นลินลองคิดตามคำพูดของสิน ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อต้นปีแม่ของเธอได้ขึ้นมาหาเธอที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก บอกว่าพี่ชายจะถูกรับเข้าทำงานในตำแหน่งที่สำคัญในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง แต่เพราะเป็นบริษัทใหญ่จึงต้องการหลักประกันว่าพนักงานจะมีคุณภาพ เป็นไปตามคุณลักษณะที่บริษัทกำหนด ซึ่งผู้จะเข้าทำงานต้องแนบเอกสารยืนยันตัวตน รวมถึงต้องแปะข้อมูลเบื้องต้นของสมาชิกทุกคนในบ้าน สำหรับให้ทางบริษัทตรวจสอบหาความสุจริต
เธอให้ความเห็นว่าเงื่อนไขฟังดูแปลก กลัวว่าพี่ชายจะถูกหลอก เพราะหากพูดถึงความสามารถและวุฒิการศึกษา พี่ชายของเธอไม่น่าจะผ่านเกณฑ์การคัดเลือกด้วยซ้ำ พอพูดแย้งเช่นนั้น แม่ก็ก่นด่าเธอเสียงดังไม่กลัวทะลุออกไปนอกห้อง หาว่าเธออิจฉา กลัวพี่น้องจะได้ดีกว่า
ขณะนั้นเธอกำลังยุ่งกับการแก้ธีสิสที่ถูกอาจารย์ตีกลับ ไม่ได้นอนอย่างเต็มอิ่มมาหลายวัน จึงตัดความรำคาญด้วยการเซ็นเอกสารไป หลังจากได้ลายเซ็นของเธอแล้วแม่ก็กลับบ้านทันทีไม่อยู่ค้างคืน
เพราะความเชื่อใจในวันนั้น ไม่คิดเลยว่าจะทำให้ต้องเป็นคนใช้หนี้โดยไม่รู้ตัว !
“นายหัว เจ้านายของผมต้องการคุยเรื่องหนี้”
“ทำไมถึงไม่ไปตามเอากับพ่อแม่หรือพี่ชายของฉัน ฉันเพิ่ง เรียนจบจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้”
“ถ้าทุกคนที่คุณพูดถึงอยู่ที่นี่ผมคงไม่ต้องมาพูดกับคนที่ค้ำประกัน ส่วนเรื่องจะมีเงินใช้หนี้หรือไม่ เรื่องนั้นคุณไปพูดกับนายหัวเองจะดีกว่า”
“คุณทำบ้านฉันเละแล้วยังคิดจะลักพาตัวฉันอีกเหรอ”
“ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านหลังนี้เป็นสิ่งค้ำประกันเช่นกัน การขาดการจ่ายเงินต้นและดอกมาเป็นปี ทำให้บ้านหลังนี้ถูกยึดแล้ว ดังนั้นต่อให้ต้องทุบทิ้งทั้งหลังมันก็สิทธิ์ของเจ้าบ้าน”
สินยังคงอธิบายอย่างใจเย็นก่อนจะกล่าวคำขู่ทิ้งท้าย
“ผมว่าคุณยอมเดินไปขึ้นรถดี ๆ จะดีกว่า ผมไม่อยากทุบอย่างอื่นนอกเหนือจากบ้านของคุณ”
แน่นอนว่านลินย่อมไม่ยินยอม แต่สภาพของเธอตอนนี้หากวิ่งหนีก็คงวิ่งไปได้ไม่ไกล เมื่อถูกจับได้เธอคงไม่พ้นต้องถูกทุบตามคำขู่ จึงใช้มันสมองหลอกล่อว่าจะขอเข้าห้องน้ำในบ้านก่อน
“ผมไม่ได้มาคนเดียว ถึงคุณจะแอบหลบออกหลังบ้าน ลูกน้องของผมก็ตามทันอยู่ดี”
“ฉัน…”
“แค่ไปตกลงเรื่องหนี้เราจะไม่ทำร้ายคุณ แต่ถ้าคุณเล่นตุกติกเราคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้กำลัง”
ด้วยคำขู่อันน่ากลัวโดยน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นนลินจึงต้องจำใจทำตามคำสั่ง
“ต้องขอเตือนก่อนว่า นายหัวไม่ชอบการถูกหักหลัง ครอบครัวของคุณเคยทำงานกับนายหัวมานานจนนายหัวไว้วางใจให้กู้เงินด้วยยอดที่สูง นอกจากจะหนีไปไม่ยอมใช้หนี้แล้วยังปัดความรับผิดชอบให้ไปตามทวงหนี้กับคนค้ำประกันเอาเอง ทางที่ดีคุณควรบอกอย่างนอบน้อมว่ากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงาน จะดีกว่าการบอกปัดความรับผิดชอบเหมือนกับที่พ่อแม่ของคุณทำ”
สินให้คำแนะนำอย่างยาวเหยียดขณะนั่งรถมาด้วยกัน นลินรับฟังเงียบ ๆ ไม่ได้ตอบว่าอะไร
นลินถูกพามายังบ้านเรือนไทยยกพื้นสูง ด้านหลังเป็นไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา เนื่องจากเป็นเวลากลางวัน ภายในไร่จึงมีคนงานเดินไปมาให้เห็น ความหวาดวิตกเรื่องความปลอดภัยจึงลดลง
สินพาเดินไปยังอาคารชั้นเดียวที่อยู่ถัดจากบ้านเรือนไทย บอกให้เธอเข้าไปรอพบเจ้านายด้านใน นลินชะโงกหัวเข้าไปภายในห้อง จากการสำรวจอย่างรวดเร็วพบว่าภายในดูปกติเหมือนห้องทำงานที่ใช้รับแขกได้ทั่วไป
“เจ้านายคุณไม่อยู่ที่นี่”
“อีกหน่อยก็คงมา” สินเดินนำเข้าไปนั่งบนโซฟา เหมือนจะสาธิตให้ดูว่าการรอพบเจ้าหนี้ต้องทำตัวยังไง
“พ่อแม่ฉันเป็นหนี้ตั้งสามล้านได้ยังไง”
นลินยืนถามอยู่ที่นอกประตูห้อง ไม่ยอมเข้าไปในกับดักง่าย ๆ ระหว่างนี้ได้มีคนงานในไร่สามสี่คนขับรถจักรยานผ่านหลังไป คนเดินเท้าอีกสองกลุ่มกำลังเดินตรงมา
“คนกำลังเลิกงาน เป็นผมคงไม่อยากป่าวประกาศเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นรู้ แม้ว่าเรื่องของพ่อแม่คุณจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับสำหรับคนที่นี่แต่แรกก็ตาม”
นลินยอมเดินเข้าไปในห้อง เลือกนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับสิน เห็นสินลุกขึ้นยืนก็สะดุ้งโหยงด้วยท่าทีระแวดระวังอันตราย
“ผมเคยรับรองความปลอดภัยให้คุณ ผมยังยืนยันคำเดิม ผมแค่จะหาน้ำเสิร์ฟ”
“ฉันไม่หิว ฉันอยากรู้แค่เรื่องหนี้”
สินทิ้งก้นลงนั่ง อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พ่อแม่ของคุณเคยเป็นลูกจ้างในไร่มาเกือบสิบปี เรื่องนี้คุณคงรู้อยู่แล้ว เดิมทีพ่อของคุณยืมด้วยยอดเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ และใช้คืนโดยการหักเงินจากเงินเดือน พักหลังเริ่มยืมก้อนใหญ่ขึ้น ถี่ขึ้น นายหัวเขาเป็นคนมีน้ำใจกับลูกน้อง พอมีข้ออ้างว่าต้องจ่ายค่าเทอมให้ลูก ๆ ทั้งสามคน ต้องซื้อรถยนต์ให้ขับไปม. ซื้อข้าวของเพื่อใช้ในการเล่าเรียน นายหัวก็ใจอ่อน”
“พี่น้องทั้งสองคนไม่ได้เรียนต่อมหา’ลัย ส่วนฉันก็สอบได้ทุนเรียนฟรี และฉันไม่เคยมีรถขับไปม.”
สินยักไหล่ในลักษณะที่นลินเข้าใจว่า นั่นมันก็เป็นข้อแก้ตัวของเธอ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหนี้จะต้องใส่ใจ
“เงินก้อนสุดท้ายที่พ่อของคุณยืมไปเป็นเงินสองแสนบาท คุณอาจจะไม่อยากให้ผมพูดออกมาว่าพ่อคุณอ้างว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ทำอะไรเกี่ยวกับธุระของคุณ แต่ทันทีที่ได้เงิน สองผัวเมียก็ไม่มาทำงาน ส่งคนไปตามหาที่บ้านก็ไม่พบตัว”
ได้ฟังมาถึงตรงนี้นลินก็ได้แต่อ้าปากค้าง หัวสมองตื้อยิ่งกว่าตอนทำธีสิสเสียอีก
“นั่นยังไม่ใช่หนี้ทั้งหมด” สินให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“ยังมีหนี้ประปรายที่สองผัวเมียเทียวยืมเงินคนงานในไร่อีกเป็นสิบเจ้า ถึงจะไม่มีเงินแต่พอทนฟังเรื่องราวเศร้าโศกของพ่อแม่คุณเข้าไป พวกเขาก็ทนเป็นคนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนใจดำไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยอมให้ยืม”
“คนงานในไร่ได้เงินคืนแล้วใช่ไหม” นลินถามอย่างมีความหวัง แม้ว่ารู้คำตอบอยู่แก่ใจ
“ลองเดาดู”
สินไม่ได้ตอบตามตรงเพราะมั่นใจว่าเธอรู้คำตอบนั้นอยู่แล้ว พร้อมกับให้คำแนะนำเพิ่มอีกเล็กน้อย
“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง คุณรีบจัดการเรื่องนี้ก่อนที่จะโดนผู้เสียหายคิดค้นวิธีพิสดารในการแก้ปัญหาเถอะ ถึงคุณจะไม่ใช่ลูกหนี้โดยตรง แต่ก็เป็นคนเดียวที่พวกเขาจะระบายความโกรธแค้นใส่ได้ในฐานะลูกของลูกหนี้”
“ฉันจะจัดการอะไรได้” ไหล่ของนลินห่อลง ภายในใจมืดมนไร้หนทาง
“ฉันบอกคุณไปแล้วว่าฉันเพิ่งเรียนจบ ฉันยังไม่มีงานประจำทำด้วยซ้ำ”
“ถ้าไม่เลือกงานคุณก็มีงาน”
ดวงตากลมโตวาวเป็นประกายขณะเงยหน้าขึ้นจ้องมองสินอย่างคาดหวัง
“ในไร่องุ่นของเรายังมีที่ว่าง ผมคำนวณดูแล้วว่าระยะเวลายี่สิบเจ็ดปีก็น่าจะหักหนี้คืนได้ทั้งหมด”
“ยี่สิบเจ็ดปี ! คุณล้อเล่นหรือเปล่า”
“งานตัดแต่งและเก็บองุ่น เงินเดือนหมื่นห้า หักประกันสังคมพันนึง หักส่วนที่คุณจะเก็บไว้ใช้เองสักสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็จะเหลือเดือนละเก้าพันห้า คูณสิบสองได้หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ยี่สิบเจ็ดปีก็จะตกอยู่ที่สามล้านเศษ ถ้าคุณไม่หักไว้ใช้เองก็จะเหลือยอดปีละแสนหกแปดพัน จำนวนปีที่ต้องอยู่ทำงานชดเชย ก็จะลดลง แต่คุณคงใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายเลย”
“อ้อ อันนี้คือแค่ต้นยังไม่รวมดอกนะครับ ส่วนที่บอกว่ายี่สิบเจ็ดปี ผมให้กำลังใจ”
“ฉันจะลองหางานที่อื่นทำ บริษัทที่ฉันฝึกงานมีตำแหน่งว่างอยู่ ถึงฉันจะไม่ได้รับเลือกให้เข้าทำงาน แต่ฉันจะลองยื่นสมัครดู”
“เกรงว่าคุณจะไม่มีทางเลือกมากขนาดนั้น เผื่อว่าคุณลืมไป ตอนนี้คุณเป็นคนเดียวที่เราจะตามหนี้คืนได้ เราคงปล่อยคุณไปไม่ได้”
“งั้นฉันขอทำตำแหน่งอื่น”
“ตำแหน่งอื่น ?”
“ใช่ ฉันจะทำตำแหน่งอื่น ฉันต้องการทำตำแหน่งที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าหมื่นห้า ยิ่งเยอะมากเท่าไหร่ฉันก็จะยิ่งใช้หนี้คืนได้เร็วขึ้นเท่านั้น ฉันเรียนรู้งานได้ ฉันทำได้ทุกอย่าง ต่อให้เหนื่อยหรือไร้ศักดิ์ศรีแค่ไหนฉันก็ยินดีทำ ขอแค่ให้ได้เงินเยอะ ๆ”
คำพูดของเธอดังพอให้ อิทธิพัทธ์ นรากุล เจ้าของไร่องุ่นแห่งนี้ได้ยินเต็มสองรูหู จึงได้โพล่งออกไป
“ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินอย่างนั้นเหรอ ดูท่าทางแล้วลูกไม้คงจะหล่นไม่ไกลต้นสินะ