อัทธ์ อัศวศิริโกศล รองประธานบริษัท
เอแอนด์ทีอิเล็คทริค บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับต้นของประเทศ เขาคือทายาทของคุณอนันต์ อัศวศิริโกศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ เนื่องจากบิดามารดาได้ลาจากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อครั้งชายหนุ่มยังเยาว์วัย
ตั้งแต่เล็กจนโตอัทธ์ถูกปลูกฝังจนจำได้ขึ้นใจว่าเติบโตขึ้นไปจะต้องได้เป็นหัวเรือใหญ่แห่ง
เอแอนด์ทีอิเล็คทริค เขามักจะติดสอยห้อยตามคุณอนันต์เข้าบริษัทเป็นประจำ จึงทำให้ชายหนุ่มมีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจครอบครัว จนเกิดการซึมซับไปโดยปริยาย
หลังอัทธ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ประเทศอังกฤษ ชายหนุ่มก็กลับมาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท สร้างสรรค์ผลงานมากมายที่ทำให้เกิดเม็ดเงินมหาศาล ใครต่อใครก็ต่างคิดว่าอีกไม่นานตำแหน่งประธานจะต้องเป็นของอัทธ์อย่างแน่นอน และเขาเองก็คิดเช่นนั้น
ทว่า...วันนี้ชายหนุ่มกลับต้องมานั่งหน้าตาเครียดขึงหลังสิ้นสุดการประชุม เนื่องจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นปู่เมื่อเช้านี้
คุณอนันต์ประกาศกร้าวว่าหลานชายอาจไม่ได้ครอบครองตำแหน่งประธานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าหากเขาไม่ยอมแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที
'ถ้าแกไม่แต่งงานตามที่ฉันสั่ง ฉันจะไม่ให้ตำแหน่งประธานกับแก'
'คุณปู่ สองเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ทำไมต้องเอามาใช้เป็นเงื่อนไขด้วย'
'ก็ถ้าฉันไม่ทำแกก็เอาแต่ทำงาน ตระกูลของฉันคงได้สิ้นชื่อกันก็คราวนี้'
สิ้นเสียงกร้าวของคุณอนันต์ ท่านก็โยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอาหาร ในแฟ้มนั้นเต็มไปด้วยภาพถ่ายและประวัติโดยสังเขปของหญิงสาวมากมายที่ท่านเฟ้นหามาให้
อัทธ์นั่งมองแฟ้มเจ้าปัญหานั้นด้วยความกลัดกลุ้ม จนไม่รับรู้ถึงเสียงเรียกของอิสระ ลูกพี่ลูกน้องคนสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด
“เฮ้ย พี่อัทธ์” อิสระตบโต๊ะเสียงดังจนคนเป็นพี่สะดุ้งโหยง
“อะไรของแกเนี่ยไอ้อิส”
“เป็นไรวะพี่ ประชุมเสร็จก็เหม่อเลย”
“ไม่มีอะไรหรอก” ว่าจบก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด นั่นยิ่งทำให้อิสระสงสัยหนักขึ้น
“ไม่มีน้อยล่ะสิ มีอะไรเล่ามาเลย”
“ทีเรื่องงานไม่เห็นใส่ใจแบบนี้”
อัทธ์ยกสองแขนขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางผินหน้าไปทางแฟ้มสีดำที่เขาถือติดมือเข้าห้องประชุมมาด้วย อิสระเห็นแบบนั้นก็รีบเอื้อมมือไปคว้าแฟ้มขึ้นมาเปิดดูทีละแผ่น เมื่อเห็นว่าเป็นข้อมูลประวัติของสาวงามมากมายก็พลันเบิกตาโพลงด้วยความสนใจ
“นี่พี่อัทธ์จะรับสมัครเลขาฯเหรอ โคตรแจ่มเลยว่ะ แต่ละคนนี่อย่างกับดารานางแบบ”
“เปล่า”
“อ้าว แล้วนี่มันคืออะไร” อิสระยกแขนข้างหนึ่งวางบนต้น เท้าคางรอฟังพี่ชายด้วยความตั้งใจ
“ก็คุณปู่น่ะสิ ยื่นคำขาดให้ฉันแต่งงาน ไม่งั้นจะไม่ยกตำแหน่งประธานให้ฉัน” คนฟังแทบตกเก้าอี้ เมื่อได้รับรู้ถึงสิ่งที่ทำให้ผู้เป็นพี่นั่งหน้าบูด
“เฮ้ย! พูดเป็นเล่น ที่ผ่านมาก็เห็นคุณตาแค่บ่นไปเรื่อย” สรรพนามที่อิสระใช้เรียกคุณอนันต์นั้นแตกต่างจากอัทธ์ เนื่องจากมารดาของชายหนุ่มคือลูกสาวแท้ ๆ ของคุณอนันต์นั่นเอง
“ฉันว่าคราวนี้คุณปู่เอาจริง เพราะท่านให้เลขาฯรวบรวมข้อมูลผู้บริหารบางคนที่เข้าตาท่านขึ้นมาพิจารณาเพื่อแต่งตั้งประธานคนใหม่แล้ว” สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็โคลงศีรษะด้วยความกลุ้มใจ ความฝันใฝ่ที่จะได้ขึ้นนั่งกุมบังเ**ยนบริษัทกำลังจะหลุดลอยออกไป เพราะเหตุผลเช่นนี้จริงหรือ
“ถ้างั้นก็แต่ง ๆ ไปให้มันจบ ๆ ไม่เห็นจะยากเลย” อิสระโพล่งออกมาอย่างไม่ยี่หระ
“แต่ง ๆ ไปแล้วแกคิดว่ามันจะจบหรือไง ชีวิตฉันคงยุ่งเหยิงน่าดูล่ะสิไม่ว่า” คนมีโลกส่วนตัวสูงบ่นด้วยความหัวเสีย
เรื่องแต่งงานไม่เคยถูกจัดอยู่ในแผนชีวิตของรองประธานหนุ่มมาก่อน เนื่องจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาของชายหนุ่มมักจบลงไม่สวยนัก ซึ่งต้นเหตุของปัญหานั้นก็คือตัวเขาเองที่มัวแต่ทำงาน จนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่คนรักเท่าที่ควร เมื่อเป็นแบบนั้นอัทธ์จึงรู้สึกว่าตนเองนั้นยังไม่เหมาะที่จะคบหาใครจริงจัง
แต่นี่...ถึงขึ้นต้องแต่งงาน เขาเริ่มมองเห็นความพังพินาศอยู่รำไร
“พี่อัทธ์!” หลังจากนั่งขบคิดอยู่สักครู่ อิสระก็เปล่งเสียงเรียกคนเป็นพี่ออกมาเสียงดัง ก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ราวกับมีลับลมคมใน “เอางี้ไหมพี่ พี่ก็หาใครสักคนมาแต่งงานด้วยสิ พอได้ตำแหน่งประธานแล้วพี่ก็ค่อยเลิก” ว่าจบก็กระหยิ่มยิ้มย่องราวกับมีความดีความชอบ
อัทธ์นั่งนิ่งครุ่นคิดตามคำกล่าวของน้องชาย หากเขาหาคนมาแต่งงานด้วยสักคน แล้วค่อยเลิกกันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็ยังควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะแต่งกับใคร ก็เป็นการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักทั้งสิ้น
แต่ปัญหาก็คือ...
“แล้วฉันจะไปหาใครมาแต่งด้วยล่ะ พูดน่ะมันง่าย”
“เออว่ะ”
เมื่อมาถึงทางตัน สองพี่น้องก็นั่งมองหน้ากันตาปริบ ๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะหาใครที่พอไว้ใจได้ อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติที่ดีพอจะทำให้คุณปู่ยอมรับ
ห้องประชุมขนาดใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแข่งกับเสียงความคิดในหัวของสองพี่น้อง
แต่แล้วจู่ ๆ ประตูห้องประชุมที่เคยปิดสนิทก็เปิดอ้าออก ตามมาด้วยร่างอรชรของใครบางคนที่พุ่งพรวดเข้ามา
“ดิฉันขออาสาได้ไหมคะ”
“เฮ้ย!/เฮ้ย!” สองพี่น้องร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ก่อนที่รองประธานหนุ่มจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“นี่เธอแอบฟังพวกเราเหรอ”
เขากล่าวเสียงเข้มพลางหรี่ตามองบัตรพนักงานที่ห้อยอยู่บนคอของหญิงสาว ก่อนไล่สายตากลับขึ้นมาสำรวจใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย เส้นผมยาวสลวยที่ผ่านการทำสีบลอนด์เทา อีกทั้งยังดัดเป็นลอนสวย ช่างดูงดงามน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
โดยรวมแล้วเธอคนนี้จะเรียกว่าสวยตรงสเปกเขาเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าชายหนุ่มไม่คุ้นหน้าค่าตาเธอเอาเสียเลย
“คือดิฉันขอโทษค่ะ บังเอิญผ่านมาได้ยินพอดี” เธอประสานสองมือไว้ด้านหน้าพร้อมห่อไหล่จนตัวเล็กลีบ
“คราวนี้ฉันจะยกโทษให้ อย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ออกไปได้แล้ว” เขากล่าวเสียงกร้าว นัยน์ตาดุ ทำคนตัวเล็กกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เธอจะเดินคอตกกลับออกไป
เงียบ ๆ
“อ้าว มีจิตอาสามาถึงที่ขนาดนี้ ไปไล่น้องเขาไปทำไมวะพี่” อิสระเอ่ยถามคนเป็นพี่ ก่อนหันไปมองบานประตูห้องประชุมที่ค่อย ๆ ปิดลง
“แกจะให้ฉันคว้าใครก็ไม่รู้มาแต่งงานด้วยเนี่ยนะ สติดีอยู่หรือเปล่าวะ”
“พี่ไม่รู้แต่ผมรู้ เนี่ยน้องพิมพ์นารา Data Engineer ของบริษัทเรา สวย เก่ง จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นามสกุลมาจากตระกูลผู้รากมากดีเลยนะเว้ยพี่”
“ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเลย”
“ก็น้องเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ยังไม่ผ่านทดลองงานเลยมั้ง”
“เวลาเป็นเรื่องสาว ๆ สวย ๆ นี่ ข้อมูลแกแน่นยิ่งกว่าเรื่องงานอีกนะไอ้อิส”
อัทธ์ว่าจบก็หันไปมองบานประตูห้องประชุมสลับกับแฟ้มประวัติสาวงามที่อยู่บนโต๊ะอย่างชั่งใจ ก่อนจะสลัดศีรษะไปมาอย่างคิดไม่ตก
“เอาไงพี่”
“ไม่รู้เว้ย เอาไว้ค่อยคิด ฉันไปประชุมต่อก่อน” ว่าจบก็หยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนหันไปคว้าแฟ้มเจ้าปัญหาที่วางอยู่ลงตรงหน้าน้องชาย จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป โดยมีสายตาของอิสระมองตามด้วยความรู้สึกสงสารแต่ก็แอบขบขันไปพร้อมกัน