ตัดเถา

2071 Words
4 ตัดเถา เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า นลินลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ และออกจากห้องน้ำด้วยท่าทีอ่อนแรง เพราะนี่เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่เธอเข้าห้องน้ำเพราะท้องเสียหลังจากที่กลับมาจากไร่ แต่ความรู้สึกของเธอบอกตัวเองว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน ตอนที่คว้าขนมปังซองที่ซื้อมาตุนตั้งแต่เมื่อวาน หางตาของเธอก็สบเข้ากับองุ่นเต็งตึงในตะกร้าหวายสานสำหรับวางผลไม้บนโต๊ะกินข้าว เมื่อวานเธอกินองุ่นพวกนี้โดยที่ไม่ล้างก่อน นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับมาถึงบ้านแล้วท้องเสีย เธอจัดการกินมื้อเช้าแห้ง ๆ ฝืดคอจนหมดซอง ดื่มน้ำตามอีกครึ่งขวดแล้วรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน จึงไปค้นตู้ยาสามัญประจำบ้านที่รอดพ้นจากการถูกแก๊งทวงหนี้ทำลาย โชคเข้าข้างที่มีเกลือแร่อยู่หนึ่งซองพอดี เธอไม่ลังเลที่จะฉีกซองชงดื่ม อึกแรกรู้สึกได้ถึงความสากลิ้นแต่ไม่สนใจแล้วดื่มจนหมด จู่ ๆ ในหัวก็นึกอยากดูวันหมดอายุของยาขึ้นมา “ไม่เอาดีกว่า” เธอวางซองเกลือแร่ลงบนโต๊ะพูดงึมงำ “ช่วงนี้ชีวิตแกก็มีเรื่องให้ท้อแท้มากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมวลสารแย่ ๆ ให้สมองตั้งแต่เช้า” นลินออกมานอกบ้านไม่พบรถสองแถว จึงเดินรอไปเกือบ สิบนาที รถสองแถวที่มีป้ายติดด้านหน้าว่าไร่องุ่นนายหัวก็ได้เคลื่อนที่มาบนถนน นลินค่อนข้างมั่นใจว่าจำไม่ผิดคันจึงโบกให้จอด เช้านี้เธอจึงมาถึงที่ทำงานโดยไม่เหนื่อยเท่าเมื่อวาน พอมาถึงลงจากรถได้ ทุกคนก็กรูกันเข้าไปในไร่ วันนี้หน้าที่ของคนงานหน้าใหม่ไม่ใช่การแพ็กองุ่นเหมือนเมื่อวาน แต่พี่พรพาเธอออกจากโรงงานไปกลางแจ้ง “พี่ประเมินแล้วว่าเมื่อวานเธอทำองุ่นดี ๆ ของทางไร่เสียหายไปหลายกิโล วันนี้จะให้ไปอยู่จุดที่ไม่มีผลองุ่น หวังว่าเธอจะไม่ทำเถามันเสียหายไปด้วยนะ” “ไม่ทำแน่ค่ะ” คนรับปากไม่ได้มั่นใจในตัวเอง แต่นั่นคือคำพูดที่ดีที่สุดที่ต้องพูด ภายในใจนึกเสียดายที่จะไม่ได้องุ่นกลับบ้านแบบฟรี ๆ อีก พี่พรพาเธอมายังสวนองุ่น ที่แต่ละต้นมีใบหร็อมแหร็มมองดูแล้วเหมือนมองคนหัวล้าน ส่งกรรไกรตัดแต่งกิ่งอันหนักให้แล้วก็ออกคำสั่งให้ลงมือทำโดยไม่มีการสาธิต “ตัดเถาที่ผิดปกติทิ้ง” “พี่พรจะลองทำดูก่อนไหมคะ” “ไม่ต้อง การตัดแต่งไม่ใช่การส่งขาย ไม่จำเป็นต้องทำให้สวยงามไร้ตำหนิ เธอลงมือได้เลย” เสียงโทรศัพท์มือถือของพรดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมารับสายพร้อมชี้ปลายปากกาขึ้น ๆ ลง ๆ ไปทางนลินเพื่อเร่งให้ลงมือทำงาน ฉับ ! เธอตัดเถาของต้นองุ่น เถาที่มีสีเทารูปทรงแห้งเหี่ยวเหมือนว่าตายซากไปแล้ว ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! จัดการตัดเถาลักษณะเดียวกันอีกหลายเถา กว่าที่พี่พรจะวางสายเธอก็ทำเสร็จแล้วทั้งแถว พรเดินกลับมาดูผลงาน เบิกตากว้าง ก้มลงจดยิก ๆ เหมือนที่ทำเป็นประจำ เมื่อนลินเห็นว่าไม่มีคำชี้แนะ คนอยากพิสูจน์ตัวว่าขยันก็เคลื่อนที่ไปอีกแถวที่อยู่ถัดไป แถวนั้นมีคนงานประจำอยู่ก่อนแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปใกล้หวังทักทาย แต่กลับถูกไล่ไปอยู่แถวอื่น นลินเดินพ่นลมออกทางปากไปยังแถวที่ปลอดคน ลงมือตัดแต่งเถาองุ่นอย่างว่องไว ตัดแต่งแถวที่สอง ไปแถวที่สาม ที่สี่ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบว่าโดยรอบไม่เหลือคนอื่นแล้ว มีเพียงต้นองุ่นหัวโล้นที่ถูกตัดแต่งเถาจนเหี้ยนโกร๋นกับดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ที่เคลื่อนขึ้นมาตรงกลางหัว บ่งบอกเวลาว่าเป็นช่วงพักเที่ยง ท้องไส้ก็รู้คิวเป็นอย่างดี พอเดินกลับออกมาจากแปลงองุ่นท้องก็ร้องหิว ๆ เข้าไปในโรงครัวที่มีอาหารแจกฟรีพบว่ามีคนงานคนอื่น ๆ เดินขวักไขว่ บางคนจับจองม้านั่งสำหรับนั่งกินข้าว ต่างคนต่างส่งเสียงคุยจ้อแจ้ จนการมาถึงของเธอนั้นได้ทำให้ทุกเสียงเงียบลง เมื่อรู้ตัวว่าเป็นที่รังเกียจของสังคมก็ไม่ฝืนอยู่ใกล้ นลินเดินไปตักข้าวราดแกงพูน ๆ กินเผื่อตอนเย็น เดินเลี่ยงออกไปจากจุดที่ทุกคนมองเห็นไม่ถนัด นั่งหลบมุมกินข้าวตามลำพัง กินจนหมดก็นำจานไปเก็บในถังสำหรับใส่จานใช้แล้ว เพื่อให้แม่ครัวนำไปล้างตอนที่พวกเธอกลับออกไปสู้งานต่อ แต่ร่างกายที่อ่อนล้าเกินจะรับไหวทำให้การทำงานของเธอเริ่มเชื่องช้าลง กรรไกรที่เคยหนักดูเหมือนจะหนักยิ่งขึ้นจน ฝืนยกต่อไปแทบไม่ไหว นลินเกือบจะร้องไห้ออกมา อาการเหม่อลอยทำให้เธอถูกกรรไกรแต่งกิ่งบาดเข้าที่มือ “โอ๊ย” เสียงร้องพร้อมอาการเจ็บแปลบ ตาพร่าลายเมื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลออกจากนิ้ว เรือนร่างโอนเอนจวนจะล้ม กับแสงแดดที่ร้อนแผดเผา ความอบอ้าวไร้ลมพัด ทุกอย่างผสมปนเป ในตอนนั้นเองที่ได้มีคนงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามาช่วยประคองเธอเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มไป “โฮะ !” เขาอุทาน “นิ้วขาดหรือเปล่านิ” “ไม่ขนาดนั้น” “ไปทำแผลก่อนดีกว่า เราชื่อคุ้ง เธอเพิ่งมาทำงานใหม่เหรอ” “ใช่ เราลิน คุ้งทำงานที่นี่นานหรือยัง เป็นคนที่ไหนหน้าตาดูไม่เหมือนคนในพื้นที่” “ถามซะเยอะ” คุ้งบ่น ตอนนี้ทั้งสองเดินมาถึงห้องพยาบาลที่มีเตียงนอนพัก โต๊ะ และตู้ยา คุ้งเปิดตู้ค้นหาอุปกรณ์ทำแผล ท่าทางไม่เงอะงะตอนหาของ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี “ทำแผลเป็นด้วยเหรอ เก่งจัง” “ต้องทำเป็น ค่านายหมอแพง” “ทำไมถึงเรียกนายหมอ” “ที่บ้านเรียกแบบนี้” คุ้งตอบ ระหว่างที่ช่วยทำแผลก็ได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ทำให้นลินรู้ว่าคุ้งเป็นชาวเขาที่ตามญาติมาทำงาน มีหน้าที่ยกจับฉ่าย คือยกตะกร้าองุ่นขึ้นรถส่งออก ยกถัง ยกได้ทุกอย่างตามที่จะถูกเรียกใช้ บางครั้งก็ถูกเรียกตัวไปช่วยงานที่โรงบ่มไวน์ ทำแผลเสร็จ นั่งพักยังไม่หายเหนื่อยพี่พรก็เดินมาตาม ให้กลับไปทำงานต่อ แต่เมื่อเห็นว่าเธอมีแผลที่มือจึงโยนหน้าที่ให้กลับไปแพ็กองุ่น “ขนาดมือตัวเองยังตัดเดี๋ยวจะตัดต้นองุ่นเอา” พรให้เหตุผล ทั้งไร่มีแค่คนตรงหน้าที่พูดคุยด้วยมากที่สุด แต่นลินก็ยังรู้สึกได้ว่าพี่พรพูดแบบขอไปที ทำตามหน้าที่แบบเลี่ยงไม่ได้ งานแพ็กองุ่นถึงจะทำอยู่ในที่ร่มแต่ต้องใช้มือในการทำงาน ถึงจะรู้ดีว่าการมอบงานนั้นไม่เหมาะสมแต่นลินก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เดิมทีเธอไม่ใช่คนที่จะยอมถูกกระทำง่าย ๆ แต่เพราะเป็นคนมาใหม่ ประวัติครอบครัวไม่ดี คนงานส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากครอบครัวของเธอ จึงไม่อยากสร้างจุดสนใจ คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยงานแพ็กก็ได้อยู่ในที่ร่ม แถมยังมีหวังว่าจะได้องุ่นกลับบ้านเหมือนเมื่อวาน รถขนองุ่นเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าโรงงาน มีคุ้งกระโดดโหยงลงมาจากที่นั่งคนขับ จากนั้นก็เร่งฝีเท้าไปเปิดท้ายรถ ลากตะกร้าองุ่นลงแล้ววางตรงจุดเริ่มต้นของสายพาน หัวคิ้วของคุ้งขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อมองเห็นนลิน จากนั้นก็กลับไปสนใจงานของตัวเองอย่างแข็งขัน ปกติต้องมี คนประจำจุดเทองุ่นจากตะกร้าลงสายพานให้ไหลไปยังจุดแพ็ก แต่เมื่อไม่มีคุ้งเลยลงมือจัดการด้วยตัวเอง พอป้าคนที่เคยเข้ามาถามว่านลินเป็นลูกพ่อแม่หรือไม่กลับมาก็พูดกับเพื่อนด้วยถ้อยคำเหน็บแนมว่า คนบางคนคงบอบบางจนยกตะกร้าไม่ไหว ต้องให้ผู้ชายคอยช่วย “มันเป็นงานป้า ป้านั่นแหละทิ้งงาน” “หน็อยไอ้ต่างด้าวกล้าเถียงแทนเมียมึงเหรอ” “ไม่ใช่เมีย” “เออตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่อีกหน่อยละไม่แน่ เอ็งก็ทำคะแนนหน่อยแล้วกัน แต่ถึงขั้นยอมให้จับมือถือแขนในที่ลับตา ก็คงจะอีกไม่นานนี้ละว้ากูว่า” “ไอ้ที่พูดออกมาน่ะไม่เป็นความจริงสักอย่าง” นลินสวนขึ้นเพราะอดทนฟังอีกต่อไปไม่ได้แล้ว “ไม่กลัวถูกเขาฟ้องหมิ่นประมาทเหรอ” “ถุ้ย” ป้าตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัว “ก็ลองไอ้อีหน้าไหนไปฟ้องกูดูสิวะ กูจะฟ้องมันกลับฐานหนีหนี้ซะให้เข็ด ไอ้คุ้งเอ๊ย เอ็งก็ระวังกระเป๋าเงินเอ็งให้ดีล่ะ อย่าให้มีใครอมได้” “เตือนอะไรอย่างนั้นละนังอ้อย ไอ้อม ๆ แอ้ม ๆ อะไรนั่นอาจเป็นสิ่งที่ไอ้คุ้งมันหวังมากที่สุดก็ได้” เกิดเสียงหัวเราะเกลียวขึ้นในวงสนทนา “ในเมื่อป้ามาแล้วก็ยกเองก็แล้วกัน” คุ้งกระแทกตะกร้าบรรจุผลไม้อย่างแรง เดินไปขึ้นรถขับออกไป ในขณะที่นลินหน้าร้อนขึ้นมาแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการเดินหนีไปอีกคน สินมีหน้าที่ตามหนี้นอกสถานที่ แล้วยังต้องคอยรวบรวมข้อมูลเพื่อไปรายงานกับนายหัว พรรู้หน้าที่ของตัวเองดี ทุกวันก่อนเลิกงานจะต้องนำเอาสรุปผลการทำงานประจำวันของนลินมาส่งในออฟฟิศ เช่นเดียวกับวันนี้ “นำองุ่นกลับบ้านสิบโล ?” “พอดีมีเรื่องเถียงกันนิดหน่อย คุ้งมันเลยทำองุ่นช้ำทั้งตะกร้าพี่เลยให้ลินเอากลับบ้าน” “มีเรื่องอะไรกันเหรอ” สินถามด้วยท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจแต่หูผึ่ง หญิงวัยสามสิบตอนปลายเริ่มเล่าตั้งแต่นลินโดนกรรไกรตัดแต่งกิ่งบาดไปจนเลิกงานให้ฟังโดยละเอียด เล่าจบก็ถามด้วยความอัดอั้น “เมื่อไหร่ถึงจะให้พี่เลิกสอนงานเด็กคนนั้นซะที บางครั้งพี่ลืมตัวเกือบจะแสดงออกว่าเห็นใจ ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไปคงได้บ้ากันทั้งคู่ แล้วดูสิเถาองุ่นดี ๆ ต้องถูกตัดไปเป็นไร่ ทำแบบนี้มันจะดีจริงเหรอ” “ดีหรือไม่ดีเราก็มีหน้าที่ทำตาม นายหัวสั่งมาว่าพรุ่งนี้ให้พาเธอไปผสมปุ๋ยคอก” สินยกข้อมือขึ้นดูเวลา “นี่ก็ได้เวลาเลิกงานแล้วพี่พรกลับไปพักเถอะ พรุ่งนี้ต้องมาทำงานแต่เช้า” “นั่นสินะเรามันก็แค่ลูกจ้าง นายหัวสั่งอะไรจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเราก็ต้องทำตาม ใครใช้ให้พ่อแม่ของนังหนูนั่นหนีหนี้กันล่ะ เกิดมาเป็นลูกไม่ได้ก่อกรรมแต่ต้องมารับกรรมแทน น่าเศร้าจริง ๆ” พรระบายความอัดอั้นที่เก็บมาตลอด หมุนตัวกลับเพื่อเดินออกจากห้องไป ทว่าสิ่งที่เห็นได้ทำเอาความอึดอัดตลอดทั้งวันกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย “นะ นายหัว ! มาตั้งแต่เมื่อไหร่” “มานานจนได้ยินว่าพี่พรไม่มีความสุขกับการทำงาน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เห็นแก่ที่พี่ทำงานมานาน เป็นผู้มีประสบการณ์ที่มีความดีความชอบ ผมจะไม่ให้พี่พรต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจอีกต่อไป” “ขอบคุณมาก ขอบคุณมากค่ะนายหัว” พรยิ้มร่าเอามือทาบอก ส่งเสียงใสพูดกับตัวเองอย่างดีใจ “ดีจัง พรุ่งนี้เราจะได้กลับไปทำเอกสารเหมือนเดิม”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD