“ดื้อฉิบหาย ผู้หญิงอะไรวะ”
มังกรสบถพึมพำเสียงต่ำ พลางหันกลับมามองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่กำลังเดินหายไปจากสายตา สีหน้าหงุดหงิดปนเสียฟอร์มอย่างเห็นได้ชัด
“ชอบเหรอวะ” ชินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกวน ๆ เหมือนจับพิรุธได้
“ชอบก็เหี้ยละ” มังกรหันไปค้อนเพื่อน “ยายนั่นไม่ใช่สเปกกูเลย แค่ปากก็ไม่ผ่านแล้ว ด่ากูซะขนาดนั้น”
ไผ่ที่เดินเข้ามาสมทบยกมือขึ้นตบไหล่มังกรเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าไปทางทิศที่ครีมมี่เดินจากไป
“คนแรกป่ะ ที่กล้าด่ามึงซึ่งหน้าแบบนั้น”
“เออ ไอ้สัส คนแรก” มังกรหัวเราะหึในลำคอ “ปกติผู้หญิงที่เข้าหากูมีแต่เสียงหวาน ๆ พูดเพราะ ๆ ทั้งนั้น มีแค่ยายนั้นแหละ เนิร์ต ๆ แต่ปากจัดฉิบหาย”
“ฮ่า ๆ ๆ” ปอนด์หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“โดนเด็กเนิร์ตด่าใส่หน้าแบบนี้ หน้าอายฉิบหายเลยนะมึง”
เสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ดังกลบไปกับบรรยากาศยามเย็นหน้าคณะ
ครีมมี่เดินแยกออกมาจากตรงนั้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง ตลอดทางเธอบ่นพึมพำไม่หยุดจนคนที่เดินสวนทางเผลอมองตามอย่างงง ๆ ราวกับคิดว่าเธอคุยกับตัวเอง
“หยี๋! ไอบ้าเอ๊ย คิดว่าตัวเองเป็นใครกันวะ คิดว่าหล่อมากหรือไง” เธอชำเลืองมองรอยแดงตรงแขนตัวเองแล้วขมวดคิ้วแน่น “จับแขนคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนั้น มารยาทไม่มีเลย ดูสิ แดงหมดแล้ว”
ครีมมี่สะบัดแขนเบา ๆ อย่างหงุดหงิด ก่อนจะถอนหายใจแรง
“ชื่อมังกรอะไรนั่น ใครเขาอยากรู้จัก ไม่ได้ถามสักหน่อย”
เธอพึมพำบ่นต่อไปอีกสองสามประโยค พลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เหมือนอยากเดินหนีทั้งเหตุการณ์และผู้ชายปากเสียคนนั้นออกไปให้ไกลที่สุด
“โอ๊ย… วันซวยจริง ๆ”
20 : 00 น.
ทันทีที่ครีมมี่ก้าวเข้ามาในร้าน แสงไฟสลัวกับเสียงเบสจากด้านในก็กระแทกโสตประสาท เธอไม่แวะมองอะไรทั้งนั้น รีบเดินตรงเข้าห้องแต่งตัวพนักงานอย่างคุ้นเคย
กระเป๋าผ้าถูกโยนลงบนเก้าอี้ก่อนที่เธอจะถอนหายใจยาว เหมือนปลดภาระของวันทั้งวันออกจากบ่า
ยังไม่ทันได้หยิบแปรงแต่งหน้า เสียงแหลมคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“อีครีม วันนี้แกมาสายนะยะ”
เจ๊หนูดี ผู้จัดการร้าน และคนดูแลส่วนตัวของดีเจซันเดย์ ยืนกอดอกพิงกรอบประตู มองเธอด้วยสายตาจับผิดตามสไตล์ แต่สีหน้ากลับไม่ได้ดูโกรธอย่างที่ปากพูด
ครีมมี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแหย
“โหเจ๊…หยวน ๆ ให้หน่อยเถอะ เพิ่งเปิดเทอม ปีหนึ่ง กิจกรรมเยอะจะตายอยู่แล้ว”
เจ๊หนูดีเลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่าแกมาสาย”
“ก็คิดว่าจะมาบ่นซะอีก” ครีมมี่พึมพำ พลางเปิดกระเป๋าเครื่องสำอาง
“แค่มาเตือน” เจ๊หนูดีพูดเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ที่หลังอย่ามาสายขนาดนี้ ถ้าจะสายก็ไลน์มาบอกเจ๊หน่อย แกก็รู้…มันมีพวกขี้อิจฉาแกอยู่”
ครีมมี่ชะงักมือไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“รู้แล้วน่าเจ๊ คราวหน้าจะระวังมากกว่านี้”
เจ๊หนูดีมองเธออีกครั้ง ตั้งแต่แว่นกรอบบาง เสื้อเชิ้ตเรียบร้อย จนถึงใบหน้าใสซื่อที่ใคร ๆ ไม่มีวันเชื่อว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผู้หญิงตรงหน้าจะกลายเป็นดีเจซันเดย์ ตัวแม่บนเวที
“แต่งตัวให้พร้อมล่ะ อีกครึ่งชั่วโมงขึ้นเวที”
“ค่ะเจ๊” ครีมมี่ตอบเสียงนิ่ง แต่แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง
เมื่อประตูห้องแต่งตัวปิดลงอีกครั้ง ครีมมี่มองตัวเองในกระจก ก่อนจะสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง
จากเด็กเนิร์ตในห้องสมุด…
ถึงเวลาสวมบทบาทอีกด้านของเธอแล้ว
หลังจากนั้นครีมมี่ก็เริ่มลงมือแต่งหน้าทันที
เธอถอดกรอบแว่นตาออกอย่างคุ้นเคย วางมันลงบนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะก้มลงค้นหาตลับคอนแทคเลนส์ในกระเป๋าผ้าใบเก่า ๆ ที่ใช้ประจำ
มือเรียวหยิบมันขึ้นมาอย่างชำนาญ ก่อนจะใส่เลนส์เข้าดวงตาทีละข้าง จนภาพตรงหน้าคมชัดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเลนส์แว่นอีกต่อไป
กระจกบานเล็กสะท้อนภาพหญิงสาวที่ดูต่างจากตอนอยู่ในห้องสมุดโดยสิ้นเชิง
ครีมมี่เริ่มจากการลงรองพื้น เกลี่ยอย่างพิถีพิถันจนผิวดูเรียบเนียน ก่อนจะตามด้วยคอนซีลเลอร์ปิดรอยคล้ำใต้ตาที่เกิดจากการอ่านหนังสือดึกแทบทุกคืน
เธอปัดแป้งบาง ๆ ให้ผิวดูแมตต์แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ
อายแชโดว์โทนเข้มถูกแตะลงบนเปลือกตาอย่างใจเย็น ไล่เฉดสีจนดวงตาดูคมและมีเสน่ห์ ก่อนจะกรีดอายไลเนอร์เส้นคมกริบ
ตัดกับขนตาที่ถูกปัดจนงอนยาว ริมฝีปากถูกแต้มด้วยลิปสติกสีแดงเข้ม สีเดียวกับที่เธอใช้ขึ้นเวทีทุกคืน
หลังจากลงรองพื้นและเกลี่ยผิวจนเนียนกริบ ครีมมี่ก็หยิบอุปกรณ์ทำผมขึ้นมา
เธอเสียบปลั๊กเครื่องม้วนผม รอจนความร้อนขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ แบ่งผมยาวสลวยออกเป็นช่อเล็ก ๆ
ปลายนิ้วเรียวพันปอยผมเข้ากับแกนเหล็กอย่างชำนาญ
ช่อแล้ว…ช่อเล่า
เส้นผมตรงเรียบที่เคยดูเรียบร้อยในห้องสมุด ค่อย ๆ กลายเป็นลอนอ่อน ๆ ไล่ตั้งแต่ช่วงกลางผมลงไปถึงปลาย ดูพลิ้วและมีชีวิตชีวามากขึ้น
เธอสลัดผมเบา ๆ หน้ากระจก ก่อนใช้นิ้วสางให้ลอนคลายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ
จากนั้นฉีดสเปรย์บาง ๆ เพื่อเซตทรง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้องแต่งตัว
ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังราวแขวนเสื้อที่ตั้งอยู่มุมห้อง ครีมมี่ชะงักเล็กน้อยเมื่อสายตาไปสะดุดกับชุดที่เจ๊หนูดีเตรียมไว้ให้สำหรับคืนนี้
เธอเอื้อมมือหยิบมันออกมาพิจารณา เดรสสีดำสนิทเนื้อผ้ามันเงา แนบเนื้อพอดีตัว ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ด้านหน้าคอเว้าลึกพอให้เห็นแผ่นอกขาวเนียน
ส่วนด้านหลังเปิดแผ่นหลังเกือบทั้งหมด เผยความเซ็กซี่แบบไม่ต้องพยายามมากเกินไป
“แรงเหมือนเดิม…”
ครีมมี่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางกวาดสายตามองชุดในมือ ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มบางอย่างคุ้นเคย เธอรู้อยู่แล้วว่าชุดที่เจ๊หนูดีเลือกมาให้ ไม่มีคำว่า ธรรมดา อยู่ในพจนานุกรม
หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องน้ำ ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา เสียงสลักดัง แกร๊ก ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างบางจะเดินออกมาอีกครั้งในลุคที่ต่างจากเด็กเนิร์ตในห้องสมุดราวกับคนละคน
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร เสียงตบมือก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
แปะ! แปะ! แปะ!
“เจ๊ว่าละ ว่าแกต้องใส่แล้วออกมาดูดี” เจ๊หนูดีพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“รู้ไหม เจ๊ไปแย่งอีปาล์มมี่มาเลยนะ นางบอกอยากใส่ แต่เจ๊หมั่นไส้ เลยยึดมาให้แกใส่แทน”
“ไปแย่งมันมาทำไมอ่ะเจ๊” ครีมมี่ถอนหายใจเบา ๆ ขณะรูดซิปกระเป๋าเครื่องสำอาง “เดี๋ยวมันก็เอาไปนินทาหนูอีก โคตรน่ารำคาญ”
เจ๊หนูดีหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะกอดอกมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ก็ปล่อยมันนินทาไปสิ คนมันไม่ถึง ยังไงก็ได้แค่มอง”
ครีมมี่เงยหน้าขึ้นสบตาเจ๊ ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อย มุมปากยกยิ้มบาง ๆ
“ก็จริงนะ…”
เจ๊หนูดีตบท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบ ๆ แต่หนักแน่น
“จำไว้เลยครีม ชุดมันเลือกคนใส่ ไม่ใช่ใครก็ใส่แล้วรอด”
เจ๊หนูดีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา นิ้วเรียวไล่หน้าจอเร็ว ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองครีมมี่อีกครั้ง
“อีกสิบห้านาที ไปยืนสแตนด์บายข้างเวทีได้แล้วนะ” เธอพูดเสียงเรียบแต่แฝงความจริงจัง “เจ๊ไปละ เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าดูแลแต่ลูกรัก”
ครีมมี่พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะแกะจูปาจุ๊ปส์ขึ้นมาอม ดึงผมลอนยาวให้เข้าที่ แล้วสะพายหูฟังดีเจพาดคอไว้ตามสไตล์
“อืม ไปเถอะเจ๊” เธอตอบสั้น ๆ แต่แววตามั่นใจไม่ต่างจากทุกคืน
เมื่อประตูห้องแต่งตัวปิดลง ครีมมี่สูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง เสียงดนตรีจากหน้าเวทีเริ่มดังทะลุเข้ามาเป็นจังหวะหนักแน่น ไฟนีออนหลากสีสะท้อนเข้ามาตามทางเดินแคบ ๆ