3 l คาหนังคาเขา

1113 Words
ตอนที่3 คาหนังคาเขา บิ๊กไบค์คันสีดำพุ่งทะยานไปตามถนนด้วยความเร็ว แซงซ้ายแซงขวาฝ่ากลุ่มรถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องไปตลอดสาย ส่วนคนซ้อนท้ายนั้นหลับตาปี๋ทั้งหวาดเสียวทั้งตื่นเต้น เกิดมายี่สิบสองปีก็เพิ่งเคยนั่งมอเตอร์ไซค์เร็วขนาดนี้เป็นครั้งแรก...เหมือนหัวจะหลุด กรี๊ดดดดด จะไม่ให้พริมาบ่นได้ไง...ลมแรงปะทะใบหน้าและเส้นผมยาวสยายรั้งไปด้านหลังอย่างกับถูกกระชาก มือบางต้องกำชายเสื้อหนังของคนขับไว้แน่นเป็นตัวช่วยในขณะที่ความรู้สึกของเธอเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนติ้วท่ามกลางเสียงรถและสายลมที่พัดกรูเข้ามาไม่หยุด แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปประมาณมากเริ่มส่งผลให้รู้สึกมึนงง รสชาติขมปนหวานยังค้างอยู่ในลำคอ จนอาการคลื่นไส้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น คล้ายกับว่าของเหลวในกระเพาะกำลังไหลย้อนมาทางปาก พริมาต้องเกร็งตัวสู้ลมไม่พอยังต้องควบคุมตัวเองไม่ให้หลุดอาเจียนออกมาในช่วงที่รถกำลังเร่งเครื่องอย่างรวดเร็ว ไม่น่าดื่มเยอะเลยฉัน... โชคดีที่วินาทีนั้นรถบิ๊กไบค์ชะลอความเร็วเลี้ยวเข้ามาในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อจอดสนิทหญิงสาวก็รีบก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าฝืนทน พยายามกลั้นหายใจควบคุมอาการที่เป็นอยู่ ระหว่างนั้นก็หยิบแบงค์เงินสดในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งมีประมาณห้าพันยัดใส่มือคนขับ แล้วรีบหมุนตัวเดินเข้ามาในตึก ตรงไปยังหน้าเคาน์เตอร์รับลูกค้าของทางโรงแรม เธอไม่แคร์ผมเผ้าที่เสียทรงจากการโดนลมเป่าเลย “พี่พล ไม่สิ! คนชื่อวีรพลอยู่ห้องไหนคะ” พนักงานต้อนรับมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนจะระบายยิ้มเมื่อเห็นว่าเฟอร์นิเชอร์บนตัวคนมาใหม่ล้วนเป็นแบรนด์เนม “ขอประทานโทษค่ะคุณลูกค้า ทางเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกค้าท่านอื่นให้ได้” “แต่ฉันเป็นแฟนเขา” พริมาเอ่ยพร้อมกับล้วงโทรศัพท์มือถืออย่างร้อนรนในกระเป๋าสะพาย รีบกดเบอร์แฟนหนุ่มด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า เธอรอฟังเสียงเรียกอยู่นานแต่ปลายสายกลับไม่มีใครรับ สร้างความว้าวุ่นพลุ่งพล่านยิ่งกว่าเดิม แม้จะโทรซ้ำอีกสองสามครั้งก็ยังไร้วี่แววอยู่ดี ดวงตาคู่สวยเหลือบไปเห็นพนักงานเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นเบื่อหน่าย จึงรีบเปิดอัลบั้มรูปในสมาร์ตโฟนให้ดูแทน “นี่รูป! เห็นไหมเขาเป็นแฟนฉันจริง ๆ เขาพักห้องไหนคะ” “ประทานโทษนะคะ ทางเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้ได้จริง ๆ” แม้จะเห็นเช่นนั้น แต่พนักงานก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม เป็นฝ่ายพริมาบ้างที่เปลี่ยนสีหน้าเป็นเซ็งกะตาย จังหวะที่กำลังถอดถอนใจ เสียงโทรศัพท์ข้างตัวพนักงานดังขึ้นพอดี หล่อนยกหูรับ เอาแต่พูด “ค่ะ ๆ” เหมือนรับคำสั่ง ทว่าน่าแปลกที่สายตาของหล่อนเอาแต่จับจ้องพริมา อย่างกับว่าปลายสายพูดถึงเธออย่างนั้นแหละ หลังจากวางสายไปแล้ว พนักงานก็หันมา “คุณลูกค้ารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะหาห้องตามที่ต้องการให้” ร่างบางเบิกตาโพลง ดีใจก็ดีใจอยู่หรอก แต่ก็งงเหมือนกันทำไมจู่ ๆ พนักงานถึงได้ยอมง่าย ๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังเสียงแข็งอยู่เลย คงเป็นเพราะปลายสาย ว่าแต่...นั่นเป็นใคร? แล้วรู้ได้ไงว่าตนกำลังลำบาก? คำถามผุดมากมายในระหว่างที่พนักงานกำลังดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้พริมาอยากถาม แต่ก็เลือกที่จะทิ้งความอยากรู้อยากเห็นไว้ หันมาสนใจเรื่องสำคัญมากกว่า นั่นคือการตามหาตัวแฟนหนุ่ม “ห้อง1446ค่ะ” พนักงานเอ่ยพร้อมกับยื่นคีย์การ์ดสำรองให้ มือบางรับพร้อมกับอมยิ้ม ไม่พูดพร่ำรีบหมุนตัวเดินไปทางลิฟต์กดไปชั้นสิบสี่ตามที่ได้ข้อมูลมา เธอเดินไล่หาเลขห้องทั่วทั้งชั้น ไม่นานก็เจอ... หญิงสาวใช้คีย์การ์ดแนบกับเครื่องอ่านหน้าประตู แล้วพยายามขยับคันโยกให้เบาที่สุดไม่ให้เกิดเสียงใด ๆ ขณะที่หัวใจเต้นแรงด้วยความประหม่าและระแวดระวัง ขาเรียวก้าวเท้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เห็นคือรองเท้าส้นสูงสีสดที่วางคู่กับรองเท้าหนังผู้ชายสภาพระเกะระกะเหมือนรีบร้อนถอด เธอก้าวต่อก็พบกับเสื้อผ้าที่ถอดกองไว้ทีละชิ้นไล่ไปตามพื้น พร้อมกับเสียงบางอย่างที่ดังเป็นจังหวะ ตอกย้ำเข้าไปอีกว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ใครบ้างจะไม่รู้ว่านั่นคือเสียงอะไร... พริมาเลือกที่จะอยากเห็นกับตา อยากจับให้ได้คาหนังคาเขา แม้หัวใจดวงน้อยจะรู้สึกหนักอึ้ง เต้นประหม่าด้วยความกลัวและลุ้นระทึก ภาวนาในใจอย่าให้สิ่งที่คิดนั้นเป็นความจริง ทว่า... เมื่อได้เห็นบนเตียง ดวงตาคู่สวยกลับเบิกกว้าง ภาพเบื้องหน้าคือแฟนหนุ่มกำลังซอยเอวยับใส่หญิงสาวที่เป็นฝ่ายนอนรับจังหวะอยู่ด้านล่าง เสียงครางทั้งคู่เหมือนสุนัขที่กำลังเห่าหอนไม่มีผิด หัวใจของพริมาเต้นตุบ ๆ ด้วยความโกรธ สองมือบางกำแน่นจนเป็นสีขาว ขบฟันกรอด ๆ เกิดเส้นปูดโปนบนขมับ ไฟสุมทรวงร้อนวูบวาบทั้งตัว ถ้านังผู้หญิงนั่นเป็นคนอื่นเธอก็คงไม่เจ็บเท่านี้ แต่นั่นเป็นน้องสาวของตัวเอง แม้จะเป็นคนแม่ก็ตาม “พี่พล!!” เจ้าของชื่อหันขวับมามองเจ้าของเสียง ใบหน้าของเขาซีดเผือด รีบผละออกจากกิจกรรมเบื้องหน้าอัตโนมัติ “พ...พริมา” “อย่ามาเรียกชื่อฉัน” เธอตวาดดังลั่น ดวงตาทมิฬหันขวับไปหาน้องสาวตัวดีที่กำลังหยัดกายนั่งพร้อมกับดึงผ้าห่มมาปิดเรือนร่าง หล่อนมีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้ฝ่ายชายเลย “พี่พริมาอย่าโกรธเลยนะคะ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด” เสียงสะอื้นเอ่ยพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า “เข้าใจผิด? หรือเข้ารูผิดฮะ!” คนที่น่าจะร้องควรเป็นคนที่ถูกหักหลังอย่างตนมากกว่า แต่พริมาเป็นคนเข้มแข็งไม่ใช่พวกที่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นง่าย ๆ ในเมื่อพวกมันสองตัวลอบกินลับหลังก็สมควรแล้วที่จะต้องโดนสั่งสอน ว่าแล้วก็... ขอกำลังใจกดจึ้ง ๆ ตรงหัวใจ+คอมเมนต์เติมไฟให้ไรต์ด้วยนะคะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD