อิทธิพัทธ์เดินไปนั่ง สั่งลูกน้องคนสนิท “ออกหนังสือเบิกเงินชดเชยแล้วก็เตรียมหนังสือยื่นขอลาออกให้ด้วย พี่พรจะได้เอากลับไปเซ็นที่บ้านได้เลย”
“นะ หนังสือขอลาออก”
“มันจะดีกว่านะครับถ้าเป็นลาออกไม่ใช่ไล่ออก”
สินวางสีหน้าเรียบทำใจเย็น เดินเข้าไปหยิบหนังสือลาออกยื่นให้พี่พร
“โชคดีนะครับ ขอบคุณมากที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี”
“พี่ไม่อึดอัดแล้วค่ะ ยินดีทรมานเด็กนั่นให้หนักขึ้นตามคำสั่ง”
“วันนี้มีอะไร” อิทธิพัทธ์หันไปพูดกับสิน บ่งบอกว่าธุระกับพี่พรยุติลงแล้ว เขาเป็นคนเด็ดขาด คำไหนคำนั้น เมื่อแสดงความลังเลจนแตกแถวเขาก็จะไม่เลี้ยงเอาไว้ !
พรทำอะไรมากไม่ได้ ได้แต่ยืนคอตกยอมรับชะตากรรม
“เอ่อ...นายหัวครับ” สินเอยขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความนอบน้อมขอความเมตตา
“ถ้าเกิดว่าพี่พรเขายินดีที่จะปรับตัว ก็เห็นแก่ที่เขาอยู่กับเรามานาน ให้โอกาสพี่เขาอีกสักครั้งเถอะนะครับ ผมจะช่วยดูอีกแรงไม่ให้หย่อนยาน”
อิทธิพัทธ์ปรายตามองพี่พร
“ใช่ค่ะ ๆ พี่พรยินดีที่จะปรับตัว พี่พรจะทำให้ดีกว่าเดิม”
“อย่าทำให้ผมผิดหวังอีก”
“ค่ะ ไม่ทำแน่ค่ะ” พรรีบนำหนังสือขอลาออกวางไว้บนโต๊ะแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
สินใช้กำปั้นอุดปากกลั้นเสียงหัวเราะ
“ขำอะไร”
“ปะ เปล่าครับ” สินเดินเข้าใกล้เจ้านาย ก้มหัวขณะส่งยื่นแฟ้มให้ด้วยความนอบน้อมเกินปกติ จนอิทธิพัทธ์ต้องกระแอมคอเตือนว่าการเล่นละครลิงจบลงแล้ว ให้ทำตัวตามปกติ
“เป็นยอดเงินของวันนี้ที่จะหักจากลินครับ” สินรายงาน
“อืม…. ยังไม่มากพอ ไปตามแม่นั่นมาที”
ท่าทางที่เบิกบานเกินไปของนายหัวทำเอาลูกน้องคนสนิทรู้สึกเห็นใจลูกหนี้ตัวน้อยขึ้นมาทันที !
5 ตานี่
นลินออกจากไร่ก็รีบเดินไปที่สำนักงานเพื่อทำหน้าที่แม่บ้านต่อ แต่กลับถูกสินตามให้ไปพบกับนายหัวอิทธิพัทธ์
วันนี้ยังจะมีอะไรแย่กว่าที่เจอมาทั้งวัน เธอบอกตัวเองขณะเดินเข้าไปในสำนักงาน
ใบหน้าคมเข้มของเขานั่นไงที่แย่กว่า นลินสรุปได้ในทันที ความโมโหอันน้อยนิดผุดขึ้นมาทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเจรจา
“นายหัวครับ ลินมาแล้วครับ”
ไม่มีตาหรือไง ถึงต้องให้คนคอยบอกในสิ่งที่เห็นได้ชัด ๆ ตรงหน้า นลินคิดในใจ
“อืม” อิทธิพัทธ์รับรู้ “ออกไปก่อน”
ตานี่จะมาไม้ไหนอีก
“วันนี้เธอทำงานได้ไม่เต็มที่”
“ฉันทำงานเต็มที่เท่าที่ฉันจะทำได้”
“นั่นแหละที่ฉันเรียกว่าไม่เต็มที่ เพราะเต็มที่ที่เธอคิดมันยังไม่มากพอ แล้วยังสร้างความวุ่นวายในที่ทำงาน ทะเลาะเบาะแว้งกับคนงานอีกด้วย”
“ป้าเขามาหาเรื่องฉันก่อน พูดจาไม่ให้เกียรติคุ้งอีกต่างหาก”
“ถึงที่นี่จะไม่ได้มีกฎเคร่งครัดเหมือนที่อื่น แต่ในเวลางาน ในสถานที่ทำงานหญิงชายไม่ควรทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อ”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อ แล้วฉันกับคุ้งก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน เราเพิ่งเจอกันวันแรกจะรักกันได้ยังไง”
“ฉันไม่ได้พูดเรื่องความรัก เธอก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าเรื่องที่พูด ๆ กันอยู่นี่มันไม่จำเป็นต้องใช้ความรัก แค่เงินพันสองพันก็เพียงพอ”
คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย เข้าใจว่าอีกฝ่ายจงใจพูดดูถูก นลินบวกลบคูณหารแล้วคิดว่าพูดแย้งก็มีแต่จะเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงพูดตัดความรำคาญ
“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรอีกฉันจะไปทำความสะอาด”
“พี่พรบอกว่ามือของเธอมีแผล”
“ไม่คิดว่าคุณจะเป็นห่วงเรื่องนั้น”
“แน่นอนว่าฉันไม่ได้ห่วงเรื่องที่เธอต้องเจ็บตัว ที่ฉันห่วงคือประสิทธิภาพของงานที่จะได้จากแม่บ้านที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ ฉันรังเกียจที่สุดคือความสกปรก”
พูดเสร็จก็ใช้ปลายนิ้วปาดบนโต๊ะที่เมื่อวานนลินเช็ดจนเอี่ยมอ่อง จากนั้นปรายหางตามองเรือนร่างของนลิน เน้นเป็นพิเศษบริเวณกึ่งกลางลำตัว
นลินรู้สึกอับอายเหลือกำลังจนแทบจะร้องไห้ออกมา เธอต้องมาทำงานใช้แรงงาน จำเป็นต้องแต่งตัวด้วยชุดทะมัดทะแมง สวมหมวกผ้าปีกกว้างเหมือนแรงงานคนอื่น
แดด ฝุ่น และเหงื่อทำให้เธอดูมีสภาพที่ย่ำแย่ทรุดโทรมดูไม่ได้ ไหนจะกลิ่นเหงื่อกลิ่นองุ่นเน่าที่เธอต้องคอยคัดทิ้ง
โดยรวมคือเธอมีสภาพที่ดูสกปรกเกินกว่าตัวเองจะรับได้ ทว่าความสกปรกภายนอกไม่ใช่สิ่งที่เขาจงใจบอก เธอเข้าใจความหมายในแววตานั้นเป็นอย่างดี
อิทธิพัทธ์เบ้หน้าพูดจาร้ายแรงต่อ
“ดูฝุ่นพวกนี้สิ ดูสิว่าเธอทำงานบกพร่องยังไง”
“เมื่อวานฉันทำความสะอาดแล้ว และก็ดีมาก ๆ ด้วย แต่วันนี้ผ่านมาทั้งวันฝุ่นมันก็ต้องมีเป็นธรรมดา”
“ครอบครัวของเธอนี่นอกจากจะหนีความรับผิดชอบแล้วอีกอย่างที่ถนัดมากก็คงจะเป็นเรื่องการแก้ตัว”
“คุณจะให้ฉันทำยังไงพูดออกมาเถอะค่ะ”
เธอเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยชนิดที่ว่าไม่เหลือแรงแม้แต่จะเล่นสงครามประสาท เธอรู้ดีว่าเขาต้องการพูดจากดทับ ยิ่งเธอโต้เถียงมากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งหาเรื่องไม่หยุด ดังนั้นวันนี้เธอจะยอมให้เขาได้ตามที่เขาต้องการ
แสงแดดอ่อนแสงลงเรื่อยหากมัวโต้เถียงกับเขาอยู่อย่างนี้ กว่าจะได้ไปทำความสะอาด กว่าจะเดินถึงบ้านคงมืดกันพอดี
“ค่าแรงของเธอเมื่อวานนี้จะถือเป็นโมฆะ”
“โกง !”
“เธอทำโต๊ะไม้สักของฉันเปียกน้ำจนเป็นรอยด่าง นั่นยังไม่รวมกับการที่เธอทิ้งกล่องนมที่ยังกินไม่หมดลงถังขยะในห้องทำงานของฉัน และไม่ได้เอาขยะไปทิ้ง กว่าจะถึงวันใหม่ห้องฉันเลยเหม็นไม่ต่างจากขี้ ที่ทำแค่งดจ่ายเงินไม่หักเงินเพิ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“ดีกับผีนะสิ นมกล่องนั้นมันอยู่ในห้องอยู่แล้ว มันวางอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณด้วย”
“เธอต้องเรียกฉันว่านายหัว ไม่ใช่แค่คุณ ฉันไม่ได้สนิทสนมกับเธอ”
“เจ้ายศเจ้าอย่าง ! เผด็จการ !”
“ฉันไม่สนใจว่าเธอจะรับเงื่อนไขได้หรือไม่ เพราะฉันหาแม่บ้านคนใหม่มาแทนเธอได้แล้ว”
“คุณทำแบบนี้ไม่ได้ !”
“ไร่ของฉัน ออฟฟิศของฉัน บ้านพักของฉัน ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ แล้วถ้าเธอยังทำงานชุ่ย ๆ แบบนี้ต่อไป สักวันหนึ่งฉันจะโยกย้ายเธอไปทำในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถของเธอ และอาจจะได้ค่าตอบแทนที่ลดลงตามงาน เข้าใจหรือเปล่า”
“ค่ะ” ลูกหนี้อย่างเธอต้องยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ถ้าหมดเรื่องแล้วฉันขอลากลับก่อน”
“เดี๋ยว”
“คะ ? ! มีอะไรจะสั่งอีกเหรอคะ นายหัว !”
“เธอลืมถุงองุ่นของเธอ”
นลินคว้าถุงองุ่นอย่างแรง ภายในใจสาปแช่งอีตานายหัวสันดานชั่วนี่ไปตลอดทาง ขอให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด !
การทำงานที่ถูกโขกสับทุกอย่าง ไม่ต่างจากเป็นไร่องุ่น ในนรกดำเนินมาจนถึงวันที่นลินเฝ้ารอมากที่สุด นั่นคือวันเงินเดือนออก
ทุกคนมีสีหน้าเบิกบานขณะเดินมาทำงาน คุ้งถึงขั้นร้องเพลงเป็นภาษาพม่าเข้ามาในไร่ พบเธอเข้าก็เข้ามาทักทายด้วยไมตรีจิตอันบริสุทธิ์
เวลาผ่านมานานแล้ว จากที่เคยหน้าบางนลินก็เริ่มมีความอดทนต่อเสียงซุบซิบ ยิ่งคนในไร่พยายามสอดสายตาสอดส่องเธอกับคุ้งมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งบอกให้คุ้งไม่ต้องหนีหน้า และปฏิบัติตัวต่อกันไปตามปกติ
บ่อยครั้งนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกันซึ่งพักหลังคุ้งพาเธอไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนแผนกยกของที่เป็นผู้ชายอีกสามสี่คน ทำให้ตอนนี้เธอเริ่มมีเพื่อนในไร่บ้างแล้ว เวลาหยิบจับยกของที่หนักเกินกำลังจึงพลอยมีคนช่วย
ในระหว่างนี้เธอได้รู้จักกับป้าสวยโดยบังเอิญถึงสามครั้ง
เหตุการณ์ครั้งแรกก็ตอนที่เดินกลับจากไร่องุ่น เธอเห็นกระเป๋าตกอยู่ เปิดดูพบเงินสดหลักแสนจึงนำไปลงบันทึกประจำวันเพื่อตามหาเจ้าของ ตำรวจตามหาจนเจอพบว่าเจ้าของทรัพย์เป็นป้าสวย ทำให้เธอได้รับรางวัลน้ำใจเป็นเงินห้าพันบาท
ต่อมาอีกสามวันนลินไปร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อยาสีฟัน พบป้าสวยกำลังงมโข่งอยู่หน้าตู้เติมเงินมือถือที่ตั้งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ จึงเข้าไปช่วยเหลือ ป้าสวยจำเธอได้ก็ดีใจใหญ่ ให้ขนมเค้กที่ซื้อติดมือมาหนึ่งชิ้นกับขนมบ้าบิ่นที่แกซื้อกลับมาจากตลาด
นลินจำได้ว่ามันเป็นเค้กส้มแสนธรรมดาที่แป้งเป็นไต แต่การได้กินเค้กครั้งแรกหลังจากที่ต้องทนอดมื้อกินมื้อมานานก็เปลี่ยนให้เค้กส้มก้อนนั้น ทั้งนุ่มทั้งหอมจนกลายเป็นเค้กที่อร่อยที่สุดในโลกเท่าที่เคยกินมาเลย
ครั้งที่สามคือเมื่อสองวันก่อนที่ป้าสวยมารับองุ่นที่ไร่ไปขาย ป้าสวยคิดว่าการพบกันบ่อยครั้งขนาดนี้ควรได้พูดคุยกัน จึงชวนเธอนั่งรถกลับด้วยกัน
วันนั้นรถสองแถวไม่ได้อยู่รอนลิน เนื่องจากเธอต้องอยู่ปิดปั๊มของบ่อบำบัดน้ำเสียที่ยังทำงานไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ ทำให้กลับออกมาจากไร่ช้ากว่าปกติ
การพูดคุยในครั้งนั้นทำให้รู้ว่าป้าสวยเปิดร้านของใช้เด็ก และเครื่องพลาสติกในตัวเมือง แล้วยังเปิดแผงผลไม้เล็ก ๆ อยู่หน้าร้านให้หลานชายขายเล่นๆ ส่วนเธอได้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวไปเพียงเล็กน้อยว่าเป็นคนงานของนายหัวอิทธิพัทธ์
“นายหัวเป็นคนใจดี ทำงานที่นั่นแหละดี” ป้าสวยบอก
ดีกับป้า ดีกับคนงานคนอื่น ๆ ดีกับผีสางเทวดาทุกตน แต่เลวแค่กับเธอคนเดียวน่ะสิไม่ว่า นลินคิดในใจขณะแกล้งฉีกยิ้ม
“พี่ไปรับเงินหรือยัง” คุ้งถามหลังจากที่ได้รู้ว่าตนเองเกิดหลังนลินสองปี เขาก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกขานเธอย่างให้เกียรติ
“ยังเลย” นลินตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เลิกคิดถึงเรื่องของป้าสวยที่ผุดขึ้นมาในหัว “เดี๋ยวเลิกงานค่อยไปรับ”
“ก็ดี เห็นหมวกพี่หลวม ได้เงินก็ไปซื้อใหม่ซะนะ นี่ต้องซื้อหมวกสานแบบผมนี่ถึงจะดี เอายี่ห้อนี้นะ ยี่ห้อที่เย็บขอบสีส้ม ไม่ค่อยดี ตอนซื้อพี่ต้องดูดี ๆ นะ”
“ได้รับคำชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านหมวกแบบนี้ พี่คงซื้อไม่ผิดแน่ ไงอ้วน เสก โอ้โฮแม็กซ์ วันนี้สูบบุหรี่มวนเชียว ปกติเห็นสูบแบบพันด้วยมือ”
“วันนี้รวยพี่ เย็นนี้ม่วน”
นลินทำหน้างง
“เงินออกพวกมันจะไปร้านเหล้ากันน่ะ”
คุ้งอธิบายพร้อมคำชวน “พี่อยากไปด้วยกันไหม”
“ไปกันเถอะพี่กินเหล้าไม่เป็น”
บรรยากาศโดยรอบในไร่วันนี้ถือว่าครึกครื้นในตอนเช้า และก็เปลี่ยนไปเมื่อคนงานหลายคนมาถึงที่ทำงานพร้อมกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ‘แก๊งทวงหนี้’ เข้ามาทวงหนี้กับนลิน
“พ่อฉันเป็นคนยืมไม่ใช่ฉัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครยอดเท่าไหร่” นลินปฏิเสธไม่ใช้หนี้แทน
“เรื่องนั้นมันไม่ยากหรอกนังหนู เอ็งไม่รู้ยอดแต่เจ้าหนี้เอ็งรู้ ตาเสริฐมันยืมข้าไปพันห้า ยืมนังสายห้าร้อย ยืมไอ้เดชสามพัน แล้วก็นี่ยืมพี่แดงไปมากสุด ทบรวมแล้วหมื่นสอง ยืมนังอิ๋วไปแปดร้อย นังนิดอีกหกร้อย แม้แต่ไอ้คุ้งยังโดนแม่เอ็งอมไปตั้งเป็นพัน แต่ดูท่าคงจะได้อมคืนแล้วละมั้ง”
เกิดเสียงหัวเราะเกลียวขึ้นไม่ต่างจากวันที่ทะเลาะกันในโรงแพ็ก
“มีสัญญากู้ยืมหรือเปล่า” นลินพยายามมีเหตุผล
“ชาวบ้านยืมกันเองจะไปมีสัญญาเหมือนกู้ธนาคารได้ยังไง”
“ถ้าไม่มีสัญญาก็คงจ่ายให้ไม่ได้ เพราะไม่มีการยืนยันยอดจริง ๆ แต่ถึงมีสัญญากู้ยืม ตามกฎหมายแล้วหนี้พ่อแม่ไม่ถือว่าเป็นหนี้ของทายาท ไม่ใช่ภาระที่ทายาทต้องใช้คืน ดังนั้นจะมาทวงกับฉันไม่ได้ พวกป้ารอทวงตอนพ่อฉันกลับมาดีกว่า ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย”
“หน็อยทำเป็นอ้างกฎหมาย หาเรื่องเบี้ยวหนี้เหมือนพ่อแม่มึงน่ะสิ” ป้าอ้อยผู้เป็นหัวหน้าแก๊งตะคอก
“ถ้าตามทวงกับมันได้พวกกูจะมาตามทวงกับมึงเหรอ” คนที่มียอดค้างหนี้มากที่สุดในกลุ่มโพล่งขึ้นมาบ้าง
“ใช่”
“ใช่”
“ที่ผ่านมาพวกกูใจดีไม่ทวงเพราะเห็นใจว่าอาจจะไม่มีเงิน วันนี้เงินเดือนออกมีเงินแล้วก็จ่ายมาซะดี ๆ อย่าให้พวกกูต้องใช้กำลัง”
“เริ่มงานตั้งห้านาทีแล้วมาอู้อะไรอยู่ตรงนี้” เสียงของพี่พรเปรียบเหมือนระฆังสวรรค์ที่สั่งพักรบให้กับนลินดังแทรกเข้ามากลางวง คนที่มาทวงหนี้จึงพลอยสลายตัวไป
และกลับมาล้อมเธอเอาไว้ใหม่ในตอนอยู่บนรถสองแถว ขณะเดินทางกลับบ้าน โดยมีจุดประสงค์เดิมคือต้องการเงินคืน
“ฉันไม่มีเงินจริง ๆ” เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าอ่อนแรง น้ำตายังคลออยู่ในเบ้าตา
แก๊งทวงหนี้เข้าใจไปว่าเธอหวาดกลัวก็ยิ่งได้ใจ
“ค้นตัวมัน”
เสียงหนึ่งสั่งการ ตามมาด้วยมือนับสิบที่ค้นเนื้อตัวของเธออย่างอุกอาจ กระเป๋าผ้าที่ถือมาทำงานถูกรื้อค้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ถูกดึงกระชากจนหลุดลุ่ย
“พวกแกทำเกินไปแล้วนะ”