พระเอกขี่ม้าขาว

1578 Words
เช้าวันถัดมา อัทธ์เข้าบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่ และก็เป็นโชคดีที่เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาอิสระน้องรักสามารถล้วงข้อมูลวงในจากกลุ่มปาร์ตี้มาได้อย่างละเอียดยิบ เนื่องจากเพื่อนสาวคนหนึ่งในแก๊งเคยสนิทสนมกับนิรชาอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเกิดการแตกคอกันเมื่อไม่นานมานี้ คำบอกเล่าจากอิสระทำให้อัทธ์ได้รับรู้ว่าพิมพ์นารานั้นมีชีวิตที่น่าสงสารเพียงใด เธอถูกกดขี่ข่มเหงโดยแม่เลี้ยงและพี่สาวต่างมารดามาเป็นเวลานานหลายปี ซ้ำร้ายยังถูกบังคับให้แต่งงานกับชายแก่คราวพ่อเพื่อช่วยแม่เลี้ยงล้างหนี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้เธอรีบเสนอตัวอาสาเป็นเจ้าสาวให้เขา มิเช่นนั้นชีวิตของพิมพ์นาราคงเหมือนตกนรกทั้งเป็น รองประธานหนุ่มนั่งร่างสัญญาการแต่งงานเอาไว้คร่าว ๆ ระหว่างรอ ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลาเกือบแปดโมงแล้ว “ทำไมป่านนี้ยังไม่มา?” ว่าจบก็ยกหูโทรศัพท์เพื่อต่อสายภายในไปยังแผนกวิศวกรรม ทำทีเป็นทวงรายงานการประชุม และนั่นก็ทำให้เขาพบว่าพิมพ์นารายังไม่เข้ามาทำงาน “ไปไหนของเขานะ?” อัทธ์ว่าพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานด้วยใบหน้าครุ่นคิด ชายหนุ่มรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมา เนื่องจากท่าทางดีใจของพิมพ์นาราเมื่อวานนั้น เธอดูมีความหวังกับการได้เป็นเจ้าสาวกำมะลอของเขามาก ไม่มีทางที่เธอจะปล่อยให้โอกาสแบบนี้หลุดมือไปได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น รองประธานหนุ่มก็หันมาทางแล็ปท็อปบนโต๊ะ เพื่อดึงข้อมูลพนักงานขึ้นมาดูแฟ้มประวัติของพิมพ์นารา พอได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอ ก็รีบคว้าสมาร์ตโฟนขึ้นมากดหมายเลขอย่างว่องไว ทว่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่อัทธ์กำลังกดสมาร์ตโฟนโทรออกครั้งแล้วครั้งเล่า ลูกพี่ลูกน้องของเขาก็เปิดประตูเข้ามาพอดี “พี่อัทธ์ พี่อ่ะต้องให้ค่าเหนื่อยผมมาเลยนะ เมื่อคืนกว่าจะได้ข้อมูลมาเปลืองเนื้อเปลืองตัวฉิบเลย” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมา ทำเอาคนเป็นน้องต้องยื่นหน้าเข้าไปหาด้วยความสงสัย “มีเรื่องไรวะพี่” “ฉันติดต่อพิมพ์นาราไม่ได้ วันนี้เรานัดกันคุยเรื่องแต่งงาน” “หรือว่าเกิดเรื่องอะไรวะพี่ จากที่ฟังมาสองแม่ลูกนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ” สิ้นเสียงของอิสระ ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันเครียดขึง พร้อมครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา ก่อนหันไปทางหน้าจอแล็ปท็อป หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพข้อมูลที่อยู่ของพิมพ์นาราเอาไว้ ก่อนหยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง “ไอ้อิส แกไปกับฉัน” “ไปไหน?” อิสระเอ่ยถามหน้าตาเหลอหลา “ไปบ้านพิมพ์นารา” ว่าจบ รองประธานหนุ่มก็เดินลิ่วออกไปจากห้อง แวะบอกเลขานุการหนุ่มหน้าห้องให้ยกเลิกตารางงานในช่วงเช้า โดยมีอิสระเดินตามไปติด ๆ อัทธ์และอิสระขึ้นมานั่งในห้องโดยสารด้านหลังของรถซีดานสัญชาติยุโรป ซึ่งมีพนักงานขับรถประจำตัวทำหน้าที่เป็นพลขับ ระหว่างทางสองพี่น้องนั่งถกเถียงกันอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรดี กว่าจะรู้ตัวอีกทีสารถีหนุ่มก็พาเจ้านายทั้งสองมาถึงจุดหมายปลายทาง ทันทีที่ยานพาหนะสมรรถนะสูงจอดที่หน้าประตูรั้วบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง ชายหนุ่มสอดส่ายสายตามองหาเลขที่บ้าน ก่อนจะไปสะดุดที่ป้ายตัวอักษรสีทองขนาดใหญ่ 'สถิตวงศ์สกุล' “น่าจะเป็นหลังนี้ เอาไงดีวะอิส” ว่าพลางหันไปหาน้องชาย “อ้าว จะไปรู้เหรอพี่ ให้มาด้วยก็มาแล้วนี่ไง” อัทธ์ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก “ไปด้นสดเอาหน้างานละกัน” ว่าจบ อัทธ์ก็เปิดประตูลงจากรถ เดินเข้าไปกดกริ่งที่หน้าประตูรั้ว โดยมีอิสระเดินตามลงไปชะเง้อชะแง้คอมองหาคนในบ้าน เพียงไม่นานก็มีเด็กรับใช้วัยละอ่อนเดินออกมาต้อนรับ “สวัสดีค่ะ มาหาใครคะ?” เด็กรับใช้สาวยิ้มเขินให้กับหนุ่มหล่อทั้งสอง “ผมมาหาน้องพิมพ์ครับ” อัทธ์เปลี่ยน สรรพนามที่ใช้เรียกพิมพ์นาราให้ดูสนิทสนม พร้อมโปรยยิ้มทรงเสน่ห์ให้กับเด็กรับใช้ "น้องพิมพ์อยู่ไหมครับ" “อยู่ค่ะ” ราวกับโดนมนต์สะกด เด็กสาวเดินอายม้วนตรงไปเปิดประตูให้สองหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านอย่างง่ายดาย สองหนุ่มก็รีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในอาณาบริเวณบ้านสถิตวงศ์สกุลอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินจ้ำอ้าวนำหน้าสาวใช้มุ่งสู่ตัวบ้าน ทว่าเดินไปยังไม่ถึงครึ่งทาง คุณนันทนาและนิรชาก็เดินปรี่ออกมาหน้าตาตื่นที่เห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน “นี่นังเปรี้ยว แกเปิดประตูให้ใครเข้ามาในบ้านกันยะ” นิรชาแหวเสียงดังใส่เด็กรับใช้ “มีแขกมาหาคุณพิมพ์ค่ะ” สองแม่ลูกได้ยินแบบนั้นก็หันมองหน้ากันด้วยอาการตื่นตระหนก ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทว่าก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาแหลมคมของอัทธ์ไปได้ ชายหนุ่มจึงรีบเอ่ยขึ้นเพื่อไล่ต้อนสองแม่ลูก “สวัสดีครับ ผมชื่ออัทธ์ครับ วันนี้ผมมีนัดกับน้องพิมพ์ แต่ว่าน้องพิมพ์ไม่ได้ไปตามนัด โทรไปก็ติดต่อไม่ได้ ผมเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับน้องพิมพ์ก็เลยมาหา” อิสระลอบมองพี่ชายที่เรียกน้องพิมพ์ได้อย่างคล่องปาก “นัง...เอ่อ...ยัยพิมพ์ไม่สบายนิดหน่อยน่ะ ตอนนี้กำลังนอนพักผ่อนอยู่” คุณนันทนาตอบไปแบบนั้นหวังให้สองหนุ่มยอมรามือกลับไป “ไม่สบายเหรอครับ งั้นผมขอเข้าไปเยี่ยมได้ไหมครับ” “คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า กลับ ๆ กันไปเถอะ เดี๋ยวยัยพิมพ์หายป่วยก็ติดต่อกลับไปเองนั่นแหละ” นันทนาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา “คงจะไม่ได้หรอกครับ เพราะน้องพิมพ์เป็นแฟนผม ผมก็ย่อมต้องห่วงเป็นธรรมดา” สิ้นเสียงทุ้มสองแม่ลูกก็นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ รวมถึงอิสระด้วยเช่นกัน ทว่าทันใดนั้นบทสนทนาของพวกเขาก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายที่ดังขึ้นมาจากทางหลังบ้าน “ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะโว้ย อย่าให้ฉันหลุดออกไปได้นะ ฉันจะเอาตำรวจมาลากคอพวกแกกันให้หมดเลย อยากแต่งมากนักทำไมไม่แต่งกันไปเอง ทำไมต้องให้ฉันมารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย ปล่อย....” สองหนุ่มเงี่ยหูฟังจนจบก็หันมาส่งสายตาให้กัน ก่อนที่ใบหน้าของอัทธ์จะกระตุกยิ้มออกมา “คนป่วยที่พวกคุณว่าก็ยังดูแข็งแรงดีนะครับ ผมว่าทางที่ดีคุณปล่อยเธอออกมาดีกว่า” “แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งพวกเรา” นิรชาก้าวออกมาประจันหน้าสองหนุ่ม ทำเอาอัทธ์เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต่อปากต่อคำกับสองแม่ลูก “อิส” “ครับพี่” “โทรหาบิ๊กเอกองปราบ ให้ท่านช่วยส่งลูกน้องมาที่นี่หน่อย บอกว่าตอนนี้มีเหยื่อกำลังถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้สิ้นอิสรภาพ ไม่รู้ว่าเหยื่อตอนนี้กำลังเป็นตายร้ายดียังไง" อัทธ์พูดกับน้องชายด้วยสีหน้าเยือกเย็น โดยไม่ยอมละสายตาออกมาจากสองแม่ลูก "อ้อ เสร็จแล้วโทรหานักข่าวด้วยนะ” สิ้นเสียงทุ้มสองแม่ลูกก็หน้าซีดเผือดขึ้นในบัดดล พอพวกหล่อนเหลือบไปเห็นอิสระกำลังกดสมาร์ตโฟนอย่างรวดเร็ว ก่อนยกขึ้นแนบหู พวกหล่อนก็รีบร้องห้ามออกมา “ไม่ต้อง! นังเปรี้ยวไปปล่อยตัวมันออกมา” สองหนุ่มแสยะยิ้มด้วยความสะใจออกมาพร้อมกัน ก่อนหันไปมองเด็กรับใช้สาววิ่งเข้าไปในบ้าน รอเพียงไม่กี่นาทีพิมพ์นาราก็วิ่งออกมาพร้อมกระเป๋าเป้สะพายหลังใบใหญ่และกระเป๋าถืออีกหนึ่งใบ ทันทีที่เธอเห็นหน้าท่านรองประธานหนุ่ม ดวงหน้าสวยก็เริ่มเหยเกราวกับจะร้องไห้ออกมา แต่เธอก็รีบกลืนก้อนสะอื้นนั้นกลับไป ด้วยไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้สองแม่ลูกได้เห็น ร่างบางเดินมาหยุดยืนตรงหน้าอัทธ์ พร้อมจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาซาบซึ้ง เธอได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเปรี้ยวผู้เป็นเด็กรับใช้ เมื่อรู้แบบนั้นพิมพ์นาราก็รีบเก็บเสื้อผ้า และข้าวของสำคัญออกมาจนหมด เพราะเธอไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีกต่อไป “ท่านรองฯ” เสียงหวานเจือสั่นเครือเอ่ยขึ้น “ยังไม่ต้องพูดอะไร ออกไปจากที่นี่ก่อน” ว่าจบชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าของเธอมาถือเอาไว้ ก่อนหันไปส่งสัญญาณให้อิสระช่วยรับกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไปถือ คนเป็นน้องก็ทำตามอย่างว่าง่าย จากนั้นอัทธ์ก็วางมือลงบนแผ่นหลังบอบบางพาพิมพ์นาราเดินออกมาจากบ้านเพื่อไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้า โดยที่เธอไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย พอกันทีกับคนพวกนี้...เธอทนมามากพอแล้ว และจะไม่ขอทนอีกต่อไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD