รถสปอร์ตสีดำของวายุยังคงแล่นไปตามถนนยามค่ำคืน
ไฟถนนทอดยาวเป็นเส้นผ่านกระจกหน้ารถ บรรยากาศในรถเงียบลงอีกครั้ง เชอลีนยังคงนั่งกอดเสื้อแจ็กเก็ตของวายุไว้บนตัก มองออกไปนอกหน้าต่าง จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของวายุก็ดังขึ้นวายุเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงคอนโซลกลาง
ชื่อที่ขึ้นมาทำให้เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเชอลีนแวบหนึ่ง แล้วกดรับสาย เขาเปิดลำโพงทันทีเพราะเรื่องพี่ชายของเขา…ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่โทรมา
วินเซนโซ่ อีกฝ่ายมักจะโทรมาหาเขาเวลานี้เป็นประจำเสียงทุ้มหนักของปลายสายดังออกมาจากลำโพง
“วายุ มาหาพี่ที่เพ้นท์เฮาส์หน่อย ตอนนี้”
วายุขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตอนนี้?”
เขามองนาฬิกาบนหน้าปัดรถก่อนจะพูดต่อเหมือนบ่นไปเรื่อย
“พี่ไม่รู้เหรอว่าพรุ่งนี้ผมต้องไปเรียน” ปลายสายเงียบไปวินาทีหนึ่งก่อนจะตอบกลับสั้น ๆ
“มันสำคัญ” คำตอบนั้นทำให้วายุถอนหายใจเบา ๆ
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ครับ เดี๋ยวไป”
สายถูกตัดไปทันทีวายุวางโทรศัพท์ลงบนคอนโซลก่อนจะยักไหล่เบา ๆ เหมือนไม่มีอะไร เชอลีนหันมองเขาเล็กน้อยสายตาเธอเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ตอนอยู่กับเธอ วายุเหมือนผู้ชายกวนประสาทคนหนึ่ง ชอบแกล้ง ชอบยั่ว พูดจาไม่จริงจังแต่เมื่อกี้ตอนเขาคุยกับพี่ชาย น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไปชัดเจนนิ่ง สุขุม และดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทันที เชอลีนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ นึกอะไรบางอย่างขึ้นมา
…จริงสิ พวกเขาเป็น มาเฟีย ความคิดนั้นทำให้เธอหันกลับไปมองวายุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เป็นสายตาที่เธอเริ่มจะมองเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รถสปอร์ตสีดำของวายุค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงก่อนจะหยุดนิ่งหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ของครอบครัวเชอลีน ประตูรั้วเหล็กสูงตระหง่านเปิดค้างไว้ ไฟสนามส่องสว่างทั่วบริเวณ วายุเหลือบมองบ้านตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ถึงแล้ว” เชอลีนปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะหันมามองเขาอารมณ์หงุดหงิดก่อนหน้านี้เหมือนจะเบาลงไปมากแล้ว
“ขอบคุณนะ…ที่มาส่ง”
เธอพูดสั้น ๆ วายุเลิกคิ้วเหมือนแปลกใจนิด ๆ
“อ้าว นึกว่าจะเงียบใส่ฉันไปจนถึงพรุ่งนี้”
เชอลีนทำหน้ามุ่ย
“ก็ฉันไม่ได้ไร้มารยาทขนาดนั้น”
วายุหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าเหมือนรับคำขอบคุณนั้นไว้
เชอลีนเปิดประตูรถลงไปยืนข้างนอกอากาศกลางคืนพัดผ่านเบา ๆ
เธอกำลังจะปิดประตูรถ
แต่เสียงของวายุก็ดังขึ้น “เชอลีน”
เธอหันกลับมามอง วายุเอนแขนพาดพวงมาลัย มองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆก่อนจะพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
“พรุ่งนี้เจอกัน”
เชอลีนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจอกัน?”
วายุยิ้มมุมปาก “อย่าลืม”
เขาพูดต่อ “กิจกรรมรับน้องที่ลานเกียร์ด้วยล่ะ”
เชอลีนอ้าปากจะเถียง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร วายุก็เหยียบคันเร่งรถสปอร์ตสีดำพุ่งออกไปจากหน้าบ้านทันที
“เฮ้!” เชอลีนร้องตามหลังไป แต่ก็สายเกินไปแล้วเธอยืนมองท้ายรถของเขาที่ค่อย ๆ หายไปจากสายตา อยู่แบบนั้นครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ
“คนอะไร…กวนประสาทจริง ๆ”
เธอกำลังจะหันเดินเข้าบ้าน แต่แล้วก็ชะงักเชอลีนก้มมองตัวเอง เสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มที่เธอยังสวมอยู่หลวม ๆ บนตัวหญิงสาวเบิกตาเล็กน้อย
“ตายแล้ว…” เธอพึมพำกับตัวเอง
“ลืมคืนเสื้อเขา” เชอลีนยืนมองถนนที่วายุขับออกไปอีกครั้งก่อนจะเม้มปากเบา ๆ ไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอมีความรู้สึกแปลก ๆ ว่าพรุ่งนี้ เธอคงได้เจอเจ้าของเสื้อตัวนี้อีกแน่ ๆ…และอาจจะวุ่นวายกว่าเดิมด้วย
ชั่วโมงต่อมา เสียงลิฟต์เปิดดังขึ้นวายุปรากฏตัวที่เพ้นท์เฮาส์ของพี่ชายของเขาในทันที เมื่อเข้ามาในห้องเขายังไม่ทันได้มองด้วยซ้ำว่าในห้องมีใคร หรือว่าพี่เขาอยู่กับใคร วายุก็บ่นให้วินเซนโซ่ที่ชอบมาแบบ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เป็นแบบนี้ประจำ
“กลับมาแล้วทำไมไม่กลับบ้าน แล้วพี่เรียกผมกลางดึกแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องโลกแตก ผมจะ...” คำพูดเขาหยุดกลางประโยค เพราะเขาเห็นคนแปลกหน้าเต็มห้องแม็กซ์เวลยกมือทัก
“ไง น้องชายบอส”
วายุขมวดคิ้ว “นี่ใครกัน” อองรีมองวายุแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู เหมือนกับว่าวายุคือบอสในร่างเด็กวัยรุ่นจริง ๆ
วินเซนโซ่พูดสั้น ๆ “ลูกน้องในทีม” แล้วเขามองไปที่นาตาลี
“และนี่” นาตาลียืนขึ้นเล็กน้อย วายุหันไปมองเธอเธอเองก็มองเขาวินเซนโซ่พูดต่อ
“นาตาลี” วายุยิ่งงงกว่าเดิม
“โอเค…แล้ว? สำคัญยังไง เกี่ยวอะไรกับผมอย่าบอกนะว่านี่คือพี่สะใภ้” วายุพูดเองเออเองแต่นั่นก็ทำให้แม็กซ์เวล และอองรียิ้มตาม
“สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมวายุครับ” วายุรีบแนะนำตัว ก่อนที่นาตาลีจะรีบหยุดความคิดของเขา
“ไม่ใช่ค่ะน้องวายุ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ” นาตาลีโบกไม้โบกมือพันกันวุ่นวายไปหมด
“หือ ไม่ใช่ตอนนี้อนาคตก็คงใช่ เพราะพี่ผมไม่เคยพาผู้หญิงที่ไหนมาอยู่ข้างกายแบบนี้” วายุพูดทีเล่นทีจริง
วินเซนโซ่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะพูดประโยคเดียว
“หุบปาก ต่อไปนายจะดูแลเธอ”
วายุแทบสำลัก
“อะไรนะ?”
เขาชี้ตัวเอง “ผมเนี่ยนะ”
แม็กซ์เวลหัวเราะเบา ๆ วายุหันไปหาพี่ชายทันที
“พี่จะให้ผมดูแลเธอยังไง ผมต้องเรียนหนังสือนะ! แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่...”
วินเซนโซ่ตอบทันที “นั่นแหละที่ต้องดูแล ไม่ได้ทำอะไรมากเลย”
วายุขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “หมายความว่าไง”
วินเซนโซ่มองนาตาลี ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทั้งสองคนหยุดนิ่ง
“ต่อจากนี้” เขาพูดช้า ๆ
“นาตาลีจะไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของนาย”
เงียบ ทั้งห้องเงียบสนิท วายุหันไปมองนาตาลีนาตาลีก็มองเขากลับ
ทั้งสองพูดพร้อมกัน
“อะไรนะ!?”
หลังจากประโยคช็อกนั้น บรรยากาศในเพนต์เฮาส์ก็เงียบลงทันที วายุยังคงยืนอึ้ง สายตาสลับมองระหว่างพี่ชายกับนาตาลีเขาเหมือนกำลังพยายามประมวลผลทุกอย่างที่เพิ่งได้ยิน
วินเซนโซ่มองน้องชายครู่หนึ่งก่อนจะพูดสั้น ๆ
“วายุ…ตามฉันมา” เขาเดินไปทางห้องทำงานวายุถอนหายใจแรงก่อนจะเดินตามไปประตูห้องปิดลงภายในห้องทำงานแสงไฟสลัว กระจกบานใหญ่เผยให้เห็นวิวเมืองกรุงเทพที่ยังไม่หลับวายุทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
“โอเค…พี่เริ่มอธิบายได้แล้ว”
วินเซนโซ่ยืนพิงโต๊ะ หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาแต่ไม่ได้ดื่มเขาพูดช้า ๆ
“นาตาลีตกอยู่ในอันตราย”
วายุขมวดคิ้ว “อันนี้ผมเดาได้” เขาชี้ไปทางประตู
“แต่พี่จะให้เธอไปเป็นอาจารย์ที่มหาลัยผมเนี่ยนะ?”
“ใช่”
วายุทำหน้าเหมือนจะปวดหัว “พี่…ถ้าพวกที่ตามฆ่าเธอรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนล่ะ”
วินเซนโซ่ตอบเรียบ ๆ “มันจะไม่รู้”
วายุจ้องพี่ชาย “แล้วเรื่องข้อมูลอะไรนั่น…แฟลชไดรฟ์อะไรนั่น”
เขาพูดตรง ๆ “ก็แค่ให้มันไปไม่จบเหรอ”
วินเซนโซ่นิ่ง วายุยักไหล่ “เอาของให้พวกมันก็จบ”
วินเซนโซ่ยกสายตาขึ้นมองน้องชาย แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“ไม่ได้”
วายุขมวดคิ้ว “ทำไม ทำไมทุกอย่าง่มันดูซับซ้อนจัง”
วินเซนโซ่ตอบช้า ๆ “มันเกี่ยวกับพ่อ”
วายุชะงัก เขานั่งตัวตรงทันที “ยังไง” วินเซนโซ่เงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนกำลังเลือกคำพูด ก่อนจะถามกลับ
“นายจำตอนนั้นได้ไหม” วายุขมวดคิ้ว
“ตอนไหน” วินเซนโซ่มองออกไปที่เมืองเสียงของเขาต่ำลง
“ตอนที่พ่อถูกยิง” วายุเงียบ ภาพในอดีตเหมือนถูกดึงกลับมาบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงปืนเลือดบนพื้นเสียงคนตะโกนเสียงไซเรน เขากำหมัดแน่น
“จำได้ ตอนนั้นถึงผมจะยังเด็กแต่ผมก็จำมันได้ดี”
วินเซนโซ่พูดต่อ “พ่อเกือบตายวันนั้น”
วายุพยักหน้า “ใช่” วินเซนโซ่หันกลับมามองเขาก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้วายุหยุดหายใจไปชั่ววินาที
“คนที่ยิงพ่อ” เขาพูดช้า ๆ “คือพ่อของนาตาลี”
เงียบ วายุเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่เขาจ้องพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อ