บทที่ 6
หวังลี่ฟางเดินนำบุตรสาวไปด้วยความรีบร้อน ในหัวต่างก็ขบคิดแผนการไปต่าง ๆ นานา ว่าจะจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เช่นไรดี
“คารวะพระชายาเพคะ” สองแม่ลูกย่อกายทักทายรั่วซีอย่างเต็มพิธีการแม้จะไม่ได้เต็มใจเท่าใด
ไป๋รั่วซีนั่งมองทั้งสองด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้อนุญาตให้ทั้งสองลุกขึ้นแต่อย่างใด ก่อนจะเอ่ยกับสองแม่ลูกด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ข้าอุตส่าห์กลับมาเยี่ยมจวนทั้งที ท่านแม่และน้องสาวไม่ให้ความสำคัญก็แล้วไปเถิด แต่นี่พวกท่านไม่ไว้หน้าแม้แต่ตำหนักชินอ๋องเลยหรือ” รั่วซียกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “จะอย่างไรฐานะของข้าในตอนนี้ก็ไม่เหมือนเดิม เป็นถึงชายาของชินอ๋อง พวกท่านก็ได้รับการสั่งสอนที่ดีมาตั้งแต่เด็ก คงจะรู้กระมังว่าควรปฏิบัติตนเช่นไร”
“เพคะ” สองแม่ลูกตอบรับพร้อมกัน และรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก
“ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
เลี่ยงหรูได้แต่ก่นด่าในใจ ไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะมาอยู่ในจุดนี้ จุดที่ต้องมาทำความเคารพสตรีผู้นี้ หากว่านางได้สมรสไปเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท คนแรกที่นางจะจัดการก็คือสตรีผู้นี้
“รอให้เจ้าได้แต่งกับองค์รัชทายาทก่อนเถิด จึงคิดเรื่องที่จะมาเอาคืนข้า” เพียงแค่เห็นหน้าของอีกฝ่าย รั่วซีก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเลี่ยงหรูผู้นี้จะได้สมรสจริงหรือไม่ เพราะตั้งแต่ที่นางแต่งเข้าตำหนักชินอ๋อง เรื่องการสมรสขององค์รัชทายาทก็ไม่เห็นว่าจะถูกพูดถึงอีกเลย
เลี่ยงหรูได้แต่ก้มหน้าไม่คิดที่จะตอบโต้ เพราะรู้ฐานะของตนเองในตอนนี้ดี ว่าไม่สามารถทำอันใดอีกฝ่ายได้ หากวู่วามไปคนที่จะเสียหายก็คงหนีไม่พ้นนาง
บรรดาสตรีในจวนต่างก็พากันชอบใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพวกนางทุกคนล้วนถูกข่มเหงจากสองแม่ลูกคู่นี้กันทั้งนั้น ไม่คิดว่าสองแม่ลูกจะมีวันนี้เช่นกัน วันที่ต้องยอมก้มหน้าให้คนที่พวกนางคิดว่าต้อยต่ำกว่าตนมาตลอด
“พระชายาคิดมากไปแล้ว พวกเราไม่เคยคิดเรื่องเช่นนั้นเลยนะเพคะ” ลี่ฟางเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี จึงได้รีบแก้ต่างให้บุตรสาว
“เรื่องนี้ก็ให้มันแล้วไปเถิด อย่างไรเราก็คนในครอบครัวเดียวกัน” รั่วซีเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยให้สองแม่ลูกไปนั่งยังที่ของตนเอง “ไปนั่งเถิด”
ลี่ฟางพาบุตรสาวไปนั่งยังที่ของตนเอง พลางมองไปที่รั่วซีอย่างพินิจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีท้ายจวนเช่นรั่วซี เมื่อแต่งออกไปจะสามารถแสดงท่าทางสูงส่งได้ถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่นางไม่เคยให้อาจารย์จากด้านนอกมาสอนอีกฝ่ายเลยสักคน
“ข้าจะพักที่นี่สักสองสามวัน ท่านแม่ให้คนเตรียมที่พักให้พวกเราด้วย” เรื่องนี้นางได้ปรึกษากับฉางเต๋อแล้ว และเขาก็ไม่ได้คัดค้านอันใด นางจะทำให้สองแม่ลูกนั้นอยู่ไม่สุขตลอดเวลายามที่นางอาศัยอยู่ที่นี่
“ได้เพคะ” ลี่ฟางไม่กล้าจะปฏิเสธเพราะมีคนจากตำหนักชินอ๋องมาด้วย และยังต้องให้สาวใช้เปิดเรือนใหม่ด้วย เพราะหากให้ไปอยู่ที่เรือนเดิมของรั่วซี คงเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน
“เอาเป็นเรือนของหรูเอ๋อร์ก็ได้ มิได้พบหน้ากันเสียนานจึงคิดถึงอยู่บ้าง” รั่วซีเอ่ยออกมาอย่างไม่กระดากปาก ใบหน้าของนางยังคงเรียบนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ตนเพิ่งเอ่ยออกมา
เลี่ยงหรูได้แต่หันไปมองหน้าของมารดาอย่างไม่พอใจ นางไม่ยอมให้สตรีผู้นั้นเข้ามาอยู่ในเรือนของนางเด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่มีทางยอม
“เรือนนั้นมีแต่ข้าวของของหรูเอ๋อร์ หม่อมฉันจะให้คนไปทำความสะอาดเรือนอื่นให้นะเพคะ” ลี่ฟางตอบเลี่ยง ๆ เพราะนางมั่นใจว่าหากทั้งสองอยู่ในเรือนเดียวกันจะต้องมีเรื่องเป็นแน่
“เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยาก เช่นนี้แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว” รั่วซียังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด ถึงเวลาอาหารเราค่อยมาพบหน้ากันใหม่”
พูดจบรั่วซีก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจ ก่อนจะสั่งคนของตนให้นำข้าวของเครื่องใช้ไปไว้ที่เรือนของเลี่ยงหรู โดยไม่ได้สนใจเลยว่าฝ่ายนั้นจะยินยอมให้พักด้วยหรือไม่
“ท่านแม่ ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ” เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เลี่ยงหรูก็เอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ จะให้นางอยู่กับสตรีชั้นต่ำผู้นั้นได้อย่างไร นางไม่ยอมเด็ดขาด
“เจ้ากล้าหรือ หากกล้าก็ไปไล่คนจากตำหนักชินอ๋องออกมาจากเรือนเจ้าด้วยตนเองสิ” ลี่ฟางก็เอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจเช่นกัน ตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร จะไล่ออกไปจากจวนก็ไม่มีความกล้ามากพอ หากเรื่องที่เกิดขึ้นไปถึงหูของชินอ๋อง ว่าสกุลไป๋ไม่ให้ความสำคัญถึงกับกล้าไล่พระชายาของเขาออกจากจวน คงได้เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นแน่นอน
“ท่านแม่!!” เลี่ยงหรูร้องออกมาอย่างหงุดหงิด
“เจ้าก็เก็บความขมขื่นนี้เอาไว้ รอวันที่เจ้าได้แต่งเป็นพระชายาองค์รัชทายาท เจ้าจะจัดการนางเช่นไรก็ได้” ลี่ฟางพูดเพื่อให้บุตรสาวใจเย็นลง เมื่อวันนั้นมาถึง พวกนางสองแม่ลูกก็ไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีก
“เจ้าค่ะ” เลี่ยงหรูพยายามระงับอารมณ์ของตนเองเอาไว้ นางต้องอดทนรอให้ถึงวันนั้น วันที่นางจะจัดการรั่วซีไปให้พ้นหูพ้นตาเสียที
คราที่ให้นางแต่งงานเข้าตำหนักชินอ๋องก็คิดว่าจะกำจัดมันไปแล้ว แต่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันยังสามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วมันยังมาทำตัวกำเริบเช่นนี้อีก
หากนางรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ นางจะฆ่ามันทิ้งเสียตั้งแต่อยู่ในจวน ไม่ยอมให้มันได้แต่งไปเป็นชายาของชินอ๋องหรอก
“ไปเถิด ไปอยู่ที่เรือนของแม่ก่อน ค่อยคิดกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ต่ออย่างไร” สองแม่ลูกพากันกลับไปตั้งหลักที่เรือน พวกนางไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้อีก เพราะกงกงที่มาด้วยยังคงอยู่ที่นี่ต่อ ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจว่าคนเช่นรั่วซีมีอันใด กงกงคนสนิทของชินอ๋องจึงได้ยอมทำตามคำสั่ง
“ขอบคุณกงกงมากที่ยอมเล่นละครฉากนี้กับข้า” เมื่อเข้ามาในห้องพัก รั่วซีก็เอ่ยขอบคุณฉางเต๋อทันที เพราะหากไม่มีเขามาด้วยในวันนี้ สองแม่ลูกนั่นก็คงปฏิบัติกับนางไม่ต่างไปจากเดิม เพราะดูจากการจงใจให้นางรอแล้ว คงตั้งใจหักหน้านางเป็นแน่
“เรื่องเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ” เขาได้รับคำสั่งให้มาดูแลอีกฝ่ายให้ดี เพราะนี่ถือเป็นหมากชั้นดีของฝั่งพวกเขา เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากปล่อยให้หมากเช่นนี้หลุดมือไปจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ถึงขนาดทำให้ท่านอ๋องยอมร่วมมือด้วยก็ถือว่ามีความสามารถไม่น้อย
“พระชายา เราจะอยู่ที่เรือนนี้จริง ๆ หรือเพคะ” ลี่มี่ยังคงเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตอนเล็ก ๆ พวกนางก็ได้มาเหยียบที่เรือนนี้หลายครั้ง ทว่าแต่ละครั้งไม่มีครั้งไหนเลยที่ได้กลับไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกนางล้วนถูกกลั่นแกล้งทุกครั้งที่มาเหยียบที่นี่ จะว่าที่นี่เป็นนรกสำหรับพวกนางเลยก็ว่าได้
“ย้อนความหลังหน่อยเป็นไร จะได้รู้ว่าพวกเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” หากนางไม่เคยได้รับความคับข้องใจตลอดเวลาที่อยู่ในจวนแห่งนี้ นางก็อาจจะเลือกอยู่อย่างสงบ ๆ ในที่ของตนเอง
แต่เมื่อทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ นางก็ขอสู้จนถึงที่สุด คนที่เคยทำอันใดกับนางเอาไว้ พวกมันจะต้องได้รับผลตอบแทนที่สาสมกับสิ่งที่ทำเอาไว้ นางไม่ใช่คนแสนดี ที่จะปล่อยให้พวกที่เคยทำร้ายนางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
“เรื่องพวกนั้นบ่าวไม่มีทางลืมเพคะ” ลี่มี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กี่ครั้งไม่รู้ต่อกี่ครั้งที่พวกนางต้องทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ หลาย ๆ ครั้งพวกนางเคยคิดว่าหากจบชีวิตของตนเองไปเสีย ทุกอย่างก็คงจะดีขึ้น พวกนางอาจจะมีความสุขมากกว่านี้ก็ได้
“ข้าจะทำให้พวกมันอยู่ไม่สู้ตาย เหมือนที่พวกเราเคยเป็น”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของทั้งสองทำให้ฉางเต๋อที่อยู่ในห้องด้วยรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที เขาพอจะรู้ว่าชีวิตของทั้งสองคนยามอยู่ที่จวนนี้ก็ไม่ได้สุขสบายมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะลำบากจนทั้งสองต้องเก็บมาเคียดแค้นได้ถึงเพียงนี้
แต่ว่าหากเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับท่านอ๋อง คนที่มีความแค้นเช่นนี้ มักจะทำได้ทุกอย่างโดยไม่คิดสนใจตนเอง ขอเพียงแค่สิ่งที่ตนเองต้องการสำเร็จก็พอ
“แล้วนางกลับมาหรือยัง” รั่วซีถามหาผู้เป็นเจ้าของเรือน
“น่าจะยังไม่กลับมาเพคะ”
“ให้คนไปดู หากนางมาให้คนตามนางมาพบข้าด้วย” คนแรกที่นางจะจัดการก็คงจะหนีไม่พ้นน้องสาวตัวดีของนาง เลี่ยงหรูได้ร่ำเรียนตั้งแต่เด็กก็จริง แต่นางก็เรียนเพียงแค่สิ่งที่สตรีพึงเรียนเท่านั้น เรื่องอื่น ๆ ล้วนไม่เคยสนใจเลยสักนิด จึงเป็นเพียงสตรีที่อยู่ในห้องหอทั่วไปเท่านั้น
ต่างจากนางที่ศึกษาตำรามาตั้งแต่ยังเล็ก อ่านเรื่องต่าง ๆ จนแตกฉาน เพราะตอนเด็ก ๆ นั้นนางไม่เคยมีอาจารย์จากด้านนอกมาสอน และที่อ่านออกเขียนได้ก็เพราะยามที่ไปเล่นที่จวนสกุลตงของมารดา พวกเขาก็จะคอยสอนและยังคอยส่งหนังสือมากมายมาให้นางที่เรือนอีกด้วย
เรื่องที่ควรรู้นางก็รู้จนหมด เรื่องที่ไม่ควรรู้นางก็ได้ศึกษาจนแตกฉาน เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร เอาแต่ขลุกอยู่กับหนังสือในเรือน
“เพคะ” ลี่มี่รีบไปสั่งการนางกำนัลที่อยู่ด้านนอก
“กงกงรีบไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว” รั่วซียังคงพูดกับฉางเต๋ออย่างนอบน้อมเช่นเดิม เพราะรู้ดีว่าตนเองอยู่ในฐานะอะไร
“แล้วเรื่อง...”
“กงกงไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง” นางรู้ว่าเขากังวลเรื่องใด สำหรับเลี่ยงหรูในตอนนี้นางสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง เพราะหากไม่มีมารดาคอยหนุนหลังแล้ว อีกฝ่ายก็เหมือนสตรีเอาแต่ใจทั่วไปเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนางในตอนนี้
เมื่อก่อนจะว่าเป็นเพราะนางไม่มีทางเลือกก็ได้ จึงได้ยอมถูกรังแกอยู่เช่นนั้น แต่ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้น นางไม่ต้องกลัวอันใดอีกแล้ว เพราะหากนางเลือกลงมือตั้งแต่แรก นางคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้