บทที่ 5
เหลียงหรงหวังเหล่ยมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หากเป็นเขาก็คงรู้สึกไม่ต่างจากนาง การถูกใช้เป็นหมากโดยไม่เต็มใจ คงไม่มีผู้ใดรู้สึกพอใจ
“แล้วหม่อมฉันจะต้องทำเช่นไรต่อไปเพคะ” ไป๋รั่วซีเอ่ยถามเสียงแข็ง ตอนนี้ไม่ว่าจะให้นางทำอันใดนางก็ยอมทั้งนั้น เพราะนางไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำนางเป็นบันไดหากว่านางไม่ยินยอม
“ตอนนี้เราคงต้องตามน้ำไปก่อน เรายังไม่รู้ว่าฮองเฮาต้องการอันใดกันแน่ เพราะเราเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น” ต้องให้แน่ใจก่อนว่าเจินฮองเฮาต้องการที่จะทำอันใดกันแน่ เขาจึงจะสามารถวางแผนขั้นต่อไปได้ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขามั่นใจว่าอย่างไรรั่วซีก็เป็นหมากที่ฝั่งนั้นจงใจวางเอาไว้ข้างเขาอย่างแน่นอน
“แล้วหม่อมฉันมีชีวิตอยู่เช่นนี้ ฝั่งนั้นจะไม่สงสัยเอาหรอกหรือ เพราะว่าสตรีคนอื่น ๆ ก็อยู่ในตำหนักชินอ๋องได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ” ตอนนี้หลาย ๆ คนก็เริ่มพากันพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างหนาหู ว่าเหตุใดนางจึงยังสามารถมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงวันนี้
“เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยจัดการภายหลัง” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่ได้เอ่ยอันใดอีก
รั่วซีได้แต่มองตามอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปเช่นนี้เลยหรือ ไม่คิดที่จะบอกกันสักคำเลยหรือ ทว่าเมื่อคิดอะไรดี ๆ ออกก็รีบวิ่งออกไปตามเขาทันที
“ท่านอ๋องหยุดก่อนเพคะ!!” รั่วซีตะโกนออกมาเสียงดัง หวังที่จะหยุดคนที่กำลังเดินอยู่
หวังเหล่ยที่ได้ยินเสียงของรั่วซีตะโกนเรียกก็หยุดในทันที แต่ก็ต้องชะงักเพราะคิดว่าตนไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เหตุใดเขาต้องหยุดตามที่นางต้องการด้วย แต่เมื่อได้สติ อีกฝ่ายก็มายืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
“มีอันใดหรือ”
“หากหม่อมฉันอยากกลับไปที่จวนได้หรือไม่เพคะ” รั่วซีเอ่ยด้วยหน้าตาที่น่าสงสาร ซึ่งก็ทำให้หวังเหล่ยรู้ได้ในทันทีว่านางต้องการอันใด
“ข้าจะให้ฉางเต๋อไปพร้อมกับเจ้าก็แล้วกัน” เรื่องที่นางคิดที่จะแก้แค้นคนสกุลไป๋เขาก็ไม่ได้แปลกใจอันใด ในเมื่อร่วมมือกันมาขนาดนี้แล้ว ก็ช่วยนางอีกเรื่องจะเป็นอันใด เพราะหากเขาเป็นนาง คนพวกนั้นคงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขมาจนถึงตอนนี้
หวังเหล่ยพยายามคิดเข้าข้างตนเอง ว่าที่ทำเช่นนั้นไปก็เพราะว่าตนและรั่วซีมีชะตาเดียวกัน แต่หารู้ไม่ว่าที่ผ่านมาตนเองไม่เคยรู้สึกเห็นอกเห็นใจ และไม่คิดจะเห็นใจผู้ใดมาก่อน จนได้มาเจอรั่วซี
“ขอบพระทัยเพคะ” รั่วซียิ้มออกมาอย่างดีใจ ไม่คิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงดีใจกับเรื่องที่ตนอนุญาตไป หวังเหล่ยก็รีบเดินออกไปทันที เพราะไม่อยากที่จะอยู่ใกล้นางมากนัก ตอนนี้เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเหล่านี้ และที่สำคัญเขาไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้ามาเป็นจุดอ่อนของเขาในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ด้วย
รั่วซีเดินกลับไปที่เรือนของตนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พรุ่งนี้แหละนางจะจัดการทุกคนที่เคยทำไม่ดีกับนางไว้ โดยเฉพาะน้องสาวและแม่เลี้ยงที่แสนดีของนาง มีกงกงคนสนิทของท่านอ๋องไปกับนาง คนพวกนั้นต้องคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
“ลี่มี่ พรุ่งนี้เตรียมตัวให้พร้อม เราจะไปที่จวนสกุลไป๋กัน” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ในเมื่อผลักดันนางมาถึงตำแหน่งพระชายารองของชินอ๋องแล้ว นางก็จะให้ทุกคนได้รู้ว่าตำแหน่งนี้นั้นสามารถทำอันใดได้บ้าง
“เพคะ” ลี่มี่เองก็มีสายตาที่ไม่ต่างไปจากผู้เป็นนาย ความคับแค้นใจที่มีทั้งหมดควรจะถึงเวลาสะสางเสียที
รุ่งเช้าฉางเต๋อก็ออกมารอรั่วซี เพราะได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายให้พาพระชายากลับบ้านเดิมไปเยี่ยมครอบครัว ซึ่งเขาก็มองออกว่าการกลับบ้านเดิมครานี้ต้องมิใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน เขาก็พอจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้อยู่บ้างว่าเป็นเช่นไร
“คารวะพระชายารองพ่ะย่ะค่ะ”
“ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด” รั่วซีเดินไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ที่หน้าประตู ก่อนที่ขบวนเดินทางจะออกเดินทางไปที่จวนสกุลไป๋อย่างยิ่งใหญ่
ชาวบ้านที่เห็นป้ายขบวนตำหนักอ๋อง ต่างก็พากันมองอย่างสนใจ เพราะไม่บ่อยนักที่จะเห็นรถม้าของตำหนักชินอ๋องเช่นนี้ เพราะส่วนมากชินอ๋องจะออกไปที่ค่ายทหารเท่านั้น ซึ่งค่ายที่ว่าก็อยู่ด้านหลังตำหนักของเขานั่นเอง
“หรือว่าคนที่อยู่ในรถม้านั่นจะเป็นพระชายาไป๋” ชาวบ้านต่างพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
“ข้าว่าอาจจะใช่ เพราะดูเหมือนว่ารถม้าจะเคลื่อนตัวไปทางสกุลไป๋”
“เช่นนั้นเราตามไปดูกันดีหรือไม่”
“ดี เราตามไปดูกันเถิด ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าชายาของชินอ๋องนั่นมีหน้าตาเช่นไร”
เมื่อหาข้อตกลงกันได้ เหล่าชาวบ้านก็พากันเดินตามรถม้าตำหนักชินอ๋องไปอย่างเปิดเผย
รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูสกุลไป๋อย่างที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ไว้จริง ๆ ทุกคนต่างก็พากันรอดูหน้าของรั่วซีอย่างใจจดใจจ่อ
ลี่มี่ออกมาจากตัวรถม้าด้วยใบหน้าที่สุขุม แต่ในใจกลับยกยิ้มอย่างมีความสุข คนพวกนี้จะได้เห็นด้วยตาของตนเองว่านายหญิงของนางนั้นงดงามเพียงใด หาใช่ตามที่พวกเขาพากันคาดเดาไม่
มือเรียวบางขาวผ่องเป็นยองใยค่อย ๆ เปิดผ้าปิดประตูออกอย่างช้า ๆ ก่อนจะโผล่หน้าออกมาให้ผู้คนที่พากันยืนอยู่โดยรอบได้ยลโฉมอย่างเต็มตา ใบหน้าน้อย ๆ ของรั่วซีเรียบนิ่ง ท่าทางของนางดูสูงส่ง ความงามของนางทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่ต่างก็ตกตะลึงจนแทบจะหยุดหายใจ
บ่าวที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปแจ้งด้านในจวนว่ารั่วซีได้มาที่จวนในวันนี้ พ่อบ้านจึงได้รีบวิ่งออกมาต้อนรับ เพราะมิเช่นนั้นชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านนอกจะไปพูดถึงสกุลไป๋ในทางที่ไม่ดี
“คารวะพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
รั่วซีเดินผ่านห่าวอู๋ไปอย่างไม่สนใจ ทำให้คนที่โค้งคำนับอยู่นั่นรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อได้สติก็รีบเดินตามเข้าไปในจวนทันที
ชาวบ้านที่เห็นว่ารั่วซีเข้าไปในจวนแล้ว ต่างก็พากันเอ่ยถึงเรื่องนี้กันอย่างสนุกปาก
“ไม่อยากจะเชื่อว่าพระชายาไป๋จะมีใบหน้างดงามถึงเพียงนี้”
“ใช่ ๆ เดิมทีข้าคิดว่านางจะมีใบหน้าที่อัปลักษณ์ แต่ความจริงแล้วกลับงดงามถึงเพียงนี้”
“มิน่าเล่าถึงยังมีชีวิตมาจนถึงบัดนี้” หากเขามีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่ปล่อยให้ตายไปอย่างง่าย ๆ เป็นแน่ ความงดงามเช่นนี้ใช่จะหาเจอได้ง่าย
เรื่องในวันนี้ถูกพูดกันออกไปอย่างหนาหู ต่างก็ว่าเพราะรั่วซีมีใบหน้าที่งดงาม ชินอ๋องจึงได้โปรดปราน ทั้งรักและทะนุถนอมเป็นอย่างดี
ทุกคนต่างก็นำเรื่องนี้ไปพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทว่าต่างจากภายในเรือนที่ตอนนี้มีบรรยากาศที่กดดันเป็นอย่างมาก
รั่วซีนั่งรออยู่ในห้องโถงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง คนที่ออกมาต้อนรับตอนนี้มีเพียงภรรยารอง อนุ แหละเหล่าบุตรสาวเท่านั้น ส่วนฮูหยินใหญ่และบุตรสาวยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมาเลยสักคน หญิงสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำเพียงแค่นั่งรออย่างใจเย็นเท่านั้น
ไป๋เลี่ยงหรูนั่งอยู่กับมารดาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด นางรู้ว่าที่รั่วซีมาในวันนี้นั้นต้องการอันใด แต่นางจะไม่มีทางให้อีกฝ่ายทำสำเร็จอย่างแน่นอน นางไม่ออกไปเสียอย่าง ผู้ใดจะสามารถทำอันใดนางได้
“ท่านแม่ เราจะทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ” เลี่ยงหรูเอ่ยถามมารดาอย่างคิดไม่ตก ในใจก็แอบกลัวไม่น้อย เพราะอีกฝ่ายมิได้มีฐานะเหมือนแต่ก่อน ที่พวกนางจะสามารถทำอันใดได้ตามใจ
“อย่างไรก็ต้องออกไป แต่ให้นางรออีกหน่อยจะเป็นไร จะอย่างไรนางก็ยังคงมีฐานะเหมือนเดิมยามที่อยู่ในจวนของเรา” หวังลี่ฟางเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ นางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดที่จะทำอันใด จะใช้ฐานะพระชายามาข่มนางเช่นนั้นหรือ ฝันไปเถิด นางจะทำให้รู้เองว่าจะอย่างไรรั่วซีก็ไม่มีทางก้าวข้ามพวกนางสองแม่ลูกไปได้
“เจ้าค่ะ” เลี่ยงหรูยิ้มออกมาอย่างพอใจในคำตอบของมารดา จะอย่างไรรั่วซีก็ไม่มีทางอยู่เหนือพวกนาง “มันน่าจะตาย ๆ ไปนะเจ้าคะ ไม่น่ามีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้เลย”
มาจนถึงวันนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงยังมีชีวิตรอด มันน่าจะต้องตายไปตั้งแต่วันแรก ๆ ที่แต่งเข้าไปในตำหนักชินอ๋องแล้วมิใช่หรือ หรือว่าทั้งสองจะมีผลประโยชน์ต่อกัน แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะรั่วซีเป็นคนไร้ประโยชน์ จะไปมีประโยชน์กับท่านอ๋องได้อย่างไร
“ฮูหยิน พ่อบ้านมาขอพบเจ้าค่ะ” สาวใช้เข้ามารายงานผู้เป็นนาย
“ให้เขาเข้ามา”
“ฮูหยิน ไม่ออกไปพบพระชายาหรือขอรับ” ห่าวอู๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน หากว่าพระชายามาเพียงผู้เดียวเขาก็คงจะไม่ว่าอันใด แต่นี้พากงกงคนสนิทของชินอ๋องมาด้วย หากว่าเรื่องนี้ไปถึงหูชินอ๋องเข้า จวนไป๋จะไม่แย่เอาหรอกหรือ
“ไปสิ แต่ให้รอหน่อยจะเป็นอันใด ตั้งแต่เด็กจนโตก็รอได้มิใช่หรือ หรือว่าแต่งออกไปเป็นพระชายาแล้ว จะรอไม่ได้เสียแล้ว” ลี่ฟางยังคงเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่วันนี้มีกงกงจากตำหนักชินอ๋องมาด้วยนะขอรับ”
ลี่ฟางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป “มีกงกงมาด้วยหรือ”
“ใช่ขอรับ”
“เหตุใดไม่บอกให้เร็วกว่านี้” ลี่ฟางรีบลุกขึ้นตึงตัง หากกงกงท่านนั้นนำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปรายงานต่อชินอ๋องแล้วพวกนางจะทำเช่นไร
“ท่านแม่ แค่กงกงต่ำต้อยท่านจะหวาดกลัวไปไย” เลี่ยงหรูได้แต่มองมารดาอย่างไม่เข้าใจ
ลี่ฟางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปอีกรอบ แต่ก็ต้องตกใจมากกว่าเดิมเมื่อพ่อบ้านเอ่ยต่อ
“กงกงคนนี้เป็นคนดูแลตำหนักชินอ๋องขอรับ”
“ไปซิ ยังจะช้าอีก” เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่ฟางก็รีบเดินไปที่ห้องโถงทันที ไม่คาดคิดว่ารั่วซีจะพากงกงที่ดูแลตำหนักชินอ๋องมาได้