ความกลุ้มใจของรองประธาน

1436 Words
อัทธ์ อัศวศิริโกศล รองประธานบริษัท เอแอนด์ทีอิเล็คทริค บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับต้นของประเทศ เขาคือทายาทของคุณอนันต์ อัศวศิริโกศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ เนื่องจากบิดามารดาได้ลาจากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อครั้งชายหนุ่มยังเยาว์วัย ตั้งแต่เล็กจนโตอัทธ์ถูกปลูกฝังจนจำได้ขึ้นใจว่าเติบโตขึ้นไปจะต้องได้เป็นหัวเรือใหญ่แห่ง เอแอนด์ทีอิเล็คทริค เขามักจะติดสอยห้อยตามคุณอนันต์เข้าบริษัทเป็นประจำ จึงทำให้ชายหนุ่มมีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจครอบครัว จนเกิดการซึมซับไปโดยปริยาย หลังอัทธ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ประเทศอังกฤษ ชายหนุ่มก็กลับมาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท สร้างสรรค์ผลงานมากมายที่ทำให้เกิดเม็ดเงินมหาศาล ใครต่อใครก็ต่างคิดว่าอีกไม่นานตำแหน่งประธานจะต้องเป็นของอัทธ์อย่างแน่นอน และเขาเองก็คิดเช่นนั้น ทว่า...วันนี้ชายหนุ่มกลับต้องมานั่งหน้าตาเครียดขึงหลังสิ้นสุดการประชุม เนื่องจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นปู่เมื่อเช้านี้ คุณอนันต์ประกาศกร้าวว่าหลานชายอาจไม่ได้ครอบครองตำแหน่งประธานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าหากเขาไม่ยอมแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที 'ถ้าแกไม่แต่งงานตามที่ฉันสั่ง ฉันจะไม่ให้ตำแหน่งประธานกับแก' 'คุณปู่ สองเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ทำไมต้องเอามาใช้เป็นเงื่อนไขด้วย' 'ก็ถ้าฉันไม่ทำแกก็เอาแต่ทำงาน ตระกูลของฉันคงได้สิ้นชื่อกันก็คราวนี้' สิ้นเสียงกร้าวของคุณอนันต์ ท่านก็โยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอาหาร ในแฟ้มนั้นเต็มไปด้วยภาพถ่ายและประวัติโดยสังเขปของหญิงสาวมากมายที่ท่านเฟ้นหามาให้ อัทธ์นั่งมองแฟ้มเจ้าปัญหานั้นด้วยความกลัดกลุ้ม จนไม่รับรู้ถึงเสียงเรียกของอิสระ ลูกพี่ลูกน้องคนสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด “เฮ้ย พี่อัทธ์” อิสระตบโต๊ะเสียงดังจนคนเป็นพี่สะดุ้งโหยง “อะไรของแกเนี่ยไอ้อิส” “เป็นไรวะพี่ ประชุมเสร็จก็เหม่อเลย” “ไม่มีอะไรหรอก” ว่าจบก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด นั่นยิ่งทำให้อิสระสงสัยหนักขึ้น “ไม่มีน้อยล่ะสิ มีอะไรเล่ามาเลย” “ทีเรื่องงานไม่เห็นใส่ใจแบบนี้” อัทธ์ยกสองแขนขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางผินหน้าไปทางแฟ้มสีดำที่เขาถือติดมือเข้าห้องประชุมมาด้วย อิสระเห็นแบบนั้นก็รีบเอื้อมมือไปคว้าแฟ้มขึ้นมาเปิดดูทีละแผ่น เมื่อเห็นว่าเป็นข้อมูลประวัติของสาวงามมากมายก็พลันเบิกตาโพลงด้วยความสนใจ “นี่พี่อัทธ์จะรับสมัครเลขาฯเหรอ โคตรแจ่มเลยว่ะ แต่ละคนนี่อย่างกับดารานางแบบ” “เปล่า” “อ้าว แล้วนี่มันคืออะไร” อิสระยกแขนข้างหนึ่งวางบนต้น เท้าคางรอฟังพี่ชายด้วยความตั้งใจ “ก็คุณปู่น่ะสิ ยื่นคำขาดให้ฉันแต่งงาน ไม่งั้นจะไม่ยกตำแหน่งประธานให้ฉัน” คนฟังแทบตกเก้าอี้ เมื่อได้รับรู้ถึงสิ่งที่ทำให้ผู้เป็นพี่นั่งหน้าบูด “เฮ้ย! พูดเป็นเล่น ที่ผ่านมาก็เห็นคุณตาแค่บ่นไปเรื่อย” สรรพนามที่อิสระใช้เรียกคุณอนันต์นั้นแตกต่างจากอัทธ์ เนื่องจากมารดาของชายหนุ่มคือลูกสาวแท้ ๆ ของคุณอนันต์นั่นเอง “ฉันว่าคราวนี้คุณปู่เอาจริง เพราะท่านให้เลขาฯรวบรวมข้อมูลผู้บริหารบางคนที่เข้าตาท่านขึ้นมาพิจารณาเพื่อแต่งตั้งประธานคนใหม่แล้ว” สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็โคลงศีรษะด้วยความกลุ้มใจ ความฝันใฝ่ที่จะได้ขึ้นนั่งกุมบังเ**ยนบริษัทกำลังจะหลุดลอยออกไป เพราะเหตุผลเช่นนี้จริงหรือ “ถ้างั้นก็แต่ง ๆ ไปให้มันจบ ๆ ไม่เห็นจะยากเลย” อิสระโพล่งออกมาอย่างไม่ยี่หระ “แต่ง ๆ ไปแล้วแกคิดว่ามันจะจบหรือไง ชีวิตฉันคงยุ่งเหยิงน่าดูล่ะสิไม่ว่า” คนมีโลกส่วนตัวสูงบ่นด้วยความหัวเสีย เรื่องแต่งงานไม่เคยถูกจัดอยู่ในแผนชีวิตของรองประธานหนุ่มมาก่อน เนื่องจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาของชายหนุ่มมักจบลงไม่สวยนัก ซึ่งต้นเหตุของปัญหานั้นก็คือตัวเขาเองที่มัวแต่ทำงาน จนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่คนรักเท่าที่ควร เมื่อเป็นแบบนั้นอัทธ์จึงรู้สึกว่าตนเองนั้นยังไม่เหมาะที่จะคบหาใครจริงจัง แต่นี่...ถึงขึ้นต้องแต่งงาน เขาเริ่มมองเห็นความพังพินาศอยู่รำไร “พี่อัทธ์!” หลังจากนั่งขบคิดอยู่สักครู่ อิสระก็เปล่งเสียงเรียกคนเป็นพี่ออกมาเสียงดัง ก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ราวกับมีลับลมคมใน “เอางี้ไหมพี่ พี่ก็หาใครสักคนมาแต่งงานด้วยสิ พอได้ตำแหน่งประธานแล้วพี่ก็ค่อยเลิก” ว่าจบก็กระหยิ่มยิ้มย่องราวกับมีความดีความชอบ อัทธ์นั่งนิ่งครุ่นคิดตามคำกล่าวของน้องชาย หากเขาหาคนมาแต่งงานด้วยสักคน แล้วค่อยเลิกกันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็ยังควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะแต่งกับใคร ก็เป็นการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักทั้งสิ้น แต่ปัญหาก็คือ... “แล้วฉันจะไปหาใครมาแต่งด้วยล่ะ พูดน่ะมันง่าย” “เออว่ะ” เมื่อมาถึงทางตัน สองพี่น้องก็นั่งมองหน้ากันตาปริบ ๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะหาใครที่พอไว้ใจได้ อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติที่ดีพอจะทำให้คุณปู่ยอมรับ ห้องประชุมขนาดใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแข่งกับเสียงความคิดในหัวของสองพี่น้อง แต่แล้วจู่ ๆ ประตูห้องประชุมที่เคยปิดสนิทก็เปิดอ้าออก ตามมาด้วยร่างอรชรของใครบางคนที่พุ่งพรวดเข้ามา “ดิฉันขออาสาได้ไหมคะ” “เฮ้ย!/เฮ้ย!” สองพี่น้องร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ก่อนที่รองประธานหนุ่มจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “นี่เธอแอบฟังพวกเราเหรอ” เขากล่าวเสียงเข้มพลางหรี่ตามองบัตรพนักงานที่ห้อยอยู่บนคอของหญิงสาว ก่อนไล่สายตากลับขึ้นมาสำรวจใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย เส้นผมยาวสลวยที่ผ่านการทำสีบลอนด์เทา อีกทั้งยังดัดเป็นลอนสวย ช่างดูงดงามน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ โดยรวมแล้วเธอคนนี้จะเรียกว่าสวยตรงสเปกเขาเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าชายหนุ่มไม่คุ้นหน้าค่าตาเธอเอาเสียเลย “คือดิฉันขอโทษค่ะ บังเอิญผ่านมาได้ยินพอดี” เธอประสานสองมือไว้ด้านหน้าพร้อมห่อไหล่จนตัวเล็กลีบ “คราวนี้ฉันจะยกโทษให้ อย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ออกไปได้แล้ว” เขากล่าวเสียงกร้าว นัยน์ตาดุ ทำคนตัวเล็กกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เธอจะเดินคอตกกลับออกไป เงียบ ๆ “อ้าว มีจิตอาสามาถึงที่ขนาดนี้ ไปไล่น้องเขาไปทำไมวะพี่” อิสระเอ่ยถามคนเป็นพี่ ก่อนหันไปมองบานประตูห้องประชุมที่ค่อย ๆ ปิดลง “แกจะให้ฉันคว้าใครก็ไม่รู้มาแต่งงานด้วยเนี่ยนะ สติดีอยู่หรือเปล่าวะ” “พี่ไม่รู้แต่ผมรู้ เนี่ยน้องพิมพ์นารา Data Engineer ของบริษัทเรา สวย เก่ง จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นามสกุลมาจากตระกูลผู้รากมากดีเลยนะเว้ยพี่” “ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเลย” “ก็น้องเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ยังไม่ผ่านทดลองงานเลยมั้ง” “เวลาเป็นเรื่องสาว ๆ สวย ๆ นี่ ข้อมูลแกแน่นยิ่งกว่าเรื่องงานอีกนะไอ้อิส” อัทธ์ว่าจบก็หันไปมองบานประตูห้องประชุมสลับกับแฟ้มประวัติสาวงามที่อยู่บนโต๊ะอย่างชั่งใจ ก่อนจะสลัดศีรษะไปมาอย่างคิดไม่ตก “เอาไงพี่” “ไม่รู้เว้ย เอาไว้ค่อยคิด ฉันไปประชุมต่อก่อน” ว่าจบก็หยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนหันไปคว้าแฟ้มเจ้าปัญหาที่วางอยู่ลงตรงหน้าน้องชาย จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป โดยมีสายตาของอิสระมองตามด้วยความรู้สึกสงสารแต่ก็แอบขบขันไปพร้อมกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD