3 แม่นั่น
“หมายความว่ายังไง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” นลินสวนกลับทันควัน เธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้คนที่ไม่รู้จักมาพูดจาดูถูก ดูแคลนอยู่แล้ว
อิทธิพัทธ์ปรายตามองหญิงสาวที่หันหน้าทะมึนตึงมองมาหาตนอย่างวิเคราะห์ ใบหน้ารูปไข่ ตากลมโตหางตาเชิดขึ้น จมูกเล็กคม ริมฝีปากหยักเป็นรูปชัดเจน ผิวสีน้ำผึ้ง ดูแล้วน่าจะเป็นลูกผสมเมืองคอนกับจังหวัดอื่น หน้าตาก็แตกต่างไปจากพ่อกับแม่มาก ส่วนรูปร่างดูบางจริงแต่ก็มีสัดส่วนนูน เว้า โค้ง ให้เห็นอย่างชัดเจนแม้จะนั่งอยู่ โดยรวมจัดอยู่ในหมวด ‘พอดูได้’
เขาไม่เคยพบเธอมาก่อนแต่จากสถานการณ์สามารถเดาได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นคนค้ำประกันหนี้ของครอบครัวนายประเสริฐแน่นอน เพราะวันนี้มีเพียงเธอที่สินต้องไปรับตัวมาเจรจาหนี้ตามระเบียบของบริษัทที่เขาวางเอาไว้
“มองแบบนี้หมายความว่ายังไง”
อิทธิพัทธ์เค้นเสียงในลำคอตอบเพียงสั้น ๆ
“มองคนที่บอกจะยอมทำทุกอย่างแลกเงิน แต่ฉันดูแล้วฉันว่าอย่างเธอ งานยืนตัดองุ่นคงไม่ถนัดเท่ากับงานนอนบนเตียงนุ่ม ๆ”
“นี่แก !”
“เอ่อ ทั้งคู่ นี่คือนายหัวอิทธิพัทธ์ นายหัวครับนี่คือคุณ…. เอ่อ เธอเป็นลูกสาวของลุงเสริฐ ผู้ค้ำประกันเงินกู้”
“ฉันมีชื่อ ชื่อของฉันคือนลิน”
เจ้าของชื่อจ้องกลับด้วยแววตาท้าทาย สำรวจผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้มันกับเธอ จากที่เห็นได้ด้วยตา ตานายหัวนี่อายุน่าจะเลยสามสิบไม่เกินสามสิบห้า รูปร่างกำยำสูงใหญ่รวมกับผิวเข้มของเขาทำให้ดูดุดัน แววตาเย้ยหยันอยู่ภายใต้ขนตาแพหนารับกับคิ้วดกดำ ใบหน้าคมคายมีปื้นหนวดเครารับความคมสันของจมูกโด่งจนคนมองเผลอชื่นชมไปชั่วขณะ
แต่เมื่อได้สติ นลินก็วินิจฉัยในทันทีว่าเจ้าหนี้ของเธอมีลักษณะภายนอกถือว่า ‘งั้น ๆ’ ส่วนลักษณะภายในเข้าขั้น ‘แย่’ ฝีปากสุนัขไม่รับประทาน !
“มีแค่ตาแก่ตัณหากลับเท่านั้นที่จะคิดถึงวิธีขัดดอก” เธอโต้ตอบ
“ก็ถ้าลูกหนี้มีสภาพน่าเอา”
นลินผุดลุกขึ้นยืนชี้หน้าอ้าปาก…
“ฉันเป็นเจ้าหนี้เรียกเธอมาเพื่อเก็บหนี้ ไม่ได้เรียกมาต่อปากต่อคำ ว่างนักก็ไปทำงานบ้าน”
“ฉันไม่ใช่แม่บ้าน”
“อ๋อ ฉันลืมไปว่าเธอเป็น…อย่างอื่น”
“เอ่อ ผมว่า ทำงานบ้านเพิ่มเติมก็ช่วยให้มีรายได้เพิ่ม บางทีคุณนลินน่าจะลองรับทำดู”
นลินงับปากลง พูดฉะฉาน
“ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ตอนกลางวันฉันจะทำงานในไร่องุ่น เลิกงานในไร่จะทำความสะอาด เสร็จแล้วฉันถึงจะกลับบ้าน หวังว่าหนี้ยี่สิบกว่าปีคงจะลดลงมาบ้าง”
“แม่บ้านเงินเดือนหมื่นสอง”
“หมื่นสอง ? !”
“ให้หมื่นสองก็มากพอแล้วรวมทั้งปีได้ตั้งแสนสี่ รวมกับยอดเงินจากงานในไร่อีกปีละแสนกว่า ไป ๆ มา ๆ เวลาลดลงไปตั้งสิบปี”
ตานี่หัวเร็วชะมัด…นลินรู้สึกทึ่ง
“ยอดที่เป๊ะ ๆ จะรวมเป็นสิบสองปี ลดจากเดิมถึงสิบห้าปี” สินให้ข้อมูล หลังจากที่ปลายนิ้วกดรัว ๆ บนเครื่องคิดเลข
“นำสัญญาให้แม่นี่เซ็น” อิทธิพัทธ์สรุป “แล้วก็จัดหาที่นอนให้เธอด้วย”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะกลับไปนอนที่บ้าน บ้านของฉันอยู่ห่างจากไร่แค่กิโลเดียว ฉันเดินไหว”
“อะไรทำให้เธอคิดว่าฉันจะสนใจว่าเธอจะเดินไหวหรือไม่ไหว ที่ฉันสนใจคือคนไม่เคยลำบากอย่างเธอจะหนีหนี้ไปใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนพ่อแม่พี่น้องของเธอต่างหาก”
นลินเป็นคนที่โดนโขกสับมาตลอดชีวิต การถูกพูดจาร้าย ๆ ใส่เป็นเรื่องที่เธอเคยพบเจอมา จึงเรียนรู้ที่จะตอบโต้กลับแล้วหาวิธีเยียวยาจิตใจไม่ให้คิดมาก
แต่ครั้งนี้เป็นคำพูดรุนแรงที่มาจากคนที่ไม่รู้จัก อีกทั้งยังเหยียดหยามไปถึงครอบครัว มันจึงทำให้เธอน้ำตาคลอ รู้สึกว่าเรี่ยวแรงจะโต้เถียงลดลงแทบไม่เหลือ
ท่าทางที่เปลี่ยนไปของนลินทำให้เจ้าหนี้อย่างอิทธิพัทธ์เข้าใจผิด คิดไปว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่สู้คน คงจะหวังอย่างอื่นในภายหลัง เขาเจอมาเยอะผู้หญิงที่ใช้มารยาทำนองนี้เพื่อจับเขา แต่เขาจะไม่ใจอ่อนกับลูกสาวบ้านนี้เด็ดขาด ทุกครั้งที่พ่อแม่ของเธอมากู้ มีครั้งไหนบ้างที่ไม่สร้างหนี้เพราะต้องนำเงินไปปรนเปรอคุณหนูหัวสูงอย่างแม่นี่
เงินยังต้องยืมคนอื่นใช้จ่าย แต่อยากได้โน่นอยากได้นี่ไม่เว้นแต่ละวัน แม้จะเรียนอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ ยังถ่อมาเซ็นรับเป็นผู้ค้ำประกันเพื่อให้ได้เงิน
ทีวันนี้ทำเป็นเล่นตัวทั้งที่ถ่อมาถึงไร่โดยไม่ต้องให้ใครฉุดกระชากลากถู ก็ไม่รู้ว่านอกจากหวังปลดหนี้ทางลัดตามแผนที่วางร่วมกับครอบครัวแล้ว ยังจะมีแผนปอกลอกอะไรอีกหรือเปล่า
ดังนั้นเขาจึงต้องจับให้เซ็นสัญญาจ้างงาน เพราะเป็นอีกอย่างที่จะช่วยการันตีว่าแม่นี่จะไม่เล่นตุกติก เขาก็อยากจะรู้นักว่าคุณหนูหัวสูงทั้งที่ฐานะทางบ้านติดลบจะทนได้สักกี่น้ำก่อนที่ธาตุแท้จะเผยออกมา
นลินนั่งอ่านสัญญาอย่างละเอียดจนเข้าใจเงื่อนไขเป็นอย่างดี เห็นว่าระยะเวลาของการทำงานลดลงมาเหลือสิบสองปี แล้วเงินเดือนที่จะได้รับเหลือสามสิบเปอร์เซ็นต์จากที่ควรหักทั้งหมด ตัวเลขนั้นถือว่าสูงมากทีเดียวสำหรับลูกหนี้เครดิตเสีย
คิดได้ดังนั้น ก็จรดปากกาลงเซ็นเสร็จแล้วยื่นให้กับสิน แต่ก่อนที่สินจะรับหนังสือสัญญาไปเธอก็ย้ำถึงความต้องการอีกครั้ง
“ฉันจะเดินทางไปกลับบ้านของฉันไม่ค้างที่ไร่”
สินหันไปมองหน้าเจ้านาย เมื่อไม่มีประโยคคัดค้านออกมาจากปากหยักได้รูป สินก็ยืนยันรับคำขอนั้น
“ดี” นลินสรุป “ในเมื่อเซ็นสัญญาแล้วฉันก็จะกลับเลย ฉันจะเริ่มงานพรุ่งนี้ ถึงจะมีสัญญาจ้างแต่ฉันก็เป็นลูกจ้างที่ถูกกฎหมาย ฉันมีสิทธิ์ร้องเรียนกรมแรงงานถ้าถูกโขกสับเกินกว่าที่มาตรฐานกรมแรงงานกำหนด”
“อวดดีนักก็ทำไป แต่ฉันจะไม่ให้รถหรือคนไปรับไปส่งเธอด้วยความเสน่หาหรอกนะ ถ้าตีนมันแดงจนเดินไม่ได้ก็รอนั่งสองแถวไปกลับพร้อมคนงานคนอื่น ๆ เบียดกันหน่อยคงไม่ทำให้ทนไม่ไหว”
นลินขมวดคิ้วกับคำพูดประชดประชัน ได้แต่อ้าปากค้าง ‘แน่จริงก็อยู่รับฝีปากกันก่อนสิโว๊ย !’ เสียงตะโกนดังด่าในใจตามแผ่นหลังกว้างที่ไกลออกไปทุกขณะ
บ้านที่สกปรกเลอะเทอะต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงในการทำความสะอาด กว่าจะได้นอนบ้านคืนแรกจึงยืดเวลาออกไปถึงเที่ยงคืน นลินหมดเรี่ยวแรง ท้องร้องหิวจนแสบไส้แต่ภายในบ้านไม่มีอะไรให้กิน เธอจึงต้องนอนนิ่ง ๆ ข่มตาให้หลับ ซึ่งมันช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกิน
วันนี้เธอพบเจอเหตุการณ์เร็วร้ายมาอย่างหนัก ตอนที่อยู่บนรถสองแถว ในตอนแรกคนงานคนอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ชายแย่งกันสละที่นั่งให้กับเธอ คนงานผู้หญิงต่างก็มีท่าทีเป็นมิตร เอ่ยชมว่าเธอดูสวยเกินกว่าจะมานั่งรถสองแถวเกลือกกลั้วกับพวกเศษเดน
พวกเศษเดนที่ถูกหมายถึงโต้ตอบกลับทว่าไม่มีแววเคียดแค้นในน้ำเสียง มีเพียงการเล่นมุกที่เรียกเสียงหัวเราะของผู้ร่วมโดยสาร ไม่นานเธอก็กลับมาถึงบ้าน