บทที่ 1
ไป๋รั่วซีเดินเข้ามาในตำหนักชินอ๋องด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง มองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่เรียบเฉย บรรยากาศภายในตำหนักดูกดดันเต็มไปด้วยความน่ากลัว ทั้งที่วันนี้ควรจะเป็นวันที่จวนครึกครื้น แต่นี่ผ้าแดงสักผืนก็ไม่มี
ทว่าสตรีที่เพิ่งแต่งเข้ามาก็หาได้สนใจไม่ นางเดินตามนางกำนัลไปยังที่พักของตนเองอย่างว่าง่าย ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเสียเท่าไหร่
“ท่านอ๋องอยู่ที่ใด” รั่วซีเอ่ยถามนางกำนัลที่นำทาง นางอยากรู้ว่าวันนี้นางจะได้พบหน้าเขาหรือไม่
“ท่านอ๋องมิได้อยู่ตำหนักเพคะ แต่พระองค์ให้มาแจ้งพระชายาว่าให้อยู่อย่างสงบอย่าสร้างเรื่องเพคะ” ชิงอีบอก นางได้รับหน้าที่แค่พาพระชายาคนใหม่มาส่งที่ตำหนัก และเอ่ยเพียงสองสามประโยคเท่านั้น
“เช่นนั้นก็ฝากบอกท่านอ๋องด้วยว่าข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดด้วย” รั่วซีบอก นางคิดแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ คนเช่นชินอ๋องน่ะหรือจะมายุ่งเกี่ยวกับสตรี คนที่แต่งเข้ามาก่อนหน้านางต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่มีจุดจบเช่นนั้นเป็นแน่
“เพคะ” ชิงอีรับคำ แต่นางก็ไม่สามารถรับปากได้ว่าท่านอ๋องจะยอมมาพบหน้าพระชายาหรือไม่
“อย่างไรก็ขอบใจเจ้ามาก” รั่วซีเอ่ยขอบคุณพร้อมกับถอดกำไลข้อมือตนยื่นไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นสินน้ำใจ นางคิดว่าคนที่อยู่ในตำหนักนี้ได้ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน “นี่ถือเป็นน้ำใจและของขวัญวันพบหน้า”
พูดจบก็เดินเข้าไปในเรือน ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าเช่นไร เพราะนางไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ขอเพียงทำสิ่งที่นางร้องขอให้สำเร็จเท่านั้น
“พระชายา เราจะอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ หรือเพคะ” ลี่มี่เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะเพียงแค่เดินเข้ามาในตำหนักนางก็รู้สึกกลัวจนแทบจะเดินไม่ไหว ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีบรรยากาศที่น่ากลัวเช่นนี้
“เหตุใดจะอยู่มิได้เล่า ข้าว่าเป็นเช่นนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องมีคนมายุ่งวุ่นวายกับพวกเรา” แม้ปากจะเอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่นางก็รู้ดีว่าไม่มีทางเป็นเช่นที่นางเอ่ย เพราะตอนนี้นางได้เข้ามาอยู่ในวังวนของอำนาจ ยากที่จะเลี่ยงความวุ่นวาย
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็ดีสิเพคะ กลัวแต่ว่าพวกเราจะไม่มีชีวิตรอดจนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขน่ะสิเพคะ” คิดอย่างไรนางก็ไม่เข้าใจผู้เป็นนาย สตรีทั่วทั้งเมืองต่างอยากสมรสเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท แต่นายหญิงของนางดันยอมขึ้นเกี้ยวมาแต่งให้ชินอ๋อง ทั้งที่ตนเองมีราชโองการสมรสกับองค์รัชทายาทอยู่ในมือ
แต่ก็อย่างว่า ฮูหยินใหญ่อยากผลักดันบุตรสาวของตนเองให้ได้รับตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาท พวกนางแม้จะอยากขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้
“ข้ามั่นใจว่าเดิมพันครั้งนี้ของข้าไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน” นางไม่รู้หรอกว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่นางมั่นใจว่าหากตกลงกับเขาได้ ชีวิตนี้ของนางก็ไม่ต้องกังวลอันใดอีก ตอนนี้นางได้แต่ภาวนาให้เขายอมมาพบตน ตามที่นางได้บอกกับนางกำนัลผู้นั้นไป
“หากมั่นใจเช่นนั้นก็พักผ่อนเถิดเพคะ วันนี้ก็เหนื่อยมามากแล้ว” ลี่มี่เสนอ เพราะเห็นท่าทางที่เหนื่อยล้าของผู้เป็นนาย จากนี้ไปไม่รู้ว่าต้องเจออันใดอีกบ้าง ในใจก็อยากเห็นนายหญิงมีความสุขจริง ๆ เสียที เพราะตั้งแต่เล็กจนโตนายหญิงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาโดยตลอด
รั่วซีอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะกลับออกมานอนพักผ่อน เพราะตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า จึงรู้สึกอ่อนเพลียไม่น้อย
หลังจากสมรสเข้ามาในตำหนักชินอ๋องนี่ก็นับเป็นเวลาหลายวันแล้ว ทว่ารั่วซีก็ยังไม่ได้พบหน้าของสวามีตนเองเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่านางกำนัลไม่นำเรื่องที่นางต้องการพบไปแจ้งหรือว่าแจ้งเขาไปแล้วแต่เขาไม่ยอมมากันแน่ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นข้อหลังเสียมากกว่า
วันนี้นางจึงตั้งใจจะไปแจ้งกงกงที่ดูแลตำหนักด้วยตนเอง และได้แต่หวังว่าเขาจะไว้หน้าของนางโดยการมาพบหน้ากันสักครั้ง
“กงกงท่านนี้ ผู้ใดเป็นผู้ดูแลตำหนักนี้หรือ” เมื่อเดินมาได้สักพักก็เห็นกงกงผู้นี้ยืนอยู่จึงได้เอ่ยถาม ชีวิตเช่นนี้จะว่าดีก็ดี จะว่ารันทดก็รันทด นางมาอยู่ที่นี่ก็หลายวันแล้ว นอกจากนางกำนัลที่มาส่งอาหารและดูแลตำหนักให้ นางก็ไม่ได้พบหน้าผู้ใดเลย แม้แต่คนที่คอยควบคุมดูแลตำหนักแห่งนี้นางก็ยังไม่เคยพบ นี่ขนาดเดินออกมาตั้งไกลนางยังไม่พบผู้ใดเลยสักคน
“พระชายารองมีอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉางเต๋อเอ่ยถาม เขาเป็นคนที่คอยดูแลทุกอย่างในตำหนักแห่งนี้เอง ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพระชายารองผู้นี้ต้องการอันใดกันแน่
“ข้ามีเรื่องจะสอบถามเสียหน่อย” รั่วซีเลือกที่จะเอ่ยอย่างเป็นกันเอง เพราะดูแล้วชายวัยกลางคนผู้นี้มิใช่คนธรรมดาแน่นอน “ผู้ใดเป็นคนดูแลจัดการเรื่องภายในตำหนักหรือ”
“เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่แท้ก็เป็นท่านเอง” รั่วซีทวนคำของเขาด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ นางคิดเอาไว้แล้วว่าคนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา “ข้ามีเรื่องให้กงกงช่วยสักหน่อยจะได้หรือไม่”
“เรียกกระหม่อมว่าฉางกงกงก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก “พระชายารองมีเรื่องอันใดให้กระหม่อมรับใช้เชิญรับสั่งมาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉางกงกงช่วยเป็นธุระติดต่อกับท่านอ๋องให้ข้าได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องสำคัญต้องการจะสนทนากับพระองค์” นางบอกไปตามตรง เพราะไม่ต้องการจะโกหกกันตั้งแต่แรก และที่สำคัญนางไม่กล้าคิดที่จะทำเช่นนั้นด้วย
“เดี๋ยวกระหม่อมจะแจ้งท่านอ๋องให้พ่ะย่ะค่ะ” เขาก้มหน้ารับคำ ไม่คิดว่าคำขอของอีกฝ่ายจะมีเพียงเท่านี้ เพราะคนก่อนหน้าที่แต่งเข้ามามักจะคิดว่าตนเป็นใหญ่ จึงได้วางอำนาจไปทั่ว ท้ายที่สุดก็กลับออกไปเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้น และที่สำคัญสตรีพวกนั้นมักจะเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามที่ส่งมาทั้งสิ้น จึงยากที่จะมีชีวิตกลับไป
“ขอบคุณฉางกงกงมาก” รั่วซียิ้มออกมาอย่างดีใจ จะว่าไปคนดูแลตำหนักก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แต่ก็มีความน่าเกรงขามอยู่มาก
“พระชายา ฉางกงกงเมื่อครู่น่ากลัวยิ่งนักเพคะ” ลี่มี่เอ่ยออกมาอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่านายหญิงยืนสนทนาด้วยได้อย่างไร ขนาดลูกน้องยังน่ากลัวขนาดนี้ แล้วท่านอ๋องเล่าจะน่ากลัวเพียงใด
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“เพคะ ไม่รู้ว่าพระชายาทนคุยไปได้อย่างไร” นึกถึงน้ำเสียงเมื่อครู่นางยังรู้สึกกลัวไม่หาย
“แล้วจะทำเช่นไรได้ นอกเสียจากทำใจให้ชิน” นางก็ไม่มีวิธีสำหรับเรื่องพวกนี้เช่นกัน แต่นางเชื่อว่าหากมิได้ทำความผิดก็ไม่ต้องไปหวาดกลัว พวกเขาไม่มีทางทำอันใดคนบริสุทธิ์เป็นแน่
“เฮ้อ...” ลี่มี่ได้แต่ถอนหายใจออกมาแรง ๆ เพราะก็คงทำได้เพียงแค่ที่นายหญิงบอก หากไม่ทำใจให้ชินก็ไม่มีวิธีอื่น แต่นางจะสามารถทำได้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้มีชาวบ้านพูดถึงเรื่องของรั่วซีอย่างหนาหู เพราะไม่ว่าสตรีสักกี่คนที่แต่งเข้าไปในตำหนักชินอ๋อง ก็อยู่ได้ไม่ถึงสิบวันเลยสักคน ไม่ว่าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดล้วนก็ต้องถูกส่งออกมาเพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้น ทุกคนต่างคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าชินอ๋องนั้นโหดเหี้ยม สตรีที่ถูกส่งเข้าไปจึงทนต่อความรุนแรงนั้นไม่ไหว และสิ้นใจไปในที่สุด
เพราะการแต่งงานครั้งนี้ก็เกินสิบวันแล้ว จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเพราะพระชายาที่เพิ่งแต่งเข้าไปไม่ได้รับความโปรดปราน และถูกละเลยจนมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้
ต่างก็พากันคิดไปเองว่าคนที่เพิ่งแต่งเข้าไปนั้นใบหน้าอัปลักษณ์ เพราะไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นหน้าบุตรสาวคนนี้ของสกุลไป๋เลยสักคน
“ท่านแม่ เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรเจ้าคะ เหตุใดมันยังรอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้” ไป๋เลี่ยงหรูเอ่ยกับมารดาอย่างไม่พอใจ เพราะนางคิดว่าหลังจากแต่งงานไปไม่กี่วัน รั่วซีจะต้องตายเหมือนคนอื่น ๆ แต่นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เหตุใดจึงยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้
“ไม่ต้องห่วง คนอื่นไม่สามารถรอดชีวิตออกมาได้ เจ้าคิดว่านางจะรอดออกมาได้หรือ” ขนาดคนที่มีฐานะสูงกว่ารั่วซียังไม่อาจเอาชีวิตรอดจากตำหนักชินอ๋องได้ นางเชื่อว่าลูกเลี้ยงคนนี้ของนางก็ต้องจบชีวิตลงที่นั่นอย่างแน่นอน
“ท่านแม่คิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เลี่ยงหรูถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะนางตั้งตารอให้อีกฝ่ายตายจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
“ใช่ หรือเจ้าเคยเห็นคนมีชีวิตรอดจากที่นั่น” หวังลี่ฟางย้ำให้บุตรสาวมั่นใจ เพราะอย่างไรนางก็เชื่อว่าสตรีผู้นั้นต้องตายอย่างแน่นอน
“ไม่เคยเจ้าค่ะ” แม้จะเป็นเช่นนั้นนางก็อยากให้อีกฝ่ายตายไปเสียวันนี้พรุ่งนี้
“เช่นนั้นเจ้าก็วางใจได้ อย่างไรนางก็ต้องตาย”
ลี่มี่กลับเข้ามาในตำหนักชินอ๋องด้วยความโมโห หลังจากออกไปเดินตลาดเพียงไม่นาน เพราะว่าชาวบ้านต่างเล่าลือเรื่องในจวนอ๋องกันอย่างสนุกปาก
“เป็นอันใดหรือ ไหนว่าจะออกไปซื้อของ เหตุใดถึงกลับมามือเปล่าเช่นนี้” รั่วซีที่เห็นว่าสาวใช้กลับมาพร้อมใบหน้าที่ยุ่งเหยิงจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็พวกชาวบ้านน่ะสิเพคะ พูดจากันเหลวไหลยิ่งนัก” ลี่มี่เอ่ยออกมาอย่างอารมณ์เสีย นางกะว่าจะออกไปซื้อของให้นายหญิงเสียหน่อย แต่ไปได้ยินคำพูดเหล่านั้นจึงไม่มีอารมณ์ที่จะเลือกซื้อต่อ
“พูดเรื่องอันใดหรือ” รั่วซีเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก จึงไม่รู้ว่าด้านนอกเป็นเช่นไรบ้าง เพราะเพียงแค่เรื่องของตนเองตอนนี้นางก็แทบจะเอาตัวไม่รอด ที่นางบอกฉางกงกงไปวันนั้น นี่ก็ผ่านมาหลายวัน ท่านอ๋องก็ไม่ยอมออกมาพบหน้านางเสียที จนตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแล้ว
“ก็คนพวกนั้นต่างก็พูดว่าที่นายหญิงมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้เป็นเพราะไม่ได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋อง” ยิ่งคิดเรื่องนี้ก็ยิ่งโมโห ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นคิดเช่นนี้ได้อย่างไร “มิหนำซ้ำยังบอกว่าที่ท่านไม่ได้รับความโปรดปรานก็เพราะมีใบหน้าอัปลักษณ์”
จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร นายหญิงของนางมีใบหน้างดงามถึงเพียงนี้จะมาว่าอัปลักษณ์ได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะวันนี้นางออกไปคนเดียวก็คงจะได้สู้กันสักรอบ ที่กล้ามาว่านายหญิงของนางนั้นเป็นคนอัปลักษณ์