ตอนที่2 ไม่กลัวใคร
ดวงตาคนโกรธเคืองเหลือบไปเห็นอีกโต๊ะหนึ่งเข้า แก้วในมือบางวางกระแทกลงเสียงดังปึก! ดึงความสนใจให้สี่สาวที่เหลือหันมามอง
“เป็นอะไรพริมา”
คนถูกถามไม่ตอบ แต่ขึงตาโกรธมองไปยังโต๊ะนั้น ทำเอาเพื่อน ๆ ต้องหันมองตามปลายสายตา และพบว่าเพื่อนสาวกำลังจ้องชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งกันอยู่เต็มโต๊ะ นับด้วยตาเปล่าน่าจะสิบคนเห็นจะได้ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในเสื้อเชิ้ตสีขาว แม้จะเป็นการแต่งตัวธรรมดาดาษดื่น แต่พออยู่บนตัวเขาแล้วดึงดูดใจอย่างน่าแปลกประหลาด
สี่สาวเผลอหวีดร้องเสียงเล็ก ๆ ยามที่ชายหนุ่มคนนั้นหันมาสบตาด้วย ทั้งหมดรีบหันกลับมาหากันอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าเขินอายและตื่นเต้น ดวงตาแต่ละคนเป็นประกายวิบวับ ต่างพยายามกลั้นยิ้มแต่ก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ ตามประสาเห็นคนหล่อ ผิดกับพริมายังจ้องไม่กระพริบตาราวกับว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน
เพื่อนคนหนึ่งเอะใจทำไมเพื่อนไม่กระดี้กระด๊าเหมือนพวกตน จึงหันไปถามอีกครั้ง
“ผู้ชายคนนั้นหล่อดีเนอะ”
ขวับ!
“หล่อกับผีอะสิ หมาวัดยังดูดีซะกว่า” พริมาหันมาตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนเพื่อน ๆ ถึงกับชะงักงัน ไม่ใช่แค่เสียงที่ดูเหมือนไม่พอใจแต่ท่าทางและสีหน้าก็ด้วย
สี่คนที่เหลือมองหน้ากันเอง ไม่เข้าใจว่าเพื่อนโกรธอะไรสุดหล่อคนนั้น เอ๊ะ! หรือว่าจะ...
หน่วยกล้าตายคนหนึ่งฉุกคิดขึ้นได้รีบถามกับพริมา
“แกรู้จักเขาเหรอ”
“เออ! ไอ้นั่นแหละที่เดินชนฉัน”
“ฮะ!!” สี่คนต่างตกใจ ก่อนจะหันมามองหน้ากันอีกครั้ง แล้วหันไปมองชายคนนั้นให้เห็นเต็มตา ไม่ใช่จะโกรธแค้นแทนเพื่อน แต่สี่สาวคิดอิจฉาพริมาอยากจะเป็นคนถูกชนเสียเอง
จังหวะนั้นคนเดือดดาลทนไม่ไหว จู่ ๆ ลุกพรวดจ้ำอ้าวไปหาผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เพื่อนฝูงของชายหนุ่มพากันหันมามองด้วยความสนใจและใคร่รู้ ไม่นึกว่าสาวสวยจะมาอ่อยถึงที่ บ้างขยับจัดทรงเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อย บ้างก็เสยผมเติมเสน่ห์ มีคนหนึ่งทำท่าทางจะหยัดกายยืน
แต่ทว่าหญิงสาวกลับเอื้อนเอ่ยบางอย่างเสียก่อน “ตามฉันมาหรือไง”
สายตาเจ้าของเสียงไม่ละจากชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวแม้แต่น้อย ทุกคนบนโต๊ะจึงหันไปมองตามปลายสายตาของเธออัตโนมัติ ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องแซวก็ระเบิดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง บางคนทำตาโต บางคนยิ้มแซว ขณะที่ใจลึก ๆ แอบรู้สึกอิจฉาที่สาวสวยเลือกสนใจเพื่อนแทนที่จะเป็นตัวเอง
คนถูกหาเรื่องไม่ยี่หระสักนิด จิบเหล้าในมือก่อนจะวางลงบนโต๊ะ แล้วเงยมองหญิงสาว ใบหน้าคมคายกระตุกยิ้มเย้ยหยันให้กับเธอแทนคำพูดใด ๆ นั่นยิ่งทำให้ไฟโทสะในใจพริมาโหมแรง สองมือบางข้างตัวกำแน่นจนนิ้วขาว กัดฟันกรอด ๆ พร้อมจะมีเรื่องโดยไม่กลัวใคร
ทว่า!
สี่สาวลุกพร้อมใจกันไปหาพริมา รีบเข้าไปห้ามปรามเพราะท่าทางคุณหล่อนเหมือนจะกระโดดข้ามโต๊ะพุ่งไปหาชายคนนั้น โดยที่คนหนึ่งจับแขนเรียวรั้งไว้ อีกคนมาดักหน้า อีกคนกอดเอวบาง ส่วนอีกคนยืนยกมือไหว้รอบโต๊ะขอโทษขอโพย แต่ละคนทำหน้าที่เพื่อนอย่างเต็มที่
“ใจเย็นก่อนพริมา เดี๋ยวเรื่องใหญ่หรอกแก” หนึ่งในนั้นปราม
และได้ผล...พริมากวาดสายตามองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสี่สาว จึงยอมสงบสติเดินตามคนที่กำลังจูงมือเธอกลับมาที่โต๊ะ อย่าว่าแต่เพื่อนลำบากใจเลย แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมต้องโกรธไอ้บ้านั่นขนาดนี้ด้วย...อย่างกับมีอะไรเข้าสิง
เมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ
พริมาก็นั่งดื่มอีกรอบ แก้วบรั่นดีถูกยกกระดกดื่มรวดเดียวอยู่หลายคราเพื่อดับความโมโหในตัว และได้ผล...แอลกอฮอล์เหมือนเป็นยาชูใจดึงสติและอารมณ์ของเธอให้กลับมาเต็มร้อย หลังจากนั้นก็ไม่สนใจผู้ชายคนนั้นอีก
แก๊งสาวสวยปล่อยตัวปล่อยอารมณ์สนุกไปกับรอบข้าง ทั้งเสียงดนตรีเร้าใจเอย นักท่องราตรีกำลังเต้นเอย บรรยากาศชวนครึกครื้นไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้พริมาลืมเรื่องขุ่นมัวในใจไป
ทว่า...ความสนุกย่อมมีวันเลิกราเมื่อไฟทั้งคลับสว่างจ้า เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าคลับจะปิดแล้ว บรรยากาศสนุกสนานก็พลันจางหายไปในพริบตา เหล่านักเที่ยวเมื่อครู่ที่ยังโยกย้ายตามจังหวะดนตรีกลับหยุดชะงัก หันมามองหน้ากันเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน เสียงหัวเราะและเสียงเพลงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงเก็บสัมภาระกับบทสนทนาสั้น ๆ ก่อนผู้คนจะเริ่มแยกย้ายเดินออกประตูด้วยความอ้อยอิ่ง แม้ใจจะยังอยากสนุกต่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคืนนี้ถึงเวลาจบลงแล้ว
“กลับกันเถอะพวกแก” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงที่เริ่มแผ่วลงอย่างช้า ๆ ที่เหลือก็ต่างพยักหน้าตอบรับอย่างเหนื่อยล้า พริมาก็พยักหน้าคล้อยตาม ก่อนจะเดินตามพวกเพื่อนออกจากโต๊ะ
จังหวะที่กำลังลุกขึ้นยืน สายตาคู่สวยเหลือบไปมองโต๊ะของกลุ่มชายหนุ่มที่เคยสร้างเรื่องวุ่นวาย ทว่ากลับไม่มีใครอยู่เลย บนโต๊ะสะอาดเอี่ยม ราวกับไม่เคยมีใครนั่งตรงนี้ ไม่รู้กลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...
พริมาดึงสายสะพายกระเป๋าให้กระชับเป็นวินาทีเดียวกับที่มองไปยังชั้นล่าง เห็นผู้คนกำลังยืนออเป็นแถวตรงหน้าประตูเพื่อเดินออก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ก็แฝงไปด้วยความมีระเบียบ แต่...ดวงตาคู่สวยกลับหรี่ลง หัวคิ้วชนเข้าหากัน เมื่อเห็นคนคุ้นเคยอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
“อะ! นั่นมัน...” พริมาเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตกใจ เธอเพ่งมองให้แน่ใจก่อนจะหมุนตัวอย่างไว แหวกขอทางเพื่อนแล้วรีบก้าวฉับ ๆ ออกมาพร้อมกับหัวใจเต้นแรง ไม่หันกลับไปสนใจเสียงร้องเรียกตามหลังอีก เพราะเป้าหมายของเธอมีเพียงประตูทางออกเท่านั้น
แม้แก๊งเพื่อนจะสงสัยในอาการร้อนรนเหมือนเกิดเหตุร้ายของพริมา กระนั้นก็ไม่มีใครคิดตามไป เพราะรู้ความสามารถของเจ้าหล่อนดี หากมีเรื่องจริง ๆ คนอย่างพริมาเคลียร์ได้สบาย
ร่างบางจะไม่รีบร้อนขนาดนี้เลยหากคนที่เธอเห็นนั้นไม่ใช่แผ่นหลังของแฟนหนุ่ม แถมยังโอบกอดหญิงสาวแปลกหน้า เรื่องแบบนี้ใครจะยอมได้...
หญิงสาววิ่งมาถึงประตูทางออก แต่กลับไม่พบคนที่ตั้งใจตามหา กระนั้นไม่ได้ลดละเพียงเพราะไม่เจอ เธอฉวยโอกาสเบียดผู้คนออกไปนอกคลับ และเมื่อออกมาได้อันดับแรกที่ทำคือการกวาดสายตามองรอบ ๆ เพื่อหาแฟนหนุ่ม ทว่า! กลับเห็นรถที่เพิ่งวิ่งผ่านไปต่อหน้าต่อหน้า ป้ายทะเบียนทำให้รู้ว่าเป็นรถของเขา จะให้วิ่งตามก็คงไม่ทัน
จังหวะนั้นเสียงแตรดังลั่นพร้อมกับเสียงเบรกดังเอี๊ยด!
พริมาสะดุ้งโหยง หัวใจกระตุกวูบ ก่อนจะหันกลับไปมองต้นเหตุของเสียง พบว่านั่นเป็นรถบิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำจอดอยู่ด้านหลัง ระยะห่างแค่นิดเดียวล้อรถก็จะโดนขาของเธอ
ไฟหน้าส่องวาบใส่ใบหน้าสะสวยอย่างจงใจ คนขับสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ แสร้งกดแตรซ้ำเหมือนต้องการไล่ แต่เธอฉวยโอกาสก้าวไปด้านข้าง จู่ ๆ ก็เหยียบที่วางเท้าแล้วกระโดดขึ้นนั่งหันข้างซ้อนท้าย โดยไม่ห่วงชุดเดรสสั้นที่ตัวเองใส่
“นายตามรถคันนั้นไปที”
“ฮะ!” ความตกใจจากที่เธอกระโดดขึ้นมาซ้อนยังไม่หาย กลับต้องมาตกใจหนักกว่ากับน้ำเสียงออกคำสั่งอีก
“เถอะหน่า ฉันจ้าง ๆ เดี๋ยวเอาเงินให้”
คนขับลอบมองสีหน้าจริงจังของคนด้านหลังผ่านกระจก รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยกับความกล้าบ้าบิ่นปนความใจร้อนของคนตัวเล็ก เธอไม่ระแวดระวังตัวเองเอาเสียเลย หากเป็นโจรขึ้นมา ป่านนี้คงถูกพาไปทำมิดีมิร้ายไปนานแล้ว
“เร็ว ๆ สิ ฉันยอมจ่ายให้นายสองเท่าก็ได้” เสียงโวยวายเอ่ยพร้อมกับใช้สองมือเขย่าบ่าหนา เขาถอนหายใจก่อนจะเลือกทำตามคำพูดของเธอ โดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นเป็นรถของใคร จะไปที่ไหน?
เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน
++++++++
เธอกล้าไปกับคนอื่น นิสัยร้ายกาจมากไม่แพ้นางร้ายคนอื่นเลย
แล้วคนขับบิ๊กไบค์เป็นใครหน่า??