2 หนี้

1312 Words
นับแต่นั้นมาผู้เป็นบิดาจึงมักหาข้ออ้างรั้งตัวเธอให้อยู่ทำงานบ้าน ไม่ยอมให้ทันขึ้นรถไปโรงเรียน นลินไม่สามารถเดินเท้าไปโรงเรียนได้ และไม่มีเงินติดตัวสักบาททำให้ไม่มีเงินจ่าย ค่าแท็กซี่ สุดท้ายต้องยอมรับชะตากรรม เมื่อเพื่อนบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติ เริ่มมีเสียงติฉินนินทาให้ได้ยิน อีกทั้งครูประจำชั้นที่ไม่เห็นนลินไปโรงเรียนได้มาตามถึงบ้าน พ่อแก้ตัวว่าช่วงนี้รู้มาว่าเธอมีแฟนที่โรงเรียน ถึงขั้นวางแผนหนีตามกันไป คนเป็นพ่อไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไรจึงได้แต่ขังเอาไว้ในบ้าน เธอร้องไห้โฮปฏิเสธ เธอเพิ่งอยู่ป. 4 จะมีแฟนได้อย่างไร แต่เมื่อเถียงเธอก็ถูกพ่อตบเข้าที่ปากอย่างแรง ครูประจำชั้นเข้าห้าม ออกปากสัญญาว่าจะช่วยสอดส่องดูแลเธอเป็นอย่างดีตอนอยู่ที่โรงเรียน เมื่อไร้ทางบ่ายเบี่ยงพ่อจึงยอมให้เธอกลับไปเรียนได้อีกครั้ง แต่เธอต้องทนเดินไปกลับโรงเรียนตามลำพังกว่าสามกิโลเมตรอยู่เสมอ เมื่อพ่ออ้างว่าวันนี้รถยนต์ไม่มีน้ำมันจะเอามอเตอร์ไซค์ไปส่งพี่ชายกับน้องสาวของเธอก่อน ระหว่างนี้ให้เธอเดินรอไปพลาง ๆ ตอนแรกเธอเฝ้าหันมองถนนว่าเมื่อไหร่พ่อจะกลับมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยเข้า เธอก็เรียนรู้ที่จะเลิกมองหา มีเพียงสองขาของเธอเท่านั้นที่จะพาเธอไปถึงโรงเรียนได้ แม้แต่ตอนที่พ่อใช้รถยนต์ไปส่งพวกเธอที่โรงเรียน เธอก็ยังถูกไล่ให้ลงจากรถเพื่อทำบางอย่างเช่นซื้อของข้างทาง หรือให้วิ่งกลับไปเอาของที่ลืมเอาไว้ในบ้าน ทันทีที่เธอก้าวลงจากรถ ประตูรถก็ปิดลงแล้วพุ่งตัวออกไปโดยไม่รอ ดังนั้นการเดินเท้าเพียงครึ่งชั่วโมงในวัยที่โตแล้วจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากเกินไป… นลินพักเหนื่อยที่ป้ายรถเมล์ ยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงนั่ง รถเมล์ก็แล่นมาเทียบ ผู้คนสี่ห้าคนที่นั่งอยู่กรูกันขึ้นรถไป เธอจึงเผลอตัวเดินตามขึ้นไปอีกคน ก่อนจะตระหนักได้ว่าพรุ่งนี้ตนต้องนำเงินไปไถ่โทรศัพท์มือถือที่จำนำเอาไว้คืนมา เงินสำหรับจ่ายค่ารถเมล์นี้มันควรจะเป็นค่าน้ำดื่มขวดที่ใช้ดื่มดับกระหายระหว่างทาง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากนั่งพิงหลังไปกับเบาะปล่อยใจรับความสบายที่เคลื่อนที่เข้ามาแทนความเมื่อยขบตามเนื้อตัว สมองของเธอยังคงครุ่นคิดอยู่กับเรื่องในอดีต อยากหาสาเหตุว่าด้วยเหตุใดเธอถึงถูกพ่อแม่ขัดขวางห้ามไม่ให้ทำกิจกรรม กับทางโรงเรียนอีกหลังจากที่ให้โอกาสเธอกลับไปเรียนอีกครั้ง เหตุใดถึงมีแค่เธอที่ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง เหตุใดถึงมีแค่เธอที่ไม่เคยได้รับของขวัญหรือเค้กวันเกิดเหมือนพี่ชายกับน้องสาว เมื่อโตขึ้นเธอจึงได้เข้าใจว่าเป็นเพราะถูกพี่น้องอิจฉาที่เธอเรียนเก่งกว่า เมื่อเลื่อนขั้นขึ้นเรียนในระดับมัธยมนลินต้องดิ้นรนสอบขอทุนเรียนฟรี ตามคำสั่งของพ่อแม่ว่าอยากเรียนต่อต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ว่างเมื่อไหร่นลินเป็นต้องของานทำ จนนักเรียนในโรงเรียนรู้กันอย่างลับ ๆ ว่าหากต้องการคนทำการบ้านให้ ให้ไปจ้างนลิน การรับจ้างทำการบ้านแย่งเวลานอนของนลิน ที่เหลือน้อยนิดจากการต้องคอยรับใช้สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน แต่นั่นกลับเป็นการทบทวนบทเรียนอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้ผลการสอบในแต่ละเทอมของเธอยังคงมีคะแนนที่สูงกว่าพี่ชายและน้องสาว ทำเอาทั้งคู่โกรธแทบคลั่ง ทุ่มงานมาให้เธอทำมากขึ้น โขกสับมากขึ้น ชีวิตแสนอาภัพของนลินดำเนินต่อไป เธอเรียนจบมัธยมปลาย สามารถสอบทุนเรียนฟรีในระดับปริญญาตรีได้ เธอรู้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุน แต่ก็ยังนำเรื่องนี้ไปอวดที่บ้านอยู่ดี ด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าพ่อแม่จะให้ความสนใจตน เหมือนตอนยังเด็กที่ยินดีกับการริบเงินรางวัลการประกวดไปจากมือของเธอก็ยังดี ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เธอหวังนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ! นลินกลับมาถึงบ้านก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดออกมา นั่งอยู่กลางห้องพักขนาดเล็กเพื่อสำรวจว่าจะพับข้าวของที่มียังไงให้พอดีกับกระเป๋าเดินทาง ในปีสุดท้ายของการเรียนเธอยุ่งกับการทำธีสิส* และฝึกงาน ทำให้ไม่ได้กลับบ้านเลยจนกระทั่งวันที่เรียนจบ ไม่ว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของคนในบ้านจะตึงเครียดต่อกันไปบ้าง แต่อย่างไรครอบครัวก็คือครอบครัว เธอหวังว่าระยะเวลาเป็นปีที่ไม่ได้พบหน้ากันจะนานพอที่จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป คืนนั้นนลินหลับไปด้วยความคิดที่ว่า ปริญญาใบเดียวของครอบครัวจะทำให้พ่อกับแม่พอใจ หรืออย่างน้อยก็ทำเป็นใส่ใจเธอบ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี… {*Thesis คือ วิทยานิพนธ์ม ปริญญานิพนธ์ หรือ ดุษฎีนิพนธ์ ที่เขียนโดยนักวิจัย นักศึกษา หรือนักวิชาการ โดยการพรรณนาขั้นตอน วิธี การ และผลการศึกษาวิจัยที่ค้นคว้าวิจัยมาได้} ***** 2 หนี้ การเดินทางข้ามจังหวัดเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย กว่าที่นลินจะกลับถึงบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดก็เล่นเอาอ่อนเพลียแทบไม่เหลือแรงเดิน ตั้งใจเอาไว้ว่าถึงบ้านจะของีบหลับสักตื่น ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ดวงตาที่ปรือของเธอก็ได้เบิกโพลง อาการง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อพบว่าของภายในบ้านถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ฝุ่นและหยากไย่หนาบ่งบอกว่าขาดคนทำความสะอาดนานแล้ว นลินหันซ้ายมองขวา ต้องการมองหาสมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้าน แต่กลับไม่พบใครสักคน เธอตื่นตระหนกแต่ก็พยายามตั้งสติ เดินถอยออกไปอยู่ในจุดที่ปลอดโปร่งนอกตัวบ้าน มือคว้านหาโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งไปไถ่คืนมาจากโรงรับจำนำ เธอยกออกมากดเบอร์ แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อมีชายปริศนาคนหนึ่งเดินเข้ามา “ไม่ว่าคุณคิดจะโทร. หาใคร เชื่อเถอะว่าจะไม่มีใครให้คำตอบคุณได้ดีไปกว่าผม” “คุณเป็นใคร” “ผมชื่อสิน เป็นคนติดตามหนี้” “ติดตามหนี้ แล้วมาที่บ้านของฉันทำไม” “ตามที่ผมได้แนะนำตัวไป ผมเป็นคนติดตามหนี้” “คุณกำลังจะบอกว่าบ้านฉันติดหนี้ และคุณมาทวงหนี้กับฉันอย่างนั้นเหรอ แต่ฉันไม่เคยก่อหนี้เลยนะ ฉันไม่รู้เรื่อง” “คุณชื่อนลิน วรภิรมย์ เป็นลูกของนายประเสริฐกับนางวิภาวี อดีตเจ้าของบ้านหลังนี้ถูกต้องไหมครับ” “อดีตเหรอ?” สินยิ้มอย่างใจเย็น เขาเข้าใจได้ทันทีว่าการไม่ปฏิเสธนั่นแหละคือการตอบคำถาม จึงเปิดกระเป๋าเอกสารส่งยื่นไปให้เธอดูสัญญากู้ยืม นลินทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าการรับเอกสารมาตรวจสอบ แล้วเธอก็ต้องตกใจสุดขีดยิ่งกว่าตอนเปิดประตูเข้าไปเห็นสภาพของบ้าน เพราะในสัญญาระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า พ่อแม่ของเธอได้กู้ยืมเงินด้วยยอดเงินสูงถึงสามล้านบาท ส่วนที่น่าตกใจมากที่สุดก็คือ ในสัญญากู้ยืมมีชื่อและลายเซ็นของเธออยู่ในช่องผู้ค้ำประกัน “ไม่จริง ฉันไม่ได้เป็นคนเซ็น” “คิดดี ๆ สิครับ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD