พิมพ์นาราเดินหน้าตาตื่นเข้าไปในห้องประชุมอีกห้องที่อยู่ติดกัน ทันทีที่เธอหย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้ และวางสมุดบันทึกในมือลงบนโต๊ะเสร็จสรรพ ก็ยกมือสองข้างขึ้นมากุมศีรษะพร้อมทำหน้าเหยเกราวกับจะร้องไห้
“นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย”
เนื่องจากวันนี้มีเรื่องกลัดกลุ้มจนถึงกับมืดแปดด้าน ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร พอได้บังเอิญเดินผ่านไปได้ยินผู้บริหารทั้งสองคุยกัน ใน
บทสนทนานั้นทำให้เธอค้นพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ พิมพ์นาราจึงไม่รอช้า รีบทะเล่อทะล่าเข้าไปโดยขาดสติ ไร้ซึ่งการไตร่ตรอง ไม่คิดถึงผลที่จะตามมา
สุดท้ายเธอก็ได้ทำให้ท่านรองประธานโกรธเข้าจนได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พิมพ์นาราก็เริ่มรู้สึกว่าหน้าที่การงานของเธอคงเริ่มสั่นคลอนเข้าให้แล้ว กว่าจะผ่านการสัมภาษณ์สุดโหดเข้ามาในบริษัทชั้นนำระดับประเทศได้นั้นก็แสนยากเย็น อีกทั้งเงินเดือนเกือบครึ่งแสนที่หาได้ยากยิ่งในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้
พิมพ์นารานั่งถอนหายใจทิ้งด้วยความ
กลัดกลุ้ม กระทั่งสมาชิกในแผนกวิศวกรรมเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งประจำที่
“นี่ยัยพิมพ์ เป็นอะไร ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผี” เสียงกระซิบกระซาบจากเบญจวรรณ รุ่นพี่สาวสวยร่วมแผนก อีกทั้งยังเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันที่
พิมพ์นาราสนิทสนมชนิดที่สามารถเล่าเรื่องราว
ต่าง ๆ ในชีวิตให้ฟังได้จนหมดเปลือก
“พอดีเมื่อกี้ไปสะดุดตอเข้าอ่ะพี่บอม”
พิมพ์นาราพึมพำเสียงเบาหวิว ดวงตาเหม่อลอย
“อะไรของเธอ ตอเตออะไร” เบญจวรรณเอียงคอมองท่าทางประหลาดของรุ่นน้องคนสวย ก่อนจะกล่าวต่อเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ “เออนี่ เย็นนี้หัวหน้าจะเลี้ยงชาบู แต่พี่บอกไปแล้วนะว่าเธอต้องกลับไปดูแลแม่เลี้ยงที่ป่วยติดเตียง”
ได้ยินแบบนั้นพิมพ์นาราถึงกับขำพรืดออกมา อาการจิตตกที่มีเมื่อครู่แทบหายเป็นปลิดทิ้ง
เบญจวรรณรู้ดีว่าพิมพ์นาราต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปเป็นบ่าวรับใช้ให้กับแม่เลี้ยงใจร้าย
“ขอบคุณมากเลยนะพี่บอม พิมพ์โชคดีจังที่มีพี่สาวคนนี้”
“จ้า ถ้าไม่ไหวก็ย้ายออกมาอยู่กับพี่ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่า...ตอนนี้ยังรับมือได้อยู่ พิมพ์ว่าจะเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วค่อยย้ายออกมา”
“อืม ดีแล้วล่ะ อย่าไปอยู่กับคนท็อกซิกพวกนั้นเลย”
พิมพ์นาราพยักหน้ารับ ก่อนมองเลยออกไปที่หัวโต๊ะประชุม พอเห็นหัวหน้าแผนกวัยกลางกำลังย้ายไปนั่งที่เก้าอี้ตัวถัดมานับจากหัวโต๊ะก็นึกแปลกใจ
“พี่บอม ทำไมวันนี้หัวหน้านั่งตรงนั้นอ่ะ”
พิมพ์นารายื่นหน้าเข้าไปถามเบญจวรรณด้วยความข้องใจ
“ก็วันนี้ท่านรองเป็นคนเรียกประชุมไงจ๊ะ”
คำตอบของรุ่นพี่สาวเหมือนมีไม้หน้าสามตีแสกหน้าเธอเข้าอย่างจัง
ยังไม่ทันไร คนที่ถูกกล่าวถึงก็เปิดประตูเข้ามานั่งหน้าตาเคร่งขรึมอยู่ที่หัวโต๊ะ
พิมพ์นารารีบก้มหน้างุด ๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไป เพราะกลัวว่าจะไปสบสายตาท่านรองประธานเข้า
ตลอดเวลาการประชุมเธอพยายามตั้งสมาธิอยู่กับสมุดโน้ตตรงหน้า จดสิ่งที่เป็นใจความสำคัญลงไปแทบจะทุกคำพูดของรองประธานหนุ่ม
ทว่าจู่ ๆ สุ้มเสียงทุ้มที่ดังยาวนานต่อเนื่องก็ขาดหายไป ทำให้พิมพ์นาราเผลอเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างลืมตัว
และนั่นก็ทำให้เธอพบว่า ชายหนุ่มกำลังจ้องมองเธออยู่อย่างไม่วางตา
‘ซวยแล้ว ซวยแล้ว ซวยแล้ว’
เสียงในหัวของเธอร้องระรัว ก่อนที่เธอจะ
ค่อย ๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อหลบสายตาคมกริบดั่งเครื่องประหาร
มือที่กำลังถือปากกาจรดลงบนกระดาษเริ่มสั่นเทาจนต้องยกมืออีกข้างขึ้นมาคว้าเอาไว้
“เอาล่ะ วันนี้ผมก็มีเรื่องที่จะคุยกับพวกคุณแค่นี้” เมื่อได้ยินแบบนั้นพิมพ์นาราก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ทว่า…
“เด็กใหม่ช่วยสรุปรายละเอียดการประชุมให้ผมด้วย หวังว่าพรุ่งนี้เช้าผมจะเห็นรายงานวางอยู่บนโต๊ะ”
สิ้นเสียงทุ้ม รองประธานหนุ่มก็ลุกพรวดเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้พิมพ์นารานั่งหน้าเหวอด้วยความงงงวย
“นี่น้องพิมพ์ไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า เหมือนท่านรองกำลังเพ่งเล็งน้องพิมพ์เป็นพิเศษ” หัวหน้าหนุ่มใหญ่วัยกลางคนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย พิมพ์นาราเพียงแค่ส่ายศีรษะปฏิเสธออกมา ทว่ารู้อยู่แก่ใจว่าได้ทำให้ท่านรองประธานไม่พอใจอย่างที่สุดเข้าให้แล้ว
พิมพ์นารากลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะประจำตำแหน่งจนกระทั่งได้เวลาเลิกงาน พี่ ๆ ทุกคนในแผนกก็เริ่มทยอยกลับกันไปทีละคน จนกระทั่งเหลือเธอเพียงคนเดียว
หญิงสาวเร่งเคาะแป้นพิมพ์เพื่อเร่งมือทำสรุปรายงานที่ต้องส่งให้ท่านรองประธานภายในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้จนเสร็จ ก่อนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และหันกลับมาหยิบบัตรประจำตัวพนักงานที่แขวนอยู่บนคอขึ้นมาดู นี่คือสิ่งดี ๆ เพียงไม่กี่อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ
‘พิมพ์นารา สถิตวงศ์สกุล’
ใครเห็นนามสกุลคงคิดว่าเธอนั้นเป็นลูกผู้รากมากดีที่สืบเชื้อสายมาจากขุนน้ำขุนนาง และคงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะคุณหนูของบ้านที่มีบริวารมากมาย
แต่เปล่าเลย!
พิมพ์นาราเป็นเพียงลูกนอกสมรส ที่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านของบิดา หลังจากที่มารดาเธอเสียชีวิต
แรก ๆ แม่เลี้ยงและพี่สาวของเธอก็ต่างให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี ผ่านไปเพียงสามปีเท่านั้น ผู้เป็นพ่อก็ต้องมาด่วนจากโลกนี้ไป
นับตั้งแต่วันนั้น เธอก็ต้องย้ายลงมาอยู่เรือนคนรับใช้ ทำงานเยี่ยงคนงานในบ้านคนหนึ่งเท่านั้น
หลังจากพิมพ์นาราเรียนจบมัธยม เธอก็สามารถสอบเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ ทว่าคุณนันทนาผู้เป็นแม่เลี้ยงก็เกิดจะไม่ส่งเสียเธอขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่ก็โชคดีว่าความใฝ่เรียน หมั่นเสาะแสวงหาความรู้ ทำให้เธอมีทักษะในการเขียนโปรแกรม นับตั้งแต่นั้นพิมพ์นาราก็รับจ้างเขียนโปรแกรมเพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนจนจบมาได้
พอเรียนจบมามีงานทำ ก็หวังจะได้หลุดพ้นออกมาจากบ้านหลังนั้นเสียที แต่ก็ต้องมีเหตุให้แผนของเธอต้องชะงัก
เนื่องจากธุรกิจของแม่เลี้ยงเกิดขาดสภาพคล่อง เป็นหนี้ก้อนโต เป็นเหตุให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งนานวันธุรกิจกลับยิ่งย่ำแย่ จนไม่สามาถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
แม่เลี้ยงของเธอจึงต้องแบกหน้าเข้าไปเพื่อขอผัดผ่อน เจ้าหนี้จึงยื่นข้อเสนออันแสนล่อใจให้กับหล่อน นั่นก็คือการดองกันระหว่างสองครอบครัว เพื่อแลกกับการปลดหนี้ หนำซ้ำยังจะมีสินสอดทองหมั้นจำนวนไม่น้อยเพื่อเป็นการตอบแทนอีกด้วย มีหรือแม่เลี้ยงของเธอจะไม่รีบตะครุบข้อเสนอนี้ไว้
ฝ่ายหนึ่งต้องการเงินเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์ทางการเงินอันย่ำแย่
ส่วนอีกฝ่ายต้องการเป็นทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลนามสกุลดังเพื่อช่วยเชิดหน้าชูตาทางสังคม
สุดท้ายหวยก็มาออกที่พิมพ์นาราเต็ม ๆ เนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวพ่อ อีกทั้งยังอ้วนพุงพลุ้ย หัวล้าน มีหรือที่คุณนันทนาจะยอมให้ลูกสาวสุดที่รักไปแต่งงานด้วย
“เฮ้อ ถ้าโดนไล่ออกขึ้นมาก็คงต้องหนีออกจากบ้านแล้วล่ะยัยพิมพ์เอ๊ย ไม่งั้นไม่รอดแน่ ๆ”
ว่าจบก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า ความรู้สึกหนักอึ้งของเปลือกตาทำให้เธอค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อพักสายตาสักครู่
ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงกำลังยืนกอดอกทิ้งสะโพกพิงโต๊ะทำงานของเธออยู่
“แม่ร่วง!”
พิมพ์นาราอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนจะทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้สำนักงาน ทว่าก็เกิดเสียหลักบนรองเท้าส้นสูง จนไม่สามารถทรงตัวได้
ในขณะที่เธอกำลังจะล้มลง ก็ได้อ้อมแขนแกร่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันอย่างฉิวเฉียด เขาโอบกอดเธอเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย อีกทั้งยังจ้องมองด้วยแววตาอันเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้า หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกเห่อร้อนขึ้นบนใบหน้า จนเธอต้องเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาเพื่อทำลายความเงียบ
“ขอบคุณค่ะ ท่านรอง”
สิ้นเสียงหวาน รองประธานหนุ่มก็ยอมคลายอ้อมแขนออกจากคนตัวเล็ก ก่อนจะผายมือออกไปทางเก้าอี้ของเธอเป็นเชิงให้สัญญาณ
“นั่งก่อนสิ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”