เพื่อความอยู่รอด

1607 Words
อัทธ์นั่งจ้องมองพิมพ์นารานิ่งงัน ตลอดทั้งวันรองประธานหนุ่มไม่อาจสลัดความคิดเรื่องการแต่งงานออกไปได้เลย อีกทั้งยังตั้งคำถามมากมายในตัวพนักงานสาวตรงหน้าที่จู่ ๆ ก็โผล่พรวดพราดเข้าไปเสนอตัว พอตกเย็น ชายหนุ่มก็รอแล้วรอเล่า หวังจะให้แม่สาวใจกล้าขึ้นมาส่งรายงานการประชุม กระทั่งความอดทนสิ้นสุดลงจนต้องลงมายังแผนกวิศวกรรมด้วยตนเอง “ทำไมไม่เอารายงานขึ้นไปส่งผม” เขาเอ่ยถามพิมพ์นาราที่กำลังนั่งห่อไหล่ตัวเล็กลีบ “เอ่อ…คือ…ดิฉันเพิ่งทำเสร็จค่ะ กำลังจะเอาขึ้นไปส่ง ดิฉันไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านรองฯกำลังรอ ขอโทษค่ะ” ดวงหน้าสวยก้มลงมองมือที่วางอยู่บนตัก ไม่กล้าเงยขึ้นสบตาชายหนุ่ม “อืม ช่างเถอะ มันก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร” “ขอบคุณค่ะ” “ผมมีเรื่องจะถามคุณ” “ค่ะ” ทุกครั้งที่เธอตอบกลับมา ศีรษะเล็กก็ยิ่งก้มต่ำลงจนใกล้จะมุดเข้าไปใต้โต๊ะเต็มที “นี่คุณ ทำไมต้องก้มหน้าขนาดนั้น ผมไม่ได้จะทำอะไรซะหน่อย” “ดิฉันไม่กล้าค่ะ กลัวทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาอีก เดี๋ยวท่านรองฯจะไม่ให้ผ่านทดลองงาน” เธอกล่าวเสียงสั่น “อะไรนะ! นี่คุณคิดว่าผมเป็นคนแบบไหน ผมไม่ได้แย่ขนาดจะเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงานหรอกนะ” เขาแสดงความไม่พอใจอยู่ในน้ำเสียง “ไม่ใช่นะคะท่านรองฯ” เธอเงยหน้าขึ้นมาทำตาโตพร้อมรีบปฏิเสธพัลวัน ด้วยกลัวว่าจะทำให้เจ้านายสุดหล่อโกรธขึ้นมาอีก “ในเมื่อรู้แบบนี้แล้วคงไม่หนีออกจากบ้านแล้วใช่ไหม” “คะ? นี่ท่ารองฯแอบฟังเหรอคะ” “นี่มันห้องทำงานส่วนรวมนะคุณ ใครเดินผ่านไปมาก็ต้องได้ยินอยู่แล้ว” ได้ยินแบบนั้นเธอก็เถียงไม่ออกจึงได้แต่บ่นพึมพำ “ห้องประชุมมันก็ห้องส่วนรวมนี่นา” “ว่าไงนะคุณ” “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” อัทธ์หรี่ตามองอย่างชั่งใจ ใช่ว่าเมื่อครู่เขาจะไม่ได้ยิน ทว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าจะต้องคุยกับเธอ “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเถอะ” ได้ยินแบบนั้นคนตัวเล็กก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเธอก็ยังมีงานทำ ร่างบางยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงเพื่อรอฟังในสิ่งที่อัทธ์ต้องการจะคุยด้วย “ในเมื่อคุณพิมพ์นาราบังเอิญได้ยินปัญหาของผม แล้วยังมีแก่ใจเสนอตัวเข้ามาอาสาช่วยเหลือ แต่ผมไม่เข้าใจว่าลูกคุณหนูแบบคุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร” พิมพ์นาราแสยะยิ้มให้กับคำว่า 'ลูกคุณหนู' แต่ก็ไม่ผิดที่อัทธ์จะคิดเช่นนั้น เพราะนามสกุลของเธอเปรียบดังเครื่องการันตีความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล “นี่ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า” “ก็นิดนึงค่ะ ดิฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียกว่าลูกคุณหนูได้หรอกค่ะ...” เสียงหวานหยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนก้มลงมองฝ่ามือที่มีร่องรอยแห้งลอกเป็นขุย เนื่องจากผ่านการทำงานบ้านมาตั้งแต่ยังเยาว์จนถึงปัจจุบัน โชคดีว่าพอมาทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือน ฝ่ามือของเธอก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง “คือตอนนี้ดิฉันกำลังตกที่นั่งลำบากค่ะ และการแต่งงานกับท่านรองฯก็ดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ดิฉันอยู่รอดปลอดภัยได้” ถึงแม้ว่าพิมพ์นาราจะไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาของเธอออกมา ทว่าสีหน้าและแววตาหม่นเศร้านั้น ทำให้อัทธ์อดคล้อยตามไม่ได้ อีกทั้งท่าทางที่ดูไม่มีพิษภัย หากแต่งงานกันไปคงไม่น่าจะมีเรื่องให้ต้องปวดหัว อีกประหนึ่ง หากพิมพ์นารากำลังประสบปัญหาจริงดังว่า นี่ก็จะถือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าเรามาคุยกันเรื่องรายละเอียดและข้อตกลง ผมจะได้ร่างสัญญาขึ้นมา” สิ้นเสียงทุ้ม ดวงหน้าสวยที่เคยห่อเหี่ยวก็พลันเบิกบานขึ้นทันตา “นี่ท่านรองฯพูดจริงเหรอคะ” “นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ แล้วก็ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาด ไม่งั้นหน้าที่การงานของคุณได้สั่นคลอนจริง ๆ แน่” “อ้าว ก็ไหนท่านรองฯบอกว่าแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ไงคะ” “พิมพ์นารา” เขาเรียกเชื่อเธอเสียงเข้มพร้อมส่งสายตาดุใส่ ทำริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น รีบสงบปากสงบคำอย่างรวดเร็ว อัทธ์หรี่ตามองดวงหน้าสวยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา “พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงครึ่ง คุณขึ้นไปที่ห้องผมนะ” “รับทราบค่ะท่านรองฯ” พิมพ์นาราตอบรับอย่างกระตือรือร้นพร้อมยิ้มกว้างทั้งตาและปาก รอยยิ้มพิมพ์ใจบนดวงหน้าสวยที่เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ช่างดูน่ารักน่ามองจนเขาเกือบหลุดยิ้มออกมา อัทธ์รีบปรับสีหน้าเป็นปกติ ก่อนจะก้าวเดินออกมาอย่างเร่งรีบ พอเดินจนพ้นแผนกวิศวกรรมเขาก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาต่อสายหาอิสระทันที “เฮ้ย ฉันมีเรื่องให้แกช่วย” [ว่ามาเลยพี่] “สืบเรื่องพิมพ์นาราให้หน่อย ขอด่วนที่สุดเลยนะ ได้พรุ่งนี้เลยยิ่งดี” [โห พี่อัทธ์ ด่วนขนาดนี้โคนันยังสืบไม่ทันเลยพี่ แล้วนี่พี่อยากรู้ไปทำไม อย่าบอกนะว่า…] “เออ ก็อย่างที่แกคิดนั่นแหละ” [โอเค ๆ งั้นเดี๋ยวผมจะลองไปสืบจากแก๊งเพื่อนปาร์ตี้ละกัน] “อืม ขอบใจมาก” ว่าจบก็กดตัดสาย ก่อนที่เขาจะเดินมุ่งหน้าสู่ลิฟต์โดยสาร เพื่อกลับขึ้นไปทำงานต่อที่ห้อง ด้านพิมพ์นารารีบเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงาน เสร็จสรรพก็คว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจ ก่อนปิดไฟในออฟฟิศ จากนั้นเธอก็รีบนำแฟ้มรายงานการประชุมขึ้นไปวางบนโต๊ะเลขาฯหน้าห้องของท่านรองประธาน หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับบานประตูห้องทำงานของอัทธ์จนตาหยี ก่อนเดินไปขึ้นลิฟต์โดยสารลงจากอาคาร พิมพ์นาราเดินทางกลับบ้านโดยรถไฟฟ้า และต้องไปต่อรถเมล์ จากนั้นก็เรียกวินมอเตอร์ไซค์ ใช้เวลารวมเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ทันทีที่หญิงสาวย่างกรายผ่านห้องนั่งเล่น เสียงของนิรชาผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาก็ดังขึ้น “นังพิมพ์คุณแม่มีเรื่องจะคุยด้วย” นิรชายืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องนั่งเล่น พลางมองคนเป็นน้องด้วยสายตาเหยียดหยันก่อนสะบัดพรืดเดินกลับไปนั่งเคียงข้างคุณนันทนาผู้เป็นมารดา พิมพ์นาราเดินตามเข้าไป ก่อนหยุดยืนจ้องมองสองแม่ลูกด้วยแววตาเรียบเฉย “ถ้าจะคุยกับพิมพ์เรื่องแต่งงาน พิมพ์ก็ขอยืนยันคำเดิมค่ะ” ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะได้เอ่ยธุระออกมา พิมพ์นาราก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน เพราะตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาบทสนทนาที่เกิดขึ้นก็มีเพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ถามร้อยครั้งเธอก็ปฏิเสธร้อยครั้ง “นี่แกไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณคุณแม่เลยใช่ไหม อีเนรคุณ” นิรชาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมถลึงตาใส่พิมพ์นาราด้วยความเดือดดาล ต่างจากคุณนันทนาที่กำลังนั่งสงบนิ่งเสียจนผิดวิสัย “ตลอดเวลาที่พิมพ์ทำงานเยี่ยงทาสในบ้านหลังนี้ยังไม่พออีกเหรอคะ ถ้าไม่พอจะให้พิมพ์ตอบแทนด้วยวิธีอื่นก็ได้นะคะ แต่ถ้าจะให้พิมพ์เอาทั้งชีวิตของพิมพ์เข้าแลก พิมพ์ไม่เอาหรอกค่ะ ถ้าอยากแต่งมากนักคุณท่านหรือคุณนิก็แต่งเองเถอะค่ะ” พิมพ์นาราไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป เธอระบายความในใจออกมาจนสิ้น อีกทั้งตอนนี้เธอมีอัทธ์เป็นไพ่อีกใบในมือ เธอจึงไม่กลัวอะไรอีกแล้ว รอให้ถึงพรุ่งนี้เสียก่อนเถอะ สถานการณ์ของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป “อีนังพิมพ์ นี่แกกล้า...” นิรชาลุกพรวดขึ้นมาแผดเสียงดังลั่น ทว่าคนเป็นแม่ที่นั่งข้างกันยกมือรั้งแขนห้ามปรามเอาไว้ “พอเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะลองเจรจากับทางนั้นดูอีกครั้งก็ได้” “...” พิมพ์นาราได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “แกไปเถอะ” คุณนันทนาหันมาโบกมือไล่พิมพ์นารา หญิงสาวจึงรีบเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นอย่างไม่ลังเล มุ่งหน้าสู่ด้านหลังบ้านซึ่งเป็นเรือนคนรับใช้ที่เธออาศัยซุกหัวนอน “คุณแม่คะ ทำไมปล่อยมันไปง่าย ๆ ล่ะคะ” หลังพิมพ์นาราคล้อยหลังไป นิรชาก็หันมาโวยวายกับมารดา พลันสีหน้าของคนเป็นแม่ก็ฉายแววความร้ายกาจออกมา “ใครบอกว่าแม่จะปล่อยมัน ดื้อด้านแบบนี้แม่คงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด” สิ้นเสียงของคุณนันทนาก็มีชายฉกรรจ์ท่าทางดูน่ากลัวสองคนเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น “นี่มันอะไรกันคะคุณแม่” “แม่จะขังมันไว้จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน” ว่าจบก็แสยะยิ้มออกมา “พวกแกไปคล้องกุญแจห้องมันไว้ แล้วเฝ้ามันให้ดี” ชายร่างยักษ์ทั้งสองโค้งศีรษะลงรับคำสั่ง ก่อนเดินออกไปจากห้อง โดยมีสองแม่ลูกมองตามด้วยความรู้สึกดั่งผู้ชนะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD