บทที่ 3
“เป็นเช่นไรบ้างเพคะ” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายกลับมาแล้ว ลี่มี่จึงรีบเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยกลัวว่าผู้เป็นนายจะได้รับอันตราย
“ไม่ต้องห่วง ข้าได้ทำการตกลงกับท่านอ๋องเรียบร้อยแล้ว” ตอนนี้นางรู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมาก เพราะนางก็ไม่ได้คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายมากถึงเพียงนี้
ตอนนั้นแม้นางจะมีท่าทางที่นิ่งเฉยและปากกล้าเป็นอย่างมาก แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าความจริงแล้วนางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก แต่นางก็ต้องรักษาท่าทีเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่า ณ ตอนนั้นนางรู้สึกเช่นไร
“จริงหรือเพคะ! จากนี้เราสองคนก็จะมีชีวิตรอดต่อไปใช่หรือไม่” ลี่มี่ร้องออกมาเสียงดัง ก่อนจะเบาเสียงลงในประโยคถัดมา เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่าพวกนางนั้นมีความคิดเช่นไร
“ข้าเคยโกหกเจ้าหรือ” รั่วซีพูดด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น ตอนนี้พวกนางมีกันเพียงแค่สองคน จึงจำเป็นต้องบอกให้ลี่มี่รู้ “แต่ต่อจากนี้ไปไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอเรื่องอันใดบ้าง เจ้าพร้อมที่จะสู้ไปพร้อมกับข้าหรือไม่”
“ไม่ว่าอย่างไรบ่าวก็ไม่มีทางทิ้งพระชายาไปอย่างแน่นอนเพคะ” ลี่มี่เอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ นางไม่มีทางทิ้งผู้เป็นนายอย่างแน่นอน ตั้งแต่เด็กจนโตพวกนางต่อสู้ฝ่าฟันมาด้วยกันไม่รู้ตั้งเท่าใด จะมาทิ้งกันไปง่าย ๆ ได้อย่างไร
“ดี จากนี้ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขเจ้าก็จะมีข้าอยู่ข้าง ๆ เช่นกัน ข้าไม่มีทางทอดทิ้งเจ้าแน่นอน” รั่วซีให้คำมั่น นอกจากครอบครัวฝั่งมารดาที่คอยช่วยเหลือ ก็มีเพียงแค่ลี่มี่นี่แหละที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอด
“เพคะ” ลี่มี่ตอบเสียงสั่น นางคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่อยู่เคียงข้างนายผู้นี้เสมอมา จากนี้ไม่ว่าทุกข์หรือสุขนางก็จะขออยู่เคียงข้างนายหญิงผู้นี้ของนางต่อไป
“เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดมารังแกเจ้าได้อีก จากนี้ข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง” รั่วซีก็เอ่ยออกมาเสียงสั่นไม่ต่างกัน พวกนางผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย ตลอดเวลาลี่มี่คอยปกป้องนางมาตลอดยามที่ถูกผู้อื่นรังแก จากนี้นางจะขอปกป้องอีกฝ่ายเอง
“คุณหนู ฮือ...” ลี่มี่ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เพราะยิ่งคิดถึงยามที่อยู่ในจวนไป๋ก็ยิ่งเกิดความคับข้องใจ ตอนนั้นหากไม่มีนายท่านสกุลตง พวกนางก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตกันเช่นไร เงินแต่ละเดือนก็ได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ เสื้อผ้าก็ได้ใช้แต่ของเก่าเก็บ หากอยากได้ชุดใหม่ก็ต้องเจียดเงินตัวเองไปซื้อ ชีวิตของนายหญิงนางลำบากกว่าทาสบางคนเสียอีก ทั้งที่ก็มีฐานะเป็นคุณหนูเช่นกัน แม้แต่บุตรของอนุนายหญิงของนางก็เทียบไม่ติด
รั่วซีที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่อาจห้ามตนเองได้ ร้องไห้ไปพร้อม ๆ กับสาวใช้ ทั้งสองกอดปลอบกันอย่างน่าเวทนา ความทุกข์ทนที่ผ่านมาคงจะไม่มีผู้ใดเข้าใจพวกนาง ว่าตอนนั้นมันทุกข์ทรมานมากเพียงใด
จากนี้นางจะขอทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนนางก็ไม่สนใจทั้งสิ้น หากมาขัดขวางนางก็พร้อมที่จะฟาดฟัน หากจะต้องตายนางก็จะลากพวกมันไปลงนรกกับนางด้วย
หลังจากวันนั้นมารั่วซีก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาโดยตลอด ตอนนี้คนด้านนอกเริ่มจะอยากรู้ว่านางนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เหตุใดป่านนี้ถึงยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากคนอื่น ๆ ที่เข้าไปในตำหนักได้เพียงไม่กี่วันก็ถูกส่งเพียงศพกลับมา
“พระชายา ฮองเฮาให้คนมาเชิญไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉางชุนพ่ะย่ะค่ะ” ฉางเต๋าเข้ามารายงานคนที่กำลังพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ ตอนนี้คนจากหลายฝ่ายคงอยากพบหน้าสตรีผู้นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะฮองเฮาที่พยายามส่งสตรีเข้ามาในตำหนักหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ บางครั้งก็ถูกปฏิเสธออกไปตรง ๆ ที่ถูกส่งเข้ามาได้ล้วนถูกกำจัดไปจนหมด
“ฮองเฮาหรือ” รั่วซีเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่ามีเรื่องที่ต้องสนทนากับอีกฝ่าย
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉางเต๋อตอบ ก่อนจะเอ่ยย้ำว่าต้องปฏิบัติตัวเช่นไร “แต่การเดินทางไปวังหลวงครั้งนี้ต้องระวังให้มากนะพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ไว้ใจผู้ใดเด็ดขาด”
“ได้ เช่นนั้นรอสักครู่ข้าขอแต่งตัวสักหน่อย” ตอนนี้นางอยู่ในชุดที่ไม่เหมาะสมที่จะเดินทางเข้าวัง คงต้องแต่งตัวให้สมศักดิ์ศรีในฐานะพระชายาของชินอ๋องเสียหน่อย
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉางเต๋อหลบออกไปรออยู่ด้านนอกเพื่อให้รั่วซีจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เขาก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ และเขาก็ไม่สามารถติดตามไปด้วยได้ จึงต้องส่งคนที่ไว้ใจได้ไปแทน
เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อย รั่วซีก็ออกมาที่หน้าตำหนัก นางรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเข้าวังครั้งแรกของนาง ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอเรื่องอันใดบ้าง
“เข้าวังครั้งนี้กระหม่อมจะให้ชิงอีเป็นผู้ที่ติดตามพระชายาไป” เขาบอก และจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ
“ได้ เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” รั่วซีเดินนำชิงอีไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ตอนนี้นางต้องตั้งสติให้ได้มากที่สุด นางจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของนางเลยก็ว่าได้
ลี่มี่ที่ไม่ได้ติดตามออกไปด้วยก็ได้แต่มองนายหญิงเดินออกไปด้วยความเป็นห่วง นางรู้ดีว่าต้องเกิดเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน เพราะมิเช่นนั้นผู้เป็นนายคงไม่มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาเช่นนั้นเป็นแน่
“ฉางกงกง จะเกิดเรื่องกับพระชายาหรือไม่” ลี่มี่เอ่ยถามอย่างกังวล หลงลืมท่าทางที่ดูน่ากลัวของเขาไปชั่วขณะ
“หากนายของเจ้ามีความสามารถมากพอก็จะสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย” ฉางเต๋อกล่าว ในใจก็อดห่วงไม่ได้ เพราะนาน ๆ ทีจะมีคนที่สามารถทำให้ท่านอ๋องยอมตกลงได้ง่ายดายเช่นนี้ หากเกิดอันใดขึ้นก็น่าเสียดายไม่น้อย
รั่วซีนั่งอยู่ในรถม้าด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทว่าอีกใจก็คิดว่าฝั่งของฮองเฮาคงจะไม่ทำให้นางลำบากมากนัก เพราะครั้งนี้ก็เป็นการพบหน้ากันครั้งแรก หากจะทำอันใดนางก็คงจะไร้เหตุผลเกินไป
“ชิงอี เจ้าเคยเข้ามาในวังหลวงหรือไม่” รั่วซีชวนคนข้าง ๆ พูดคุยเพื่อคลายความกังวล
“เคยเพคะ หม่อมฉันรับใช้ท่านอ๋องมาตั้งแต่อยู่ในวัง” ชิงอีตอบไปตามตรง ด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะโกหกไปเพื่ออะไร
“เช่นนั้นเจ้าก็คงอยู่กับท่านอ๋องมาตั้งแต่เขายังเด็กใช่หรือไม่” เท่าที่นางรู้เรื่องราวของเขา มารดาของเขาจากไปตั้งแต่เด็กไม่ต่างจากนาง และชีวิตในวัยเด็กก็คงไม่ได้ราบรื่นไปกว่านาง อาจจะยากลำบากกว่านางมากนัก แต่ก็ถือว่าเขาเก่งกาจไม่น้อยที่เอาชีวิตรอดจากวังหลวง และเติบโตมาได้จนถึงตอนนี้
“เพคะ”
รั่วซียังคงเอ่ยถามต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ถามได้เพียงไม่กี่คำ เพราะระหว่างตำหนักของชินอ๋องกับวังหลวงก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
“ไปกันเถิดเพคะถึงแล้ว” ชิงอีประคองรั่วซีลงจากรถม้า ก่อนที่จะอธิบายต่อ เพราะดูแล้วคนผู้นี้คงจะไม่เคยเข้าวังหลวง “จากนี้เราต้องเดินเข้าไป เพราะรถม้าสามารถมาได้ถึงตรงนี้เพคะ”
“แล้วรถม้าของขุนนางทั่วไปเล่า” รั่วซีมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นรถม้าของผู้ใด มีเพียงรถม้าของนางคันเดียวเท่านั้น
“ขุนนางจะไม่สามารถนำรถม้าเข้ามาในพระราชฐานชั้นกลางได้เพคะ จะอนุญาตเพียงแค่คนในราชวงศ์เท่านั้น” ชิงอีอธิบายเพิ่มเติมขณะเดินเข้าไปในพระราชฐานชั้นใน
รั่วซีได้แต่พยักหน้าเบา ๆ พลางมองไปรอบ ๆ อย่างต้องการสำรวจ ในหัวของนางไม่เคยมีภาพของวังหลวงเลยว่าเป็นเช่นไร จนได้มาเห็นกับตาตนเองในวันนี้ ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะใหญ่โตโอ่อ่าได้ถึงเพียงนี้
“เชิญพระชายาด้านในเพคะ” นางกำนัลที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักฉางชุน เมื่อเห็นว่าคนที่ผู้เป็นนายต้องการพบมาถึงแล้ว จึงได้เดินออกไปต้อนรับ พร้อมกับพาเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับชิงอีที่ติดตามมาด้วย “ส่วนเจ้าก็รออยู่ที่นี่เถิด”
รั่วซีได้แต่เดินตามนางกำนัลผู้นั้นไปอย่างว่าง่าย แม้จะตื่นเต้นแค่ไหนก็พยายามรักษาท่าทีเอาไว้ ขนาดผู้ที่เป็นถึงชินอ๋องที่ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุดนางยังผ่านมาได้ เพียงแค่ฮองเฮาผู้เดียวนางจะต้องกลัวอันใด หญิงสาวได้แต่ให้กำลังใจตนเอง
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ” รั่วซีย่อกายทำความเคารพผู้ที่มีฐานะสูงกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นพระพักตร์ของผู้สูงศักดิ์ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตนางก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน ไม่ได้ออกไปที่ใดสักเท่าใด
“ลุกขึ้นเถิด คนกันเองทั้งนั้น” เจินเฟยอินเอ่ยออกมาอย่างเป็นกันเอง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่แสนดีนั้นมีความร้ายกาจแอบแฝงอยู่
“ขอบพระทัยเพคะ” รั่วซียิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตนเอง
“วันนี้ที่เรียกพระชายาไป๋เข้ามาพบก็เพราะว่าตั้งแต่เจ้าเข้ามาเป็นคนในราชวงศ์ ก็ไม่เคยมาให้เราพบหน้าเลยสักครั้ง” เฟยอินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ดูออกว่าจงใจตำหนิคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
รั่วซีที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นเดินไปนั่งคุกเข่าที่กลางตำหนัก
“เป็นหม่อมฉันที่ไม่รู้มารยาท ฮองเฮาโปรดลงโทษเพคะ” หญิงสาวรีบรับผิดทันที ผู้ใดจะดูไม่รู้ว่าฮองเฮาจงใจตำหนินาง
“เฮ้อ...จะโทษเจ้าผู้เดียวก็ไม่ได้ เราเองก็ไม่ได้มีความหมายในสายตาของสวามีเจ้าเท่าใดนัก” เฟยอินแสร้งตัดพ้อออกมาอย่างน้อยใจ ที่ลูกเลี้ยงไม่ให้ความสนใจ
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพคะ ท่านอ๋องทรงรักและเคารพฮองเฮาเสมอ” รั่วซีเอ่ยด้วยสีหน้าที่จริงจัง แต่ในใจได้แต่เหยียดยิ้มอย่างเหนื่อยหน่าย ต่อหน้าเสแสร้งเป็นแม่เลี้ยงที่แสนดี แต่ลับหลังกลับลอบกัดทุกวิถีทาง หากคนที่เดาแผนการของสตรีผู้นี้ไม่ออกก็คงจะคิดว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมเมตตา
ทว่ามิใช่นาง เพราะตั้งแต่ที่ท่านอ๋องบอกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังงานแต่งของนาง นางก็เดาออกทันทีว่าระหว่างสองคนนี้ต้องมีเรื่องที่ไม่ลงรอยกันอย่างแน่นอน และเรื่องนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องบัลลังก์เป็นแน่ อีกคนมีลูกเป็นองค์รัชทายาท ส่วนอีกคนก็หวังตำแหน่งองค์รัชทายาท แล้วเช่นนี้จะสามารถอยู่ฝั่งเดียวกันได้อย่างไร
“เจ้าไม่ต้องมาปลอบใจเราหรอก เรารู้ดีว่าหวังเหล่ยคิดว่าเราเป็นสาเหตุที่ทำให้เสด็จแม่ของเขาต้องจากไป” ท่าทางของเฟยอินเศร้าสร้อยเป็นอย่างมาก เพื่อให้สตรีตรงหน้าเห็นใจ นางรู้ว่าเหลียงหรงหวังเหล่ยคงไม่ได้สนใจสตรีผู้นี้เป็นแน่ อีกฝ่ายจึงได้มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ และก็เป็นไปตามที่นางได้วางแผนเอาไว้
นางจงใจส่งสตรีผู้นี้เข้าไปในตำหนักชินอ๋องเผื่อว่าวันหน้าจะได้ใช้งานได้ นางมั่นใจว่าคนอย่างหวังเหล่ยจะต้องตรวจสอบสตรีที่ถูกส่งเข้าไปในตำหนักอย่างละเอียด มิเช่นนั้นสตรีกี่คนต่อกี่คนที่นางส่งไปคงไม่ตายลงอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น
การส่งคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฝั่งของนางไปจึงจะสามารถมีชีวิตรอดได้ นางจึงเลือกส่งบุตรสาวคนโตของสกุลไป๋ไปเป็นชายาของหวังเหล่ย
หากหวังเหล่ยตามสืบก็จะคิดว่านางเพียงแค่อยากได้คนที่เหมาะสมกับบุตรชายนางเท่านั้น จึงได้ส่งรั่วซีไปสมรสเป็นพระชายาของเขา เมื่อทุกอย่างลงตัว เขาก็จะส่งให้ไป๋เนี่ยนเจินไปคุยกับบุตรสาวให้ทำตามคำสั่ง จากนี้ทุกอย่างก็จะอยู่ในการควบคุมของนาง
เฟยอินได้แต่คิดอย่างย่ามใจ โดยหารู้ไม่ว่าหมากของตนนั้นไม่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่แรก