให้ก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด ลมจากการพัดด้วยมือก็ไร้ประโยชน์ เธอต่อสู้กับอาการเหล่านี้ไม่ไหว ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือชายคนที่เธอเคยมีอะไรด้วยเข้ามาช้อนตัวเธอในตอนที่เธอล้มลง แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
.
.
.
.
มิลิน! มิลิน!
เสียงท่องคาถาภาษาโบราณสลับกับเสียงเรียกปลุกให้มิลินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เธอลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ไอความเย็นปะทะร่างเล็กจนขนกายลุกซู่ มือเรียวถูท่อนแขนเพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บ
มิลินไม่อาจทราบได้ว่าตัวเองนอนอยู่ที่ไหน ค่อยๆดันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดระแวง หันซ้ายหันขวาเพื่อหาที่มาของเสียง รอบข้างมืดมิดและวังเวง มีเพียงแสงสว่างอยู่เล็กน้อย ซึ่งตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้
“ที่นี่ที่ไหน”
“…”
“ตอบฉันมาสิ ว่าที่นี่ที่ไหน!”
“…!”ไร้การตอบกลับจากหญิงสาวผู้นั้น เสียงท่องคาถาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ มิลินจ้องมองหล่อนไม่วางตา ไม่สามารถก้าวขาเดินไปหาได้ ภายในกายเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเพราะเสียงสวดนั่น
“อึก!”จู่ๆหญิงสาวก็หายวับไปต่อหน้าแล้วมาปรากฏพรวดข้างหน้าเธอ ได้เห็นใบหน้าของหล่อนเต็มๆมันทำให้เธอตกใจอย่างมาก
“มึงต้องตาย”มือของหล่อนจับที่ศีรษะของมิลิน แล้วเสียงท่องคาถาก็ดังมากขึ้น แก้วหูของมิลินแทบจะระเบิด มือเรียวยกมาปิดเอาไว้ เพราะเสียงนั้นมันทำให้เธอทรมานมากขึ้นหลายเท่าตัว
กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!
มิลินกรีดร้องออกมาสุดเสียงเพราะความเจ็บปวด ภายในกายร้อนรุ่มคล้ายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างบางดิ้นพล่านจนไปชนกับวัตถุบางอย่าง ภาพที่เธอเห็นเป็นภาพที่สลับกลับมากลับไประหว่างโรงพยาบาล เธอเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย มีหมอและพยาบาลหลายคนกำลังช่วยชีวิต กับตรงนี้ที่ไม่รู้ว่าที่ไหน เธอแยกไม่ออกว่านี่ความจริงหรือความฝันกันแน่ ร่างกายที่ฟกช้ำกลับมีความรู้สึกเจ็บขึ้นมาและเหมือนร่างกำลังแหลกสลาย สลับปนเปกันไปหมด
เสียงท่องคาถาจากเสียงของคนๆเดียวก็เพิ่มขึ้นมาอีกเสียงประจัญกัน อีกเสียงเป็นเสียงผู้ชาย ร่างบางขยับตัวไม่ได้ รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังจับสองมือสองขาของเธอมัดไว้กับเตียงผู้ป่วย
กรี๊ดดดดดดดดด!!/กรี๊ดดดดดด
มิลินกรีดร้องออกมาอีกครั้งผสานกับเสียงกรีดร้องของหญิงสาวคนนั้น จู่ๆร่างของหล่อนก็แหลกสลายไป สองเสียงที่ดังก้องอยู่ในหูหายไป ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่ ความทรมานค่อยๆลดลงอย่างน่าประหลาด รู้สึกได้ว่าร่างเบาราวกับปุยนุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ มีแต่ความมืดมิด
.
.
.
.
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ”นายแพทย์หนุ่มรีบเดินออกมาเพื่อนำข่าวดีมาบอกกับญาติผู้ป่วยที่ยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
“นายครับ”ภานุลูกน้องของมาร์ตินรีบเดินเข้ามาหาเจ้านายตัวเอง หลังจากที่ฟังมาร์ตินคุยกับนายแพทย์เสร็จเรียบร้อย“แค่คิ้วแตกกับเป็นลมถึงตายได้เลยเหรอ”
“เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้สภาพร่างกายอ่อนล้าด้วยมั้งก็เลยอาการหนัก กูก็ไม่ได้ถามหมอมาก”เขาตอบปัดๆไม่อยากให้ลูกน้องถามเซ้าซี้
“เหรอครับ”
“มึงจะไปไหนก็ไปเถอะ กูจะอยู่นี่ก่อน”
“เอ่อนายครับ….”
“…”มาร์ตินปรายตามามองลูกน้องคนสนิทด้วยความอยากรู้ ภานุพูดเหมือนมีอะไรแต่ไม่กล้าถามออกมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่มาร์ตินกลับมองเห็นความหวาดกลัวในสายตาคู่นั้น
“อะไรของมึง เป็นอะไร”
“นายได้ยินเสียงสวดมนต์ไหมครับ ผมว่ามันแปลกๆนะ”
“ข้างนอกลมแรงอย่างกับมีพายุเข้าฝนก็ตก กูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มึงหลอนไปเองเปล่า”มาร์ตินแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็น เขามาหย่อนสะโพกที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน หยิบโทรศัพท์มาทำงานฆ่าเวลาไปพลางๆ
“แล้วนี่นายไม่กลับไปทำงานที่บ้านเหรอครับ”
“มึงกลัวเหรอ กูจะได้ให้ไอ้ภาสมาเปลี่ยน”
“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าเราคงช่วยเธอได้แค่นี้ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วเดี๋ยวคงมีญาติตามหาเอง”
“กูเกรงว่าจะไม่ใช่ญาติ”
“แต่เราไม่จำเป็นต้องห่วงเธอแล้วนะครับ แค่นี้เธอก็พ้นขีดอันตรายแล้ว”
“มึงรู้ได้ไง”
“ก็หมอบอกไงครับ”
“กูจะอยู่ที่นี่ มึงกลับไปเถอะ กูอยู่คนเดียวได้”
“เธอไม่ใช่ญาติเรา นายไม่จำเป็นต้องตามติดขนาดนั้น”
“เดี๋ยวกูจะเป็นมากกว่านั้น”
“คือยังไงนะครับ”
“กูมีอะไรจะบอก เสียงสวดมนต์ที่มึงได้ยินน่ะ มันน่าจะเป็นคาถาเก่าแก่ที่คนโบราณเขาเล่นกัน”จากที่ไม่อยากบอกกลับต้องบอกเพื่อให้ลูกน้องกลัวแล้วอยู่ต่อไม่ได้
ภานุชะงักไปเล็กน้อย ตั้งตัวไม่ถูกเมื่อเจ้านายวกกลับมาเรื่องนี้ เขามาหย่อนสะโพกตรงเก้าอี้ข้างๆมาร์ตินด้วยความรู้สึกที่เสียวสันหลังวาบ “สรุปนายได้ยิน?”
“แว่วๆ พวกเล่นของน่ะ พวกไสยศาสตร์ มนตร์ดำอะไรพวกนี้”
“ครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนี้”
“ไม่รู้สิ กูรู้แค่ว่ากูต้องปกป้องผู้หญิงคนนี้ และรู้ด้วยว่าคาถาที่เธอมีมันเป็นคาถาที่แรงมากๆ”
เปรี้ยง!
สองชายหนุ่มไหวตัวด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว ฝนตกและฟ้าร้องดังกระหึ่มตั้งแต่ที่มิลินหมดสติจนตอนนี้ยังไม่หยุดทั้งๆที่นี่ไม่ใช่ฤดูของมัน
ฟิ้ว~
“ของแรร์และแรงจริงๆ”มาร์ตินยิ้มมุมปากอย่างไม่สะทกสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความเย็นยะเยือกที่ต่างจากไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะร่าง คล้ายว่าสิ่งที่มองไม่เห็นมาทักทายว่ามีอยู่จริง
“นายคิดว่าเขาจะโกรธเราที่เราไปนินทาเขาไหม”ภานุกะพริบตาปริบๆ ถ้าไม่เห็นกับตาไม่เจอกับตัวก็คงไม่เชื่อ เสียงสวดมนต์คาถาแปลกๆยังคงหลอนในหู เหมือนหลุดออกมาจากหนังผีก็ไม่ปาน ภานุจิกเล็บลงกับเบาะรองนั่ง เหงื่อซึมหน้าผากเล็กน้อยแม้ว่าอุณหภูมิรอบข้างจะเย็นเฉียบก็ตาม
....................................................................................
เกือบจะหลับแต่กลับมาได้ ของแทร่
พี่ตินสื่อสารกับน้องมีนทางจิตเหรอถึงได้รู้ว่าเขาอยากให้ช่วยน่ะ