เปิดเรื่อง
“คุณสะกดรอยตามฉัน”
“ไม่ต้องสะกดรอยตามเรื่องหน้าไม่อายของเธอก็เป็นที่โจษจันรู้ไปทั้งตำบล ภูมิใจมากไหมที่ผัวไปป่าวประกาศกลางร้านชำว่า เธอยอมอ้าขาให้มันเอาได้ง่าย ๆ”
“พี่ธีไม่มีทางพูดจาแย่ ๆ แบบนั้น เขาไม่ได้มีสันดานเหมือนคุณ โอ๊ย”
เสียงร้องเบาเมื่อข้อมือถูกบิดอย่างแรงด้วยมือข้างที่มีผ้าพันแผลพันเอาไว้อย่างลวก ๆ ของเขา นลินจำใจต้องพูดทั้งที่รู้สึกกลัว
“คุณเมาแล้วไปนอนเถอะค่ะ”
“นอนเหรอ”
กลิ่นไวน์ระเหยออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปที่อยู่ห่างจากปากของนลินเพียงคืบเดียว นลินอยากแก้ต่าง อยากอธิบายว่าสถานะระหว่างเธอกับธีรุตม์นั้นไม่มีอะไรเกินเลย แต่ดูเหมือนชายตรงหน้าดื่มไปไม่น้อย ตอนยังมีสติครบถ้วนเขายังไม่เคยฟังคำแก้ต่างเลยแล้วเมามายแบบนี้อธิบายไปคงไร้ประโยชน์
“ปล่อยฉันได้แล้ว”
“ปล่อยเหรอ”
ลมหายใจร้อนพุ่งออกทางจมูกคมโด่ง การที่เธอพูดถึงชายคนนั้นอย่างยกย่อง ทำให้ความโมโหของอิทธิพัทธ์เพิ่มสูงจนอยากพิสูจน์ว่าตนเองยังจะด้อยกว่าในสายตาของแม่นี่อีกหรือไม่ หากผ่านพ้นความชิดใกล้ไปแล้ว
ระหว่างเขากับไอ้หมอนั่น ใครจะลีลาถึงใจกว่ากัน !
คิดได้ดังนั้นอิทธิพัทธ์ก็ทำตัวรุ่มร่าม สอดมือเข้าไปใต้ชายเสื้อสัมผัสผิวนุ่มลื่นของเธอ โน้มใบหน้าลงหมายจุมพิตแต่เธอเบี่ยงหน้าหลบ ดิ้นรนปัดมือของเขาออก ท่าทีขัดขืนนั้นยิ่งเพิ่มความโกรธของชายหนุ่ม เร่งการกระทำโดยใช้กำลังแบบที่เขาไม่เคยทำกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
“จะทำอะไร ปล่อยฉันนะ ปล่อย ช่วยด้วย ช่วยด้วย !”
“แหกปากไปก็ไม่มีประโยชน์ นี่มันพื้นที่ของฉัน ทุกคนที่จะได้ยินเสียงของเธอเป็นลูกน้องของฉันทั้งนั้น ถ้าฉันไม่อนุญาตก็ไม่มีใครกล้าเปิดประตูเข้ามาหรอก”
“ทำแบบนี้ทำไม”
“ทำเพื่อช่วยไม่ให้เธอต้องไปขายตัวไง”
“ไอ้…อื้ม”
คำด่าถูกปิดตายด้วยริมฝีปากหยักได้รูปที่โฉบเข้ามาปิดปากอวบอิ่มสวย ในคืนนั้นอิทธิพัทธ์บังคับเธอให้ต้องจำนนอย่างไม่อาจเลี่ยง เสื้อผ้าชื้นเหงื่อจากการกรำงานหนักมาตลอดทั้งวันถูกกระชากขาด
ชั่วพริบตาเดียวเธอก็ตกอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่ ร่างกายของเธอสั่นเทาตื่นกลัว นั่นไม่ได้ทำให้เขาลดราวาศอก แต่เหมือนมันจะยิ่งทำให้เขาพอใจ ทั่วทุกจุดบนร่างกายของเธอถูกเขากระทำการอย่างหยาบคายด้วยมือ บางจุดชื้นไปด้วยน้ำลายเปียกที่ควรจะรังเกียจแต่ร่างกายมันกลับทรยศ
นลินกำลังถูกอิทธิพัทธ์ย่ำยีร่างกาย ชายหนุ่มเอาแต่พร่ำบอกว่า เธอกำลังจะหนีไปกับแฟนเก่า อีกทั้งยังตอกย้ำถึงสถานะของทั้งสองที่เป็นเจ้าหนี้กับลูกหนี้
นลินไม่อาจทนรับความร้อนแรงนี้ได้จึงสลบไปหลังจากถูกกระทำนานหลายชั่วโมง
******
1 นลิน
ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ คลาคล่ำไปด้วยบัณฑิตจบใหม่ที่ใส่ชุดครุยกรุยกราย กับบรรดาญาติที่มาร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบประกาศนียบัตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
งานวันนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับกิจกรรมทั้งหมด บัณฑิตที่ต้องมาร่วมงานตั้งแต่เช้าจนถึงสามทุ่มต่างพากันเหนื่อยล้า จนแทบไม่มีแรงเดินออกจากหอประชุม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความปรีติยินดี
นลิน วรภิรมย์ บัณฑิตสาวจบใหม่จากคณะอักษรศาสตร์ เป็นคนกลุ่มท้ายสุดที่เดินออกมาจากหอประชุม นลินกัดกรามแน่นนำพารองเท้าคัทชูแบบถูกระเบียบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด แม้ว่าจะมีถุงน่องแบบบางขวางกั้นแต่ยังไม่วายโดนมันกัดส้นเท้าอยู่ดี รองเท้าคู่นี้เธอได้รับบริจาคมาจากพี่รหัส ขนาดของมันจึงค่อนข้างเล็กกว่าฝ่าเท้าของเธอ
ดวงตากลมโตกวาดมองดูเพื่อน ๆ ที่เดินเข้าหาญาติที่มารอรับ เสียงถอนหายใจของนลินดังขึ้นเมื่อมองแล้วมองอีกก็หาญาติของตัวเองไม่เจอ ภายในใจของหญิงสาวรู้สึกหวิว วันสำคัญที่สุดของเธอ วันที่เธอสู้ทนมาอย่างยากลำบากกลับไม่มีแม้เงาของคนมาร่วมยินดี
“กลับแล้วนะลิน” เพื่อนที่พอจะสนิทกันอยู่บ้างโบกมือให้ก่อนจะแยกย้ายจากไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ถามด้วยความห่วงใย
“แกจะกลับด้วยกันไหมลิน จะให้พี่ชายฉันแวะส่ง”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรากลับเอง”
“งั้นจะช่วยเรียกแท็กซี่ให้นะ โทรศัพท์แกลืมไว้ที่ห้องนี่”
“ไม่เป็นไรเจน แกรีบไปเถอะพี่ชายรอแล้วนั่น”
“ได้ งั้นไว้เจอกันนะ เจอกันนะลิน”
ทั้งสองสาวสลายตัวจากไปอย่างรวดเร็ว นลินเดินเลี่ยงผู้คนไปยังม้านั่งตัวที่ว่าง ถอดชุดครุยออกพับเก็บเข้ากระเป๋าเป้พร้อมด้วยประกาศนียบัตร หยิบรองเท้าแตะจากภายในออกมาสับเปลี่ยนกับรองเท้ามีส้น
เมื่อจะเก็บรองเท้าคัทชูเข้าเป้เธอก็ได้เห็นกระเป๋าสตางค์อยู่ด้านในจึงหยิบขึ้นมากางดู เห็นว่ามีธนบัตรอยู่เพียงสามสี่ใบเท่านั้นจึงพับปิด ลุกเดินเท้าจากในมหาวิทยาลัยไปยังหน้าประตูทางเข้า ชั่งใจไปตลอดทางว่า จะเรียกวินมอเตอร์ไซค์เพื่อความเร็ว หรือจะนั่งรถเมล์เพื่อความประหยัด
สุดท้ายเธอเลือกที่จะเดินเท้ากลับหอพักที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยออกไปครึ่งชั่วโมงสำหรับเดินเท้า เธอเดินกลับบ่อยครั้งจึงไม่ได้รู้สึกว่าไกลมาก อีกทั้งสองข้างทางยังมีผู้คนสัญจรพลุกพล่านไม่เปลี่ยว
“อ้าวหนู เพิ่งรับปริญญาเสร็จเหรอ” แม่ค้าร้านหมูปิ้งที่ตั้งแผงบนรถเข็นบนฟุตบาทร้องทัก ขณะที่มือยังระวิงอยู่กับการพลิกไม้เสียบหมูบนเตา
“ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ พยายามฝืนยิ้มส่งให้
“ยินดีด้วยนะ เห็นหนูเดินผ่านทุกวัน ต่อไปคงจะไม่ได้เจอกันแล้ว วันนี้จะเอาหมูกลับไปกินด้วยไหมล่ะ คงจะยังไม่ได้กินอะไรมาล่ะสิ”
“ม.เขาแจกข้าวหมูทอดกับขนมปัง หนูกินแล้วค่ะ” ปากพูดอย่างนั้นแต่มือกลับเผลอลูบกระเป๋าเป้
ทางมหาวิทยาลัยแจกอาหารมื้อเย็นจริงดั่งเธอว่า แต่เธอกินเพียงข้าวหมูทอด และน้ำจากตู้กดจนอิ่มแปล้ เก็บขนมปังกับนมกล่องเอาไว้ในเป้ เพื่อกินเป็นมื้อเช้าของพรุ่งนี้
ป้าแสงรวบหมูปิ้งเกือบสิบไม้ใส่ถุงร้อน หยิบห่อข้าวเหนียวอีกสามสี่ห่ออย่างว่องไวใส่ถุงหูหิ้ว ส่งยื่นข้ามแผงขายมาให้ “เอากลับไปกินสิ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ลินเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ วันก่อนที่หนูมาช่วยป้าขายตอนลูกค้ารุมก็ไม่รับค่าจ้าง ก่อนนั้นก็ช่วยเข็นรถข้ามทาง ไหนจะที่เคยช่วยป้าลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการรัฐ ถือเป็นของขวัญรับปริญญาจากป้าก็แล้วกัน ป้ามันคนจนไม่มีอะไรให้ มีแค่หมูปิ้งนี่แหละหนู”
นลินยอมรับของมา เธอตั้งใจจะอยู่ช่วยป้าแสงขายของแต่ถูกป้าแสงไล่ให้กลับไปพักผ่อน จึงยอมเดินจากมาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง น้ำตาปริ่มจะไหลอาบแก้ม ป้าแสงเป็นหญิงม่ายขาเป๋ถูกลูกผัวทอดทิ้ง ต้องอยู่คนเดียว เธอได้รู้เรื่องส่วนตัวของแกอยู่บ่อย ๆ เวลาแวะซื้อหมูปิ้ง หรือแวะช่วยเหลือ
ป้าแสงมักบอกว่า ชีวิตของตนอาภัพ อีกทั้งยังยากจนไร้คนเหลียวแล ยิ่งฟังนลินกลับยิ่งเจ็บลึกอยู่ในใจ เพราะช่างตรงกับชีวิตของตัวเอง
นลินเป็นลูกคนกลาง เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มี พ่อ แม่ พี่ชาย และน้องสาว ฐานะทางบ้านเป็นคนชนชั้นกลางเหมือนคนส่วนมากในสังคม เธอมีบ้านสองชั้นที่นอกตัวเมือง มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยานไฟฟ้า ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานภายในบ้านครบครัน ดูจากภายนอกแล้วครอบครัวของเธอดูสุขสงบ ออกจะดูค่อนไปทางมีอันจะกินเสียด้วยซ้ำ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงภายในบ้านกลับไม่เป็นอย่างนั้น
ด้วยความเป็นลูกคนกลาง นลินจึงมักจะถูกมองข้าม และโดนพี่น้องกลั่นแกล้งอยู่เสมอ ตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่เธอถูกรังแกแล้วนำเรื่องไปฟ้องพ่อแม่ พวกเขาจะเอาแต่บอกให้เธออย่าสำออย อีกทั้งยังถูกปลูกฝัง ล่อลวงให้คิดว่ามีแค่ครอบครัวเท่านั้นที่จริงใจ
ตอนยังเด็กเธอมักจะถูกใช้ให้ทำนู่นทำนี่แทนพี่ชายและน้องสาวเสมอ รวมถึงงานทั่วไปภายในบ้านตามที่แม่ต้องการ เพราะคำหวานหูที่บอกทุกวันทำให้เด็กสาวไม่นึกเอะใจว่า กำลังตกเป็นคนรับใช้ของครอบครัว
เมื่อเข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษา นลินได้ฉายแววความฉลาดออกมา จนครูประจำชั้นให้การส่งเสริม ส่งให้นลินเป็นตัวแทนห้องในการทำกิจกรรมของทางโรงเรียน บ่อยครั้งได้เงินรางวัลกลับไปอวดที่บ้าน ในตอนแรกมีคำชื่นชมมาจากพ่อกับแม่ นลินจึงเผลอคิดว่า ตนเองกลายเป็นคนสำคัญเทียบเท่าพี่ชายและน้องสาวแล้ว จนกระทั่งพี่ชายบอกว่า การที่นลินเสียเวลาทำกิจกรรมให้ทางโรงเรียนไม่เกิดประโยชน์อะไร บางกิจกรรมไม่ได้เงินค่าตอบแทนด้วยซ้ำ อีกทั้งยังทำให้เธอไม่มีเวลามากพอสำหรับทำการบ้านให้เขา ซักผ้ารีดผ้าให้เขาก็ไม่เรียบร้อย