ความทรงจำในวัยเด็ก

1662 Words
          “ไมค์ เดี๋ยวเจก็กลับมาแล้ว” แม่บ้านวัยสามสิบต้นๆ กระซิบบอกคนสวนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเพราะอีกฝ่ายกำลังเล้าโลมเธออย่างเอาเป็นเอาตาย              “ก็รีบๆ ทำสิครับคุณนายจะได้เสร็จไวๆ” ไมเคิลคนสวนสุดล่ำได้รับทิปแบบนี้ทุกครั้งเวลามาแต่งต้นไม้หรือตัดหญ้าให้บ้านหลังนี้ ถึงเธอจะไม่ใช่สาวรุ่นแต่ส่วนสัดก็ยังเต่งตึงหนั่นแน่นไปทุกส่วน ก็คนมีอันจะกินเขามีเวลาดูตัวเอง วันๆ ไม่ต้องทำงานทำการอะไรแค่อยู่บ้านไม่ก็ออกไปช้อปปิ้งแล้วก็กลับมารอรับลูกตอนบ่ายๆ              “ซี๊ด มะ ไมค์ อ๊า ไม่ไหวแล้ว” สุดาไม่อาจต้านทานอารมณ์ตัวเองได้เธอจึงลากพ่อหนุ่มให้มายืนแอบอยู่ตรงทางขึ้นชั้นสองขาเรียวยาวข้างนึงพาดไปบนราวบันได              “พั่บๆๆๆ” ไอ้หนุ่มคนสวนเสียบท่อนเอ็นอันโตเข้าไปจนสุดลำแล้วซอยกระหน่ำไม่นับครั้ง สองมือหนากร้านขยำขยี้ทรวงอกนิ่มหยุ่นคุณนายเจ้าของบ้านจนขึ้นรอยแดง เกมกามต้องห้ามดำเนินไปอย่างดุเดือดทั้งสองคนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว              “มามี๊” เด็กชายเจเดนเดินตามเสียงประหลาดมาเรื่อยๆ และก็พบว่ามารดาของตัวเองกำลังยืนหันหน้าเข้าหาคนสวน ทั้งคู่ส่งเสียงที่แปลไม่ออกว่ามันเจ็บปวดหรือกำลังจะพูดอะไรและร่างกายมีเหงื่อไหลโทรมตัว              “เจ” สุดารีบผลักคนสวนให้ห่างออกจากตัวแล้วถลกกระโปรงกลับลงไปส่วนคนสวนสุดล่ำก็เดินหนีออกหลังบ้านไปเลย              “มามี๊ทำอะไรครับ” เจเดนในวัยอนุบาลถามคุณแม่ด้วยความสงสัย              “เอ่อ มามี๊ปวดหัวจ้ะรู้สึกเหมือนตัวร้อนจะเป็นไข้ ไมค์เขาเลยช่วยดูให้”              “จริงด้วย มามี๊เหงื่อออกเต็มเลยผมไปหาผ้ามาให้นะครับ” เจเดนตัวน้อยวิ่งไปที่ห้องครัวแล้วคว้าผ้าขนหนูนุ่มๆ วิ่งกลับมาหามารดาด้วยความร้อนใจ              “ดีขึ้นไหมครับมามี๊” เจเดนซับเหงื่อของมารดาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง              “ดีขึ้นแล้วจ้ะ” สุดาตอบลูกชาย              “มามี๊ไปเอาของว่างมาให้นะครับ”              “ไม่เป็นไรครับ มามี๊นั่งนะครับผมไปหยิบเองได้” และอีกครั้งที่เด็กชายเจเดนวิ่งกลับไปที่ครัว เขาปีนไปบนเก้าอี้เพื่อหยิบขนมปังกับถ้วยแยมบนโต๊ะแล้วถือกลับมาหามารดาด้วยความระมัดระวัง สองมือเล็กๆ ทาแยมรสส้มไปบนขนมปังเนื้อนิ่มแล้วบิเป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนให้แม่ของเขาก่อน              “อร่อยไหมครับ”              “อร่อยจ้ะ” สุดาตอบแล้วหอมแก้มลูกชาย              “มามี๊ต้องไปหาหมอไหมครับ”              “ไม่ต้องหรอกจ้ะ เจป้อนขนมปังให้แม่อีกสามคำแม่ก็หายแล้ว”              “มามี๊หายแล้วเห็นไหมจ๊ะ” สุดายิ้มออกมาหลังจากกินขนมครบสามคำและลูกชายของเธอก็เลิกทำคิ้วขมวดในที่สุด              “เจขึ้นไปอาบน้ำนะครับแล้วเราลงมาช่วยทำมันบดกัน วันนี้ปาป๊าจะกลับมากินมื้อเย็นจ้ะ”              “เย้ๆ ดีใจที่สุดเลย” เจเดนวิ่งปรู๊ดขึ้นไปบนห้องของตัวเองแล้วสลัดเสื้อผ้าออกจากตัวด้วยความรวดเร็ว              “ไมค์” สุดาอุทานด้วยความตกใจ ไมเคิลลากคุณนายคนสวยหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วทำภารกิจที่ค้างไว้              “อ๊ะ ซี๊ดดด ถ้าผัวฉันอึดได้ครึ่งของเธอก็ดี”              “งั้นก็ให้ผมมาทำสวนทุกวันสิครับคุณนาย พั่บๆๆๆ”              “บะ บ้า คนก็ผิดสังเกตพอดี โอ๊ววว”              “เสร็จพร้อมกันนะครับคุณนาย อู๊ววววว” สุดาและไมเคิลประกบปากจูบกันอย่างดูดดื่มเพื่อเก็บเสียงครวญครางเอาไว้ ไมเคิลใส่เสื้อผ้ากลับเข้าที่เดิมแล้วเดินผิวปากออกไปส่วนสุดาก็จับผมเผ้าและชุดกระโปรงให้เข้าที่เข้าทางเพื่อไปรับบทบาทแม่และเมียที่ดี              “มามี๊ค้าบ” เจเดนวิ่งตึงตังลงมาหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว              “นี่ครับ เจบดได้เลย” สุดายื่นถ้วยมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ลูกชาย เจเดนมีหน้าที่บดมันให้ละเอียดด้วยช้อนอันโตเพราะเธอไม่กล้าให้ลูกชายใช้มีดหรืออุปกรณ์ทำครัวอื่นๆ              “เมื่อยรึยังครับเจ” สุดาหันมาถาม เธอหมักเนื้อไว้แล้วเหลือก็แค่เอาไปย่างบนเตาเท่านั้น              “ยังครับมามี๊ มันยังไม่ละเอียดเลย”              “มามี๊ช่วยทำนะครับ” สุดาเอาช้อนมาอีกคันแล้วนั่งลงข้างๆ ลูกชาย ระหว่างที่ช่วยกันบดเธอก็คุยกับลูกไปด้วย              “จริงหรอจ๊ะ” ลูกชายของเธอกำลังเล่าถึงบทเรียนวันนี้ คุณครูเอ็มม่าพาออกไปที่สวนหลังโรงเรียนแล้วพาไปดูดักแด้              “จริงครับมามี๊ คุณครูเอ็มม่าบอกว่าหนอนพวกนั้นจะโตเป็นผีเสื้อแสนสวยผมเห็นผีเสื้อตอมดอกไม้เต็มเลยครับแต่ละตัวปีกสีไม่เหมือนกันด้วย บางตัวสีส้ม บางตัวสีฟ้า บางตัวมีตั้งหลายสีบนปีกเดียวกัน” เด็กชายตัวน้อยเล่าด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ไปเห็นมาเมื่อบ่ายและมันทำให้หัวสมองของเจเดนลืมภาพของมารดากับคนสวนไปแทบจะทันที              “แล้วโตขึ้นเจอยากเป็นอะไรจ๊ะ”              “เป็นนักแมลงครับ” คำตอบของเด็กน้อยเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันสักวันและสุดาก็ไม่ได้กังวลใจด้วย เด็กๆ มีความคิดและจินตนาการอันกว้างไกลลูกสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่เขาต้องการขอแค่สิ่งนั้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ              “คนที่ศึกษาด้านแมลงเขาเรียกว่านักกีฏวิทยาจ้ะ” สุดาแก้ไขคำให้ถูกต้อง              “นักกินวิดทะยาหรอครับ” เจเดนทวนคำด้วยความงุนงง ทำไมนักแมลงชื่อเรียกยากจัง              “ไม่ใช่จ้ะออกเสียงว่า กี-ตะ-วิด-ทะ-ยา” สุดาพูดช้าๆ ชัดๆ ให้ลูกชายฟังอีกครั้ง ต้องหัดกันอยู่หลายรอบกว่าเจเดนจะพูดถูก              “โอเคจ้ะ ละเอียดแล้ว” สุดานำมันฝรั่งเนื้อละเอียดผสมนมและเครื่องเทศอีกเล็กน้อยจากนั้นจึงนำเข้าเตาอบ สองแม่ลูกช่วยกันเตรียมมื้อเย็นด้วยความตั้งใจเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยปีเตอร์ก็กลับมาถึงบ้านพอดี              “ปาป๊า” เจเดนวิ่งไปหาบิดาแล้วชายหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมก็อุ้มเด็กชายตัวน้อยไปฟัด              “วันนี้มีอะไรกินบ้างเจค” ปีเตอร์ถามลูกชาย              “มีสเต๊กหมู สลัดแล้วก็มันบดที่ผมช่วยมามี๊ทำครับ”              “ว้าว มันบดต้องอร่อยที่สุดแน่ๆ”              “สเต๊กของมามี๊อร่อยที่สุดครับ ผมยังเด็กยังไม่มีสีมือ”              “ฝีมือจ้ะ” สุดาแก้ไขคำให้ถูกต้อง ถ้าเป็นสำนวนลูกชายของเธอมักจะใช้ผิดๆ ถูกๆ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เธอพยายามให้ลูกพูดกับเธอด้วยภาษาไทยและสนทนากับบิดาด้วยภาษาอังกฤษและเยอรมัน              “เหนื่อยไหมคะ” สุดารับเสื้อสูทของสามีไปแขวนเข้าที่แล้วถามด้วยความห่วงใย              “นิดหน่อย วันนี้ประชุมเกือบทั้งวัน” ปีเตอร์ตอบภรรยาแล้วปลดกระดุมตรงข้อมือออก จากนั้นก็ขยับเนกไทให้มันคลายปมแล้วภรรยาผู้แสนดีก็เอาน้ำเย็นเจี๊ยบมาให้              “ปาป๊าเท่สุดๆ เลย” เจเดนชอบดูเวลาบิดาปลดกระดุมเสื้อและคลายเนกไท มันเป็นสิ่งที่เด็กแบบเขาคิดว่าเจ๋งและเท่ที่สุดในโลกเพราะมันคือท่าทางของผู้ชายที่เป็นผู้นำครอบครัว              “โตขึ้นเจคจะเท่กว่าปาป๊าอีก” ปีเตอร์ลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู              เจเดนเกิดในครอบครัวของคนมีอันจะกินและคนภายนอกต้องอิจฉาเด็กชายคนนี้แน่ๆ เพราะมีมารดาที่แสนจะเรียบร้อยงานบ้านงานเรือนก็เก่งไม่เป็นรองใครส่วนบิดาก็เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งเอาการเอางานแต่ก็ไม่ลืมภรรยาและลูกชาย สามคนพ่อแม่ลูกจะต้องทานข้าวด้วยกันอย่างต่ำสัปดาห์ละสองครั้ง                 แต่มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาความเอาใจใส่จอมปลอมจากสุดาจะมีให้สามีเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าลูกชายเท่านั้นและปีเตอร์ก็ประพฤติแบบนั้นเช่นกัน สองสามีภรรยาทนอยู่กันไปเพราะไม่ต้องการให้ลูกชายต้องมีปมด้อยการฟ้องหย่าในประเทศนี้มันละเอียดอ่อนและซับซ้อนและคนที่จะได้รับผลเสียที่สุดก็คือเด็ก              ปีเตอร์ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์และเขารู้ดีว่าเด็กที่เข้าระบบบ้านอุปถัมภ์น่าสงสารขนาดไหนเขาไม่มีวันให้ลูกชายคนเดียวต้องตกอยู่ในสถานะนั้นแน่ๆ ส่วนสุดาก็หอบผ้ามาอยู่กับผู้ชายที่เธอยังรู้จักไม่ดีพอแต่ด้วยความคิดง่ายๆ ว่าการมีสามีฝรั่งจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นเธอจึงเดินทางมาค่อนโลกแล้วอยู่ในประเทศที่ไม่รู้จักใครเลยสักคนนอกจากสามีตัวเอง              แรกเริ่มความรักมันก็หวานชื่นดีแต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานๆ นิสัยเสียเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละคนที่มันขัดตาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกทีจนในที่สุดทั้งปีเตอร์และสุดาก็เบื่อหน่ายกันไปเองแต่ก็เลิกกันไม่ได้เพราะมีลูกรั้งเอาไว้ ถึงทั้งคู่จะเอือมระอากันแค่ไหนแต่สิ่งเดียวที่เป็นจุดเชื่อมทุกอย่างเอาไว้ก็คือเจเดน              สุดาไม่อยากอยู่ที่นี่ ลอนดอนเมืองที่อึมทึมและห่างไกลบ้านเกิดแต่เธอก็ไปไหนไม่ได้เพราะเป็นห่วงลูกชายและที่สำคัญเธอไม่มีเงินไม่มีงานครั้นจะกลับเมืองไทยไปเริ่มต้นใหม่อยู่แบบอดมื้อกินมื้อเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดเลือกทำแน่ๆ เธอจึงทนอยู่กับสามีหน้านิ่งเพื่อความอยู่รอดและเริงรักกับผู้ชายเป็นกิจกรรมแก้เซ็ง               
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD