บทที่ 4
“มิเป็นเช่นนั้นหรอกเพคะ ฮองเฮาแสนดีถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องต้องรักและเคารพพระนางเป็นแน่เพคะ” รั่วซีเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ พลางเอ่ยเอาใจเจินฮองเฮา แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องการอันใดกันแน่ แต่ทุกอย่างที่อีกฝ่ายแสดงออกมามันก็ต่างกับที่นางคิดเอาไว้มาก เดิมทีนางคิดว่าอย่างไรคนพวกนี้ก็ต้องสร้างความลำบากให้นางอย่างแน่นอน
“หากว่าเป็นเช่นนั้นก็ดี” เฟยอินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะเอ่ยชวนรั่วซีให้มาเยี่ยมที่ตำหนัก “วันหลังเจ้าก็มาคุยเล่นกับเราที่ตำหนักบ่อย ๆ เราจะได้คลายเบื่อได้บ้าง”
“ได้เพคะฮองเฮา” รั่วซีตอบตกลงอย่างง่ายดาย นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายต้องการอันใดกันแน่ ถึงได้ทำดีกับนางมากมายถึงเพียงนี้
“จากนี้เจ้าก็เรียกเราว่าเสด็จแม่เถิด จะอย่างไรเจ้าก็ถือเป็นชายาของหวังเหล่ย ก็เหมือนกับเป็นธิดาของเรา” เฟยอินเอ่ยออกมาอย่างใจกว้าง ตอนนี้นางต้องทำให้รั่วซีมาอยู่ฝั่งเดียวกับนางให้ได้เสียก่อน ซึ่งนางคิดว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับนาง
“เพคะเสด็จแม่” รั่วซียิ้มกว้าง ซึ่งมาถึงตอนนี้นางก็พอจะเดาออกแล้วว่าฮองเฮาผู้นี้คิดที่จะทำอันใด แต่ที่นางไม่เข้าใจก็คืออีกฝ่ายจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออันใด ต้องการให้นางอยู่ฝ่ายเดียวกับตนเช่นนั้นหรือ
“วันนี้ก็ไม่มีอันใดแล้ว เจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถิด วันหน้าค่อยสนทนากันใหม่”
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวลาเพคะ” รั่วซีเดินออกจากตำหนักฉางชุนด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ตอนนี้นางมีคำถามมากมายอยู่ในหัว มีหลายอย่างที่นางไม่ค่อยเข้าใจ นางรู้ดีว่าคนในราชวงศ์ล้วนไม่มีผู้ใดธรรมดา ซึ่งนางต้องใช้เวลาในการศึกษาคนพวกนี้
ตลอดเส้นทางรั่วซีและชิงอีต่างก็ไม่มีผู้ใดปริปาก เพราะรู้ดีว่าที่นี่ล้วนไม่ปลอดภัย เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวออกจากพระราชวัง รั่วซีจึงได้เอ่ยถามเรื่องที่ตนเองสงสัย
“ชิงอี เจ้าบอกว่าอยู่กับท่านอ๋องมาตั้งแต่เด็กใช่หรือไม่”
“เพคะ”
“เสด็จแม่ของท่านอ๋องเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่” รั่วซีเอ่ยถามเรื่องที่สงสัย เพราะคนอื่น ๆ รู้เพียงแค่ว่าเฉินกุ้ยเฟยทรงจากไปเพราะพระวรกายอ่อนแอ
“เรื่องนี้หม่อมฉันไม่อาจจะพูด พระชายาตรัสถามท่านอ๋องเองเถิดเพคะ” เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้นางไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง ท่านอ๋องยังทรงทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่าจะผ่านมานานมากแล้ว
“เฮ้อ...” รั่วซีได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ เรื่องนี้ดูเหมือนจะพัวพันกันไปหมด แต่ให้ถอยตอนนี้ก็คงจะไม่ได้ หากนางไม่ทำเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็เป็นนางเองที่จะตายไปอย่างไม่มีผู้ใดเหลียวแล ซึ่งนางไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางจะต้องอยู่จนได้พบความสุขในชีวิตสักครั้ง
“แล้วท่านอ๋องจะกลับตำหนักหรือไม่” หนทางเดียวในตอนนี้คือต้องหารือกับชินอ๋อง เพราะท่าทีของเจินฮองเฮานั้นแปลกเกินไป คนพวกนั้นต้องมีแผนการอันใดอย่างแน่นอน
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ” แม้จะอยู่กับท่านอ๋องมานาน นางก็ไม่สามารถเดาความคิดของอีกฝ่ายได้เลย
รั่วซีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งท้อใจ จะพบตัวเขาแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่ายเลย ก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี หรือต้องรอให้เขามาพบนางด้วยตนเองหรือจึงจะสามารถพบหน้าเขาได้
“เช่นนั้นเจ้าช่วยไปแจ้งท่านอ๋องได้หรือไม่ว่าข้ามีเรื่องสำคัญต้องการหารือ”
“เพคะ” ตอนที่พระชายาเข้าไปในตำหนัก คนพวกนั้นไม่ให้นางตามเข้าไปด้วย จึงไม่ได้รู้รายละเอียดมากเท่าใดนัก ว่าฮองเฮานั้นได้พูดอันใดออกมาบ้าง พระชายาจึงได้มาถามเรื่องพระมารดาของชินอ๋อง
“อย่าลืมเล่า เรื่องนี้สำคัญจริง ๆ” รั่วซีไม่ลืมที่จะย้ำกับชิงอีอีกครั้ง
“เพคะ” ชิงอีรับปากอย่างหนักแน่น เพราะดูจากท่าทีของพระชายาแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นภายในตำหนักต้องไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน
เมื่อมาถึงตำหนักรั่วซีก็ตรงไปที่เรือนของตนเองทันที เพราะรู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก นางสิ้นเปลืองความคิดไปมากมาย แต่ก็ยังไม่อาจคาดเดาแผนการของอีกฝ่ายได้ว่าคิดที่จะทำอันใดกันแน่
“พระชายา เป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ลี่มี่ที่เห็นผู้เป็นนายเดินกลับเข้ามาในเรือนก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับในทันที ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายออกไปนางก็ทำได้เพียงแค่เดินไปเดินมาในเรือนด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น
“ไปเตรียมน้ำให้ข้าที ข้าอยากอาบน้ำ” รั่วซีออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า นางคิดว่าหากนางได้แช่น้ำเสียหน่อยอาจจะดีขึ้น บางทีนางอาจจะคิดอะไรดี ๆ ออก
“เพคะ” ลี่มี่รีบไปทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายทันที เพราะดูแล้วนายหญิงคงจะพบเจออันใดไม่มากไม่น้อย จึงได้มีท่าทีที่อ่อนเพลียเช่นนี้
รั่วซีเดินไปนั่งบนเตียงระหว่างรอสาวใช้ ภายในหัวยังคงขบคิดเรื่องของวันนี้ไม่หยุด เพราะมีหลายอย่างที่นางไม่เข้าใจ
“พระชายา เรียบร้อยแล้วเพคะ” หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จก็มาตามผู้เป็นนายไปทันที
รั่วซีเดินไปที่อ่างอาบน้ำด้วยท่าทีครุ่นคิด เพราะนางไม่สามารถเอาเรื่องที่เกิดขึ้นออกจากหัวได้จริง ๆ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็ยังไม่อาจหยุดคิด จึงได้แต่ตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง
หญิงสาวเดินออกมาจากฉากกั้นด้วยเสื้อผ้าที่บางเบา โดยไม่รู้เลยว่ามีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของตนเอง
เหลียงหรงหวังเหล่ยมองหญิงสาวที่เดินออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึง เพราะไม่คิดว่านางจะเดินออกมาด้วยสภาพเช่นนี้ ร่างกายที่เต็มไปด้วยความโค้งเว้า อกงามคู่นั้นดึงดูดสายตาของเขาเอาไว้ จนไม่สามารถละสายตาไปได้ง่าย ๆ
“ท่านอ๋อง!! เหตุใดจึงมาอยู่นี่ได้” รั่วซีร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาอยู่ในห้องของตนเช่นนี้
“ก็เจ้าบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องการหารือกับข้ามิใช่หรือ” หวังเหล่ยกระแอมก่อนจะเอ่ยออกมา พลางรินน้ำชาให้ตนเองเพื่อดับกระหาย ภาพเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองคอแห้งเล็กน้อย
“อ๋อ” นางรู้ว่าเขามาที่เรือนของนางเพราะเรื่องอันใด แต่ตอนแรกที่ถามออกไปเพียงเพราะตกใจเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีคนมานั่งอยู่ในห้องของตนเองเช่นนี้
“จะคุยกันในสภาพเช่นนี้หรือ” หวังเหล่ยมองคนที่ยืนอยู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“เช่นนั้นรอสักครู่นะเพคะ” รั่วซีรีบเข้าไปแต่งตัวด้วยความรวดเร็ว เพราะตอนนี้นางอยากจะปรึกษาเรื่องของฮองเฮาจะแย่แล้ว โดยลืมเรื่องที่ตนแต่งตัวไม่เหมาะสมต่อหน้าบุรุษไปเสียสนิท
“มีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถิด” หวังเหล่ยเอ่ยหลังจากที่รั่วซีนั่งลงแล้ว
“วันนี้ฮองเฮาเรียกหม่อมฉันเข้าไปพบเพคะ” รั่วซีเอ่ยเกริ่น
“ถือว่ามีความสามารถไม่น้อยที่สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย” เรื่องนี้ฉางเต๋อให้คนไปบอกเขาแล้ว ตอนนั้นเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะทำเช่นไรกับเรื่องนี้ ไม่คิดว่านางยังสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยและไม่ไปสร้างเรื่องในตำหนักฉางชุน
“นี่แหละเพคะที่หม่อมฉันไม่เข้าใจ ฮองเฮาพระทัยดีกับหม่อมฉันเป็นอย่างมาก ทั้งยังบอกว่าให้เข้าไปเยี่ยมที่วังหลวงบ่อย ๆ พระองค์ว่าแปลกหรือไม่” รั่วซีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง
“ทำดีกับเจ้า?” หวังเหล่ยพูดขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะเขาคิดว่าอย่างไรฮองเฮาก็ต้องเรียกรั่วซีเข้าไปในวังเพื่อสร้างความลำบากให้นางอย่างแน่นอน แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้
“เพคะ ไม่ได้มีท่าทีหาเรื่องเลยสักนิด” ก่อนจะเอ่ยเรื่องที่ตนเองคาใจ “พระองค์บอกว่าฮองเฮาส่งหม่อมฉันมาเป็นพระชายารองของพระองค์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตอนนี้พระนางต้องอยู่ฝั่งเดียวกับแม่เลี้ยงและน้องสาวหม่อมฉัน แต่มาทำดีกับหม่อมฉันเช่นนี้มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ”
“เรื่องที่ฮองเฮาส่งเจ้ามาแต่งงานกับข้าไม่ผิดแน่ แต่นางจะทำดีกับเจ้าไปทำไม” เขามั่นใจว่าสายข่าวของเขาไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน ตอนนี้คงต้องรู้ให้ได้ว่าฮองเฮาคิดที่จะทำอันใดกันแน่ “นางพูดอันใดกับเจ้าอีกหรือไม่”
“ก็คุยเรื่องทั่วไปนะเพคะ” รั่วซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะคิดเรื่องหนึ่งออก “จริงสิ ฮองเฮาทรงเอ่ยถึงพระมารดาของพระองค์ด้วยเพคะ”
หวังเหล่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “นางเอ่ยว่าเช่นไร”
“ฮองเฮาบอกว่า ท่านอ๋องไม่ชอบพระนางเพราะท่านอ๋องคิดว่าพระนางเป็นสาเหตุที่ทำให้พระมารดาของท่านอ๋องต้องจากไป” ประโยคหลังรั่วซีเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องกระทบกระเทือนจิตใจของเขาอย่างแน่นอน เพราะนางเองก็ไม่ได้ต่างไปจากเขาเท่าใดนัก
“หึ นางก็พูดถูกนี่” หวังเหล่ยเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างสมเพช หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่าย ตอนนี้เสด็จแม่ของเขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ที่คาดไม่ถึงคือเหตุใดต้องเอ่ยเรื่องนี้กับรั่วซีด้วย
“ท่านอ๋องคิดว่าฮองเฮามีแผนอันใดจึงได้ทำเช่นนี้” มาถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าอีกฝ่ายต้องการอันใดกันแน่
“ต้องการให้เจ้าอยู่ฝ่ายเดียวกับนางกระมัง เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถสืบเรื่องในตำหนักข้าได้” ตอนนี้เขามองได้อย่างเดียว เพราะมิเช่นนั้นก็คงไม่ทำดีกับนาง
“มิใช่คิดว่าหม่อมฉันไม่เหมาะกับองค์รัชทายาทหรือจึงส่งมาที่นี่ และที่สำคัญคงหวังให้หม่อมฉันตายด้วยกระมัง” รั่วซียังคิดไม่ตกเรื่องนี้ เพราะนางยังคิดว่าที่อีกฝ่ายส่งนางมาที่นี่ก็เพราะไม่อยากให้นางแต่งงานกับบุตรชาย
“ตายหรือ ฆ่าเจ้าให้ตายตั้งแต่อยู่ที่เรือนจะไม่ดีกว่าหรือ เหตุใดต้องทำให้วุ่นวายถึงเพียงนี้” มาถึงตอนนี้เขาก็พอจะเดาออกแล้วว่าเรื่องราวเป็นเช่นไรกันแน่ พวกนั้นหวังให้รั่วซีเป็นหมากตั้งแต่ตอนแรก แต่น่าเสียดายที่หมากตัวนี้ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะแต่ก่อนหรือตอนนี้
“ที่แท้หม่อมฉันก็เป็นหมากตั้งแต่แรก หากสามารถอยู่ในตำหนักนี้ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ตายไปก็ไม่เป็นอันใด” รั่วซีได้แต่เอ่ยออกมาอย่างสมเพชตนเอง อยากจะใช้นางเป็นหมากหรือ เห็นทีว่าคงจะไม่ได้ เพราะนางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาควบคุมได้ง่าย ๆ
นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตอนจบของหมากกระดานนี้จะเป็นเช่นไร แต่นางจะไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ เป็นแน่ คนพวกนั้นจะได้รู้ว่าการหลอกใช้ผู้อื่นจะต้องมีจุดจบเช่นไร