เตยหอมชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองที่ประตู
แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นทันที
“สวัสดีจ้า…พี่สะใภ้มาแล้วเหรอคะ”
คำเรียกนั้นชัดเจน จงใจ และเต็มไปด้วยความหมาย
เฌอรีนเม้มปากแน่นเล็กน้อย
ก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องอย่างพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ เรียกเฌอรีนก็ได้ค่ะ เฌอน่าจะเป็นรุ่นน้องค่ะ”
เธอวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง แต่สายตากลับไม่ยอมมองศิลาโดยตรง
เหมือนยังติดอยู่กับคำเมื่อครู่
เตยหอมมองทั้งสองคนสลับกันไปมา
ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
“เตยเรียกพี่สะใภ้ได้จ้า ง่ายดีอย่าไปนับอายุเลยนะ”
“ค่ะ งั้นเฌอขอเรียกพี่เตยนะคะ”
“จ๊ะ”
เตยหอมพูดพลางเก็บอุปกรณ์ทำแผลอย่างรวดเร็ว
“ทำแผลให้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือ…ให้คนสำคัญ...ดูแลต่อดีกว่านะพี่”
คำว่า คนสำคัญ ถูกเน้นเบา ๆ
จนเฌอรีนต้องหน้าแดงระเรื่อ
“เตย…”
ศิลาเอ่ยเรียกเสียงต่ำ เหมือนจะเตือน
แต่สายเกินไป
เตยหอมยักไหล่เล็กน้อย
“โอเค ๆ ไม่แซวแล้วค่ะ เตยขอตัวนะคะ”
เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินผ่านเฌอรีนไป
แล้วกระซิบแผ่ว ๆ ข้างหู
“ฝากพี่ชายเตยด้วยนะคะ…เขาดื้อจะตาย”
ยังไม่ทันที่เฌอรีนจะตอบอะไร
ประตูก็ปิดลง
ทิ้งความเงียบไว้ในห้องอีกครั้ง
เหลือเพียง…สองคน
เฌอรีนยืนอยู่ตรงเดิมไม่รู้จะหันไปทางไหน
ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง
สุดท้าย เธอก็เลือกจะหยิบชามซุปขึ้นมา
“ทานก่อนเถอะค่ะ…เดี๋ยวทานยาจะได้ไม่กัดกระเพาะ”
เธอพูดเรียบ ๆ เหมือนปกติ
แต่ยังคงไม่มองหน้าเขา
ศิลามองเธอนิ่ง ๆ สายตาคมจ้องจับทุกอาการ
ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ได้ยินแล้วใช่ไหม?”
คำถามนั้นทำให้มือเธอชะงัก
เพียงเสี้ยววินาที
“อะไรคะ”
เธอย้อนถาม ทั้งที่รู้อยู่แล้ว
ศิลายิ้มมุมปาก
“ก็คำว่า ‘เมีย’ น่ะ”
คราวนี้เฌอรีนเงียบไปจริง ๆ
แก้มเริ่มร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ได้ยินค่ะ...นั่นมันแค่”
เธอกำลังจะปฏิเสธ
แต่ศิลาแทรกขึ้นมาก่อน
“แค่อะไร? ...ผมใช้คำนี้ได้แค่กับคุณคนเดียวนะ”
เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงต่ำลงอย่างจงใจ
แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง
แม้จะยังเจ็บแผลอยู่
แต่ก็เดินเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว
เฌอรีนถอยหลังโดยอัตโนมัติ
จนแผ่นหลังชิดกับโต๊ะ ศิลาหยุดอยู่ห่างจากเธอเพียงเอื้อมมือถึง สายตาคมยังคงจับจ้อง ไม่เปิดโอกาสให้เธอหลบหนีไปทางอื่น
“คุณชอบไหม?”
เฌอรีนอึกอัก ๆ ไม่รู้จะตอบเขายังไงดี เธอพยายามจะถอยหนี
“จะถอยไปถึงไหน”
เขาพูดเบา ๆ เหมือนถาม แต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง
เฌอรีนเม้มปากแน่น มือที่ถือชามซุปเริ่มสั่นเล็กน้อย
“คุณยังเจ็บแผลอยู่นะคะ… อย่าเดินมากเลย ไปนั่งเถอะค่ะ”
เธอพยายามเปลี่ยนเรื่อง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
ศิลายกมือขึ้นช้า ๆ
แตะขอบโต๊ะด้านข้างเธอ กักพื้นที่ไว้ทั้งสองด้าน เหมือนจงใจทำให้เธอไม่มีทางหนี
“ยังไม่ตอบผมเลย... คุณชอบคำนี้ไหม?”
เสียงเขาต่ำลงอีกนิด ใกล้จนเธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ
เฌอรีนกลืนน้ำลาย
พยายามหลบสายตา แต่ยิ่งหลบก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกจับได้
“มันก็แค่คำเรียก ไม่ได้สำคัญอะไรสักหน่อย…”
เธอพูดเบา ๆ ไม่มั่นใจนัก
ศิลาหัวเราะในลำคอ
“แน่ใจหรือว่าไม่สำคัญ หึ”
คำตอบนั้นทำให้เธอชะงัก
เขาขยับเข้ามาใกล้อีกนิด แล้วเอียงหน้ามองเธอ
“คุณไม่ชอบเหรอ…ที่ผมเรียกแบบนั้น”
คำถามตรง ๆ ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เฌอรีนกำมือแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาในที่สุด
“ไม่ได้ไม่ชอบ…”
คำตอบหลุดออกมาเบากว่าที่คิด
ศิลาหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนพอใจ
“งั้นก็แปลว่า…ชอบ?”
เธอหน้าแดงจัดทันที
“คุณนี่…” เธอทำหน้ายู่ใส่เขาอย่างหงุดหงิดแต่ไม่ได้โกรธ
“เฌอรีนครับ”
น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไป จริงจังขึ้น…และอ่อนลงอย่างประหลาด
“ขอให้คุณมั่นใจในตัวผม แม้เราจะพึ่งเจอกันไม่นาน แต่ผมก็จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังในตัวผมแน่นอน”
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ไม่มีเสียงอะไร นอกจากเสียงหัวใจของเธอเองที่ดังชัด
เฌอรีนมองเขา สุดท้ายเธอก็หลบตาอีกครั้ง
เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่ต้องพูดมากแล้วค่ะ ทานซุปรองท้องก่อนจะได้ทานยา”
มุมปากศิลาโค้งขึ้นช้า ๆ
“คุณกำลังเขินผม”
เฌอรีนอมยิ้ม ก้มหน้าแก้มร้อนผ่าวขึ้นอีกระดับ
“คุณป้อนผมหน่อยสิ”
เฌอรีนเงยหน้าขึ้นมองทันที
“คะ?”
“ผมเจ็บอยู่นะ” เขายิ้มบาง ๆ
“แล้วเมื่อกี้ใครบอกให้ผมทานซุปก่อน จะได้ทานยานะ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
แต่สุดท้าย…ก็ยอมตักซุปขึ้นมา
มือยังสั่นนิด ๆ แต่ก็ยื่นไปหาเขา
"อ้าปากค่ะ" เธอออกคำสั่ง
"ครับผม"
ศิลามองเธอ สายตาอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยมองใครมาก่อน
และครั้งนี้…เขายอมทำตามอย่างว่าง่าย
โดยไม่แซวอะไรเพิ่มอีก แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสอง
กลับยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม
ทันใดนั้น “ครืด... ครืด ~~”
เฌอรีนก้มลงมองโทรศัพท์ในมือ หน้าจอสว่างวาบพร้อมชื่อที่ปรากฏขึ้น ริสา เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันที่อเมริกา
“ตายจริง... ลืมไปเลยว่าวันนี้ริสากลับไทย”
เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะรีบกดรับสายแทบไม่ทันคิด
“จ้าริสา... ลงเครื่องนานหรือยังเนี่ย”
“เพิ่งได้สักพักเองจ้า พี่ภัทรมารับน่ะ แล้วนี่เฌอรีนอยู่ที่ไหน”
ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงสดใส แต่คำถามนั้นกลับทำให้เฌอรีนนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับต้องรวบรวมความกล้าบางอย่าง ก่อนจะตอบออกมาแผ่วเบา
“อยู่บ้าน... สามี”
คำว่า สามี ที่หลุดออกจากริมฝีปาก ทำให้ศิลาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตาคมวาวระยับด้วยความพึงพอใจ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตักซุปเข้าปากอย่างอารมณ์ดี เหมือนคนที่เพิ่งได้ยินสิ่งที่รอคอยมานาน
เฌอรีนหันไปถลึงตาใส่เขาอย่างเขินปนหงุดหงิด แต่เขากลับเพียงหัวเราะในลำคอ ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“สามีเหรอ?” เสียงริสาทางปลายสายแทบจะหลุดหัวเราะ
“นี่เธอมีสามีตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!”
เฌอรีนเม้มปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เรื่องมันยาวน่ะ...ไว้เจอแล้วจะเล่าให้ฟังนะ”
“จ้าไว้เรานัดกันนะ งั้นวางสายก่อนนะ ริสาขนของขึ้นรถก่อน”
“จ้าไว้เจอกัน”
เฌอรีนวางสายแล้วหันมามองเขาทันที
“คุณยิ้มอะไรคะ”
“ก็ยิ้มที่คุณบอกว่าผมเป็นสามีไง”
เฌอรีนไม่พูดต่อ แต่กลับเดินไปหยิบยาในแก้วยื่นให้เขา
“ทานซุปเสร็จแล้วทานยาก่อนค่ะ จะได้พักผ่อน”
“ขอบคุณครับ”
เขารับยามาใส่ปากและดื่มน้ำตาม
“แค่ก ๆ”
“คุณศิลา”
เฌอรีนรีบลูบหลังให้เขาอย่างเร็ว
“ครับ ผมไม่เป็นไร แค่ไอเฉย ๆ”
“ชอบทำให้ตกใจ คิดว่าติดคอซะแล้ว”
เธอพึมพำ ก่อนจะผละออกห่างเล็กน้อย
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวหนีไปไกลกว่านั้น
“เฌอรีน”
เธอชะงัก
เสียงเรียกเบา ๆ แต่ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง
ศิลามองเธอนิ่ง ๆ สายตาคราวนี้…ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนก่อน
“ผม…เหนียวตัว”
เฌอรีนยังไม่ทันได้โล่งใจ
เขาก็พูดต่อช้า ๆ
“ช่วยผมหน่อยสิ”
ปลายน้ำเสียงนั้นต่ำลงเล็กน้อย แต่ชัดเจนพอจะทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
มือที่กำลังจะวางแก้วน้ำ หยุดค้างอยู่กลางอากาศ
หัวใจเต้นแรงขึ้น…อย่างควบคุมไม่ได้
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาคมยังคงจับจ้องไม่ปล่อย
“คุณจะช่วย…หรือจะปล่อยให้ผมทนเหนียวตัวแบบนี้ทั้งคืนดี”
น้ำเสียงนั้นต่ำลงจนหัวใจเธอสั่น
เฌอรีนเม้มปากแน่น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ก็ได้ค่ะ…”