๑
ผมจะถอนหมั้น
‘ชนน พิริยาธร ไฮโซหนุ่มแห่งวงการสื่อสารหมั้นเงียบกับลูกสาวรัฐมนตรีชื่อดัง ข่าววงในลือ งานนี้มีผิดฝาผิดตัวแต่ดูภาพถ่ายแล้วทำท่าจะไปได้สวย’
ชายหนุ่มผู้ที่ถูกเอ่ยถึงในพาดหัวข่าววางสมาร์ตโฟนลงบนโต๊ะกลาง ขณะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา แล้วหันไปยังมารดาที่เพิ่งจะกดวางสายจากสมาร์ตโฟนด้วยท่าทางเคร่งเครียดเช่นกัน ท่านเห็นใบหน้าบอกบุญไม่รับนั่นแล้วตั้งใจจะเอ่ยถาม แต่ยังช้ากว่าคนที่นั่งจ้องอยู่ก่อนแล้ว ที่ถามขึ้นมาเสียงราบเรียบ
“ผมจะถอนหมั้นได้เมื่อไหร่ครับคุณแม่” วรรณวลีผู้เป็นมารดาเลิกคิ้วขึ้น
“ถอนหมั้น! แม่ไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัว นนจะถอนหมั้นไปทำไมในเมื่อหนูลินีแสนจะเรียบร้อยน่ารัก เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก”
“ใบตำแยน่ะสิครับคุณแม่ ยังไงผมก็ไม่มีวันแต่งงานกับยายผู้หญิงไบโพลาร์นั่นแน่ ผมจะถอนหมั้น” เขาเอ่ยเสียงเด็ดขาดในตอนท้าย
“ไบโพลาร์! ลูกพูดอะไรออกมา แม่เห็นเขาอ่อนหวาน น่ารัก ในงานนนก็ดูหน้าระรื่นดีนี่ แล้วคิดยังไงถึงจะมาถอนหมั้น”
“หน้าระรื่นหรือครับ หน้าชื่นอกตรมน่ะสิไม่ว่า ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ เผด็จการที่สุด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครทำอะไรกับผมแบบนี้ ที่ผมยอมทนทำตามคำสั่งหล่อนในงานก็เพราะไม่อยากให้คุณแม่เสียหน้าเท่านั้นนะครับ คุณแม่คงไม่คิดว่าจะให้เป็นเรื่องจริงจัง” เขานึกถึงงานหมั้นแบบผิดฝาผิดตัวที่เพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้
เมื่อกันธิดาหญิงสาวที่เขาตั้งใจจะหมั้นหมายด้วยถูกผู้ชายคนอื่นฉกไปต่อหน้าต่อตา มาลินีน้องสาวของเธอจึงสวมรอยมารับหมั้นแทนเพื่อให้งานหมั้นผ่านไปโดยผู้ใหญ่ไม่เสียหน้า เขาซึ้งน้ำใจเธอสำหรับความช่วยเหลือ แต่มันเป็นเรื่องตลกถ้าเขาจะต้องติดพันธะลวง โดยไร้ซึ่งความรักนั่นไปตลอดชีวิต
“แล้วเขาทำอะไร เราถึงอยากจะถอนหมั้นเขา บอกแม่สิตานน แม่ไม่เห็นว่าเขามีอะไรบกพร่องสักนิด” ผู้เป็นมารดาเอ่ยเสียงเย็น ด้วยเธอเลี้ยงบุตรชายให้อยู่ในกรอบมาโดยตลอด แต่บุตรชายก็คอยแต่จะแหกกรอบอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
“คุณแม่ดูแขนผมสิครับ” เขาถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวยื่นให้มารดาดู “นี่ไงครับ ฝีมือยายไบโพลาร์นั่น ผู้หญิงบ้าอะไรก็ไม่รู้ สองบุคลิก กับคนอื่นพูดจาหวานจ๋อย แต่กับผมทั้งขู่ทั้งหยิกจนแขนผมเขียวไปหมด” วรรณวลีเพ่งมองแล้วเอามือตบอกเมื่อเห็นรอยจ้ำเขียว ๆ แดง ๆ บนแขนขาวจัดของบุตรชาย
“นี่ฝีมือหนูลินีหรือ แล้วเขาหยิกทำไม” เธอถามทำหน้าฉงน
“เขาบังคับให้ผมยิ้มครับ เมื่อไหร่ที่ผมไม่ยิ้มเขาก็จะหยิก คุณแม่คิดดูสิครับ ผมเพิ่งเสียคู่หมั้นไปจะเอาอารมณ์ไหนมายิ้ม”
“บังคับให้ยิ้ม...” วรรณวลีทวนคำเบา ๆ
“ครับ เขาบอกว่ากลัวรูปถ่ายงานหมั้นออกมาไม่สวย ให้ผมทำตามคำสั่งทุกอย่าง พอผมเผลอเธอก็หยิก ถ้าเป็นผู้ชายผมคงต่อยไปแล้ว” วรรณวลีหัวเราะขบขัน ขณะที่คนเป็นบุตรชายสีหน้าบูดบึ้งไม่เห็นเป็นเรื่องตลกด้วย
“โธ่ ก็งานหมั้นเขาทั้งที เขาก็ต้องอยากได้รูปสวย ๆ จะให้แกทำหน้าเศร้าซึมเหมือนถูกบังคับให้หมั้น เขาจะกล้าเอารูปไปให้ใครดูล่ะ น้องก็ทำถูกแล้ว” คนเป็นแม่เห็นดีเห็นงามไปด้วย แต่คนเป็นลูกอ้าปากหวอ
“แต่ยังไงผมก็ต้องถอนหมั้นครับ ผมไม่ได้รักไม่ได้ชอบ จะทนหมั้นกันไปทำไม ผมไม่อยากให้เขาเสียเวลากับผมและผมก็ไม่อยากเสียเวลากับเขา คุณแม่ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าผมจะหาสะใภ้ให้ไม่ได้” เขาประกาศเสียงแข็ง
“ฉันไม่ได้กลัวว่าแกจะหาสะใภ้ให้ไม่ได้ แต่ฉันกลัวไม่ได้สะใภ้ดี ๆ อย่างหนูลินี ยังไงแม่ก็ไม่ยอมให้ถอนหมั้นเด็ดขาด แม่คิดดีแล้ว ไม่อย่างนั้นแม่จะกล้าเอาแหวนแต่งงานประจำตระกูลเราให้ไปหมั้นเขารึ ถ้าถอนหมั้นเราก็ต้องยกแหวนหมั้นให้เขาไป ไหนจะท่านธเนศที่แม่เคารพนับถือมาตั้งนานคงได้มองหน้ากันไม่ติดก็คราวนี้” หญิงวัยกลางคนกล่าวเสียงขรึม อย่างไรก็ไม่ยินยอมทำตามคำเรียกร้องของบุตรชาย
ชนนทำท่าทางราวกับโดนจับติดคุก คิดไม่ถึงว่าเขาจะโดนผูกมัดง่าย ๆ ด้วยวิธีนี้ แต่อย่างไรเขาก็ไม่มีวันยอมแต่งงานเป็นแน่ ถ้าไม่ยอมให้ถอนหมั้น เขาก็จะยื้อไม่ยอมแต่งสักห้าปีสิบปี เจ้าหล่อนก็คงมาขอถอนหมั้นไปเอง
“อ้อ แล้วแกก็เตรียมตัวไว้เลย ท่านธเนศบอกว่าหนูกันกับคุณภพจะแต่งงานกันเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นหลังงานแต่งงานหนูกัน แม่ก็จะจัดงานแต่งงานให้แกกับหนูลินี” ประโยคสุดท้ายราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ทำให้มโนภาพที่เขาคิดไว้เมื่อครู่นี้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
“ไม่ได้นะครับคุณแม่ มันเร็วเกินไป ผมแทบไม่รู้จักเขาเลย ยังไงก็แต่งไม่ได้หรอกครับ ถ้าคุณแม่ไม่อยากเสียหน้าเพราะโดนลูกชายเทงานแต่งงานก็อย่าใช้วิธีบีบบังคับกันแบบนี้เลยนะครับ” คนเป็นลูกยื่นคำขาด
“ฮึ แม่ไม่เชื่อหรอกว่าแกจะยอมเสียหน้าเทงานแต่งงานจริง ๆ” ผู้เป็นบุตรชายยิ้มฝืดเอ่ยว่า
“ผมมีหน้าอะไรจะต้องรักษาอีกหรือครับ ดูข่าวนี่สิครับเขียนออกมาราวกับนักข่าวมาอยู่ในงานเอง ไม่ทราบว่าญาติฝ่ายไหนของคุณแม่ครับที่ไปให้ข่าวแบบนี้” เขายื่นสมาร์ทโฟนให้ผู้เป็นมารดาอ่าน นางรับไปแล้วเลื่อนอ่านอึดใจหนึ่ง
“ตายแล้ว ใครเป็นคนให้ข่าวเนี่ย ในงานก็มีแต่คนกันเองทั้งนั้น”
หญิงวัยกลางคนหน้าตื่นเอามือตบอกอีกครั้ง
“ก็คงเป็นสายข่าวเพื่อนหรือญาติคนใดคนหนึ่งของคุณแม่นั่นละครับ แต่ช่างมันเถอะ ผมไม่ซีเรียสเรื่องหน้าตาอะไรนั่นนักหรอก ก็แค่เสียหน้าเพราะ...ถูกผู้หญิงทิ้งในงานหมั้นจะเป็นอะไรนักหนากันเชียว จริง ๆ แล้วผมก็แค่รู้สึกหน้าชา หน่อยเดียวเท่านั้น ที่ผ่านมาผมก็พอจะดูออกว่ากันเขายังไม่พร้อมจะหมั้น เพียงแต่ผมดึงดันไปขอหมั้นเขาเอง” ชายหนุ่มยืดอกรับ
“แม่ดีใจที่เราไม่โกรธน้อง แล้วจะลองเปลี่ยนความรักจากหนูกันไปให้หนูลินีบ้างไม่ได้หรือ” ผู้เป็นมารดาพยายามโน้มน้าว
“เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะครับคุณแม่ ผมแค่บอกคุณแม่ว่าผมอยากถอนหมั้นเท่านั้นเอง ถ้าคุณแม่ไม่ยอมผมจะหาวิธีถอนหมั้นโดยไม่ให้คุณแม่เสียทั้งแหวนและเสียทั้งชื่อให้ได้ครับ แล้วเมื่อกี้คุณแม่คุยโทรศัพท์กับใครหรือครับ ดูเหมือนมีเรื่องเครียด ๆ” ผู้เป็นบุตรชายพยายามหาทางออก ก่อนจะถามมารดาเกี่ยวกับเหตุการณ์เคร่งเครียดก่อนที่ท่านจะวางสายเมื่อครู่นี้
“ก็เรื่องรีสอร์ตแถวนครนายกที่แม่ลงทุนกับเพื่อนนะสิ มีปัญหาขาดทุนติดกันมาหลายเดือนแล้ว จนหุ้นส่วนบางคนมาขายหุ้นถูก ๆ ให้แม่ อยากได้เงินคืนไปทำธุรกิจอย่างอื่น แต่แม่ก็ไม่ถนัดงานพวกนั้น รู้ว่าขาดทุนจะไปซื้อมาทำไม เลยปฏิเสธไป
ตอนนั้นแม่ก็แค่เอาเงินโยนลงไปเล่น ๆ เพราะไม่อยากขัดเพื่อนเท่านั้นละ ถ้าแม่ซื้อหุ้นมาก็เท่ากับว่าแม่เป็นหุ้นใหญ่สุด อำนาจบริหารก็ต้องตกมาอยู่ที่เรา แม่ไม่มีเวลาเข้าไปดูแลหรอก งานที่บริษัทเราก็มีมากมาย แล้วแม่ก็ไม่ชอบงานบริการด้วย” ผู้เป็นมารดาเอ่ยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผมก็บอกแม่แล้วนี่ครับ ว่าไม่ต้องเอาเงินไปลงทุนอะไรมากมาย ตอนนี้บริษัทเราก็มีงานมากอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้แม่เหนื่อย งานที่บริษัทก็ไม่อยากให้แม่ไปทำแล้วด้วย ที่ผ่านมาผมก็บริหารได้กำไรทุกปี พักบ้างเถอะครับ” คนเป็นลูกว่า น้ำเสียงห่วงใยนั้นทำให้คนเป็นมารดายิ้มออก
“ขอบใจมากนน แม่ก็อยากช่วยนนบ้าง ไม่อยากให้ลูกเหนื่อยอยู่คนเดียว” หญิงวัยกลางคนว่า เพราะหลังจากเสียสามีไปเมื่อห้าปีก่อน บุตรชายของเธอทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาธุรกิจที่เริ่มเติบโตเอาไว้ จนกระทั่งวันนี้บริษัทที่เธอกับสามีร่วมกันก่อตั้งก็เจริญรุดหน้าไปอย่างราดเร็ว ยอดขายติดอันดับต้น ๆ ของวงการสื่อสารมีการพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอจนสามารถก้าวจากบริษัทระดับล่างขึ้นมาสู่ระดับบนได้ก็เพราะฝีมือของเขา
“งั้นผมขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะครับคุณแม่ ส่วนเรื่องรีสอร์ตนั่นคุณแม่ก็ปล่อยไปเถอะครับ เราทำงานที่ตัวเองถนัดดีกว่า” ชนนว่าแล้วหยิบเสื้อสูทสีดำพาดแขนเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านด้วยท่าทางหนักใจ ซึ่งเธอเชื่อว่าชนนคงใช้เวลาคิดมาทั้งวันแล้วเป็นแน่ถึงได้มาเอ่ยเรื่องขอถอนหมั้น
แต่เธอจะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อหญิงสาวที่หมั้นหมายด้วยก็เป็นลูกสาวของคนที่เธอเคารพนับถือ วรรณวลีได้แต่ถอนใจแล้วครุ่นคิดหาหนทางแก้ไข ทั้งไม่อยากขัดใจลูกและไม่อยากทำลายมิตรภาพที่มีมายาวนาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือเธอนึกเอ็นดูมาลินีจนอยากได้เป็นลูกสะใภ้ขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว
ดังนั้นเธอก็ควรปล่อยเรื่องนี้ไปสักระยะหนึ่ง โดยไม่ต้องเร่งรัดเรื่องแต่งงานให้มากนัก เพื่อให้ได้มีเวลาคิดหาหนทางที่จะทำให้บุตรชายเปลี่ยนใจ