บทที่ 2
ไป๋รั่วซีนั่งฟังสาวใช้คนสนิทเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในตำหนักชินอ๋องแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ เลยสักคน
“ช่างเถิด เรื่องที่พากันพูดถึงก็มิใช่เรื่องจริงเสียหน่อย เจ้าจะใส่ใจไปทำไม” รั่วซีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ เรื่องที่นางสนใจตอนนี้มีเพียงแค่ว่าจะพบหน้าเจ้าของตำหนักนี้ได้อย่างไร
“แต่ชื่อเสียงของพระชายาเสียหายนะเพคะ” ลี่มี่เอ่ยอย่างไม่ยินยอม จะยอมให้คนปากพล่อยพวกนั้นพูดจาไปเรื่อยได้อย่างไร
“คนทั้งเมืองหลวง เจ้าจะไปทำอันใดพวกเขาได้” นางเชื่อว่าคนที่พูดถึงเรื่องนี้คงมีไม่น้อย เพราะการแต่งงานครั้งก่อน ๆ ของชินอ๋องนางก็ยังได้รู้ข่าว ทั้งที่ตัวนางเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าใดนัก
“เราจะอยู่เฉย ๆ เช่นนี้หรือเพคะ” ลี่มี่เอ่ยออกมาอย่างจนใจ นี่ขนาดแต่งมาเป็นพระชายาของชินอ๋อง พวกนางก็ยังไม่สามารถทำอันใดได้เลยหรือ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา” หญิงสาวได้แต่เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตอนนี้นางก็รอเหมือนกันว่าเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง เพราะตอนนี้ตัวช่วยที่สำคัญของนางก็ยังไม่ยอมมาพบนางเลยสักครั้ง
“ระหว่างวันนั้นกับวันตาย อะไรจะมาถึงก่อนกันเพคะ” ลี่มี่พูดออกมาอย่างหมดอาลัย จนตอนนี้ท่านอ๋องก็ยังไม่ยอมออกมาพบหน้าพวกนาง แล้วหนทางรอดของพวกนางจะเหลืออยู่หรือไม่
“เราไม่ตายแน่นอน” รั่วซีเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ คนไม่เคยเห็นหน้ากันจะมาสั่งสังหารโดยไร้เหตุผลได้อย่างไร ยิ่งได้เข้ามาอยู่นางก็เหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้น สตรีที่แต่งเข้ามาทุกคนก็คงจะเหมือนนาง ที่ไม่เคยได้พบหน้าเจ้าของตำหนักเลยสักครั้ง แต่พวกนางคงทำผิดอันใดจึงได้ถูกกำจัดไปเช่นนั้น
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฉางเต๋อก็เข้ามาขอพบ
“วันนี้ท่านอ๋องกลับมาที่ตำหนัก จึงให้กระหม่อมมาเชิญพระชายาไปเสวยอาหารร่วมกันสักมื้อพ่ะย่ะค่ะ” ฉางกงกงเอ่ย เขายังคงท่าทีนิ่งขรึมเช่นเดิม เหมือนที่เคยพบหน้ากันครั้งแรก
“ขอบคุณฉางกงกงที่เป็นธุระให้” รั่วซีเอ่ยขอบคุณ นางเชื่อว่าในครั้งนี้ที่นางได้พบหน้าเจ้าของตำหนักก็เพราะกงกงผู้นี้
“เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เขาเฝ้าสังเกตพระชายาพระองค์นี้มาหลายวันก็ไม่เห็นว่ามีพิรุธอะไร ใช้ชีวิตปกติไม่ได้เหมือนคนอื่น ๆ ที่ผ่านมา จึงได้นำเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการพบไปแจ้งแก่ผู้เป็นนาย
“เช่นนั้นฉางกงกงนำทางไปเถิด” รั่วซีเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และวันนี้ก็มาถึง เขายอมมาพบหน้านางเสียที
“เชิญพ่ะย่ะค่ะ” ฉางเต๋อเดินนำรั่วซีไปหาเจ้าของตำหนักที่ศาลาส่วนพระองค์ บริเวณนี้หากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม
รั่วซีมองไปรอบ ๆ บริเวณที่ถูกพามา ตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในตำหนักแห่งนี้นางยังไม่เคยเดินไปที่ใดเลย นอกจากบริเวณตำหนักของตนเอง เพราะกลัวจะถูกสงสัยเอาได้ นางยอมรับเลยว่าเมื่อมาอยู่ในตำหนักนี้นางต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากพลาดไปนั่นหมายถึงชีวิต
“หม่อมฉันคารวะท่านอ๋องเพคะ” รั่วซีย่อกายทำความเคารพผู้เป็นสวามีด้วยท่าทางงดงาม พลางลอบสำรวจอีกฝ่ายอย่างพินิจ
เหลียงหรงหวังเหล่ยนั่งมองผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระชายาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าสายตากลับลอบสำรวจอีกฝ่ายไม่ต่างกัน
ฉางเต๋อเมื่อมาส่งรั่วซีแล้วก็ลอบออกไปเงียบ ๆ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
ทางฝั่งของรั่วซีก็ย่อกายรอเขาอนุญาตให้ลุกขึ้น ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่เห็นว่าจะเอ่ยปาก นางจึงได้ลุกขึ้นเอง
“ไม่รอให้อนุญาตแล้วหรือ” หวังเหล่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างจากหน้าตา
“รอไปก็ไม่รู้ว่าจะอนุญาตหรือไม่” รั่วซีกล่าว พลางเดินไปนั่งลงข้าง ๆ เขาอย่างไม่เกรงกลัว
“ฉางเต๋อบอกว่าเจ้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับข้า” หวังเหล่ยเข้าประเด็นทันที เพราะเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านางอยากจะพูดเรื่องอันใดกับเขา
“ใช่ หม่อมฉันมีเรื่องที่ต้องการตกลงกับท่านอ๋องสักหน่อยเพคะ” หญิงสาวรินชาให้ตนเองด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนคนอื่น ซึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายแปลกใจอยู่ไม่น้อย
“มีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถิด”
“พระองค์คงรู้ว่าหม่อมฉันเป็นบุตรสาวของผู้ใด และมีฐานะเช่นไรก่อนที่จะมาสมรสให้พระองค์” รั่วซีเอ่ยเกริ่น เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเขาก็ต้องให้คนตามสืบเรื่องของนางมาแล้ว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้เอ่ยอะไร นางจึงได้พูดต่อไป
“เดิมทีหม่อมฉันจะต้องสมรสกับองค์รัชทายาท แต่แม่เลี้ยงของหม่อมฉันไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดจึงทำให้หม่อมฉันมาสมรสกับพระองค์ได้” พูดจบก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเพื่อดับกระหาย
“อยากกลับไปสมรสกับองค์รัชทายาท” หวังเหล่ยเลิกคิ้วถาม เขาคิดมาตลอดว่านางจะให้เขาช่วยเรื่องอันใด ไม่คิดว่านางจะมาเอ่ยเรื่องที่ไร้สาระเช่นนี้
“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร มิสู้อยู่ข้างกายพระองค์ แล้วยิ่งใหญ่ไปด้วยกันมิดีกว่าหรือเพคะ” นางรู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตำแหน่งอ๋อง และตอนนี้เขาก็คงหาทางแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทมาเป็นของตนเอง
หวังเหล่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดตรงหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะยื่นมือไปบีบคางของหญิงสาวอย่างแรง
“คนรู้มากมักจะตายเร็ว เจ้ารู้หรือไม่”
“พระองค์ไม่ฆ่าหม่อมฉันหรอกเพคะ มิเช่นนั้นหม่อมฉันก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้” แม้จะเจ็บมากเพียงใดก็พยายามฝืนเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว นางจะให้เขาเห็นไม่ได้ว่านางรู้สึกกลัวเพียงใดยามที่อยู่ต่อหน้าของเขา
“มั่นใจในตนเองเกินไปหรือไม่” เขาสะบัดมือออกจากใบหน้าของนางอย่างแรง ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม
“หม่อมฉันมิได้ทำอันใด พระองค์จะสังหารหม่อมฉันด้วยเรื่องอันใด” นางยังคงมั่นใจว่าเขาไม่มีทางสังหารคนบริสุทธิ์ แต่จากนี้นางก็ไม่รู้ว่าเขาจะรำคาญจนสั่งให้คนสังหารนางหรือไม่ “สตรีก่อนหน้าก็มิใช่ว่ามีความผิดหรือจึงได้เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
“เจ้าอยากได้อันใดก็เอ่ยออกมาเถิด” เมื่อเห็นความพยายามของนาง จึงได้เอ่ยถามอย่างตัดรำคาญ
“หม่อมฉันไม่ได้ต้องการความรักจากพระองค์ ไม่ได้ต้องการการใส่ใจหรืออันใดทั้งสิ้น” รั่วซีเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อ “หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการความมั่นคงในชีวิต และแรงสนับสนุนจากพระองค์นิดหน่อยเพคะ”
“แล้วเหตุใดข้าต้องทำตามคำขอของเจ้า” เขาก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีว่าเขาได้อะไรจากเรื่องนี้
“อันดับแรก หม่อมฉันอยู่ที่นี่ได้ จะต้องมีคนพยายามส่งสตรีอื่นเข้ามาที่นี่อีกอย่างแน่นอน เรื่องเหล่านี้พระองค์ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวหม่อมฉันจะจัดการสตรีเหล่านี้ให้พระองค์เอง” รั่วซีอธิบาย เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับนาง หลายคนส่งสตรีเข้ามาเพื่อหวังเอาใจ หลายคนส่งมาเพื่อหวังสืบความลับในตำหนัก เพียงแค่สตรีไม่กี่คนนางสามารถจัดการได้อย่างสบาย ๆ
“ข้าฆ่าเจ้าทุกอย่างก็จบ ไม่เห็นต้องคิดอันใดให้มาก” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ เรื่องพวกนี้ไม่เห็นต้องคิดอันใดมาก หากทำอันใดให้เขาไม่พอใจ สังหารเสียก็สิ้นเรื่อง
“ฆ่าหม่อมฉันก็มีมาอีก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้าคน เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่ต้องให้พระองค์มาลำบากจัดการด้วยตนเอง ให้หม่อมฉันเป็นคนจัดการจะไม่ดีกว่าหรือ” รั่วซีพยายามโน้มน้าว เพราะนี่เป็นช่วงสำคัญที่สุด หากนางทำสำเร็จชีวิตต่อจากนี้ของนางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอันใดอีก “และที่สำคัญหม่อมฉันมั่นใจว่าตนสามารถทำประโยชน์ให้พระองค์ได้อีกมาก”
“ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่ออำนาจเช่นนั้นหรือ” หวังเหล่ยถาม ทุกคนล้วนต้องการอำนาจกันทั้งนั้น เพียงแต่เขาไม่คิดว่านางจะมาเอ่ยกับเขาตรง ๆ เช่นนี้
“หม่อมฉันมิได้ต้องการอำนาจ หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการมีชีวิตรอดและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเท่านั้นเพคะ” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้รั่วซีก็ได้แต่สมเพชตัวเอง “พระองค์คงรู้แล้วว่ายามอยู่ที่จวนหม่อมฉันมีชีวิตที่น่าสมเพชเพียงใด ตอนนี้หม่อมฉันเพียงต้องการชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเพคะ”
หวังเหล่ยนั่งฟังอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขารู้ว่ายามที่อยู่สกุลไป๋นางมีความเป็นอยู่เช่นไร จึงไม่แปลกใจที่นางต้องการหลุดพ้นออกมาจากที่นั่น และมีอำนาจมากขึ้น เพราะหากเขาเป็นนางเขาก็คงทำเช่นเดียวกัน
“ได้ ข้าตกลงตามที่เจ้าเสนอมา” หวังเหล่ยยอมตกลงอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าคนเช่นนางคงจะมีประโยชน์กับเขาไม่มากก็น้อย ไหนจะสมองที่ชาญฉลาดนั่นอีก ซึ่งตอนนี้เขามีแต่ได้กับได้ ไม่เห็นว่าจะต้องเสียประโยชน์อันใด
“ขอบพระทัยเพคะ” รั่วซีได้แต่ยิ้มหน้าบาน ตอนนี้นางมีศักดิ์เป็นถึงพระชายาที่ชินอ๋องยอมรับ อยากทำอันใดก็ได้ไม่ต้องหวาดกลัวผู้ใดทั้งนั้น ขอเพียงอย่างเดียวคืออย่าไปล้ำเส้นเขาเท่านั้นเป็นพอ ซึ่งข้อนี้นางสามารถทำได้อย่างไม่ต้องกังวล
“จะบอกอันใดให้ คนที่ช่วยสตรีสกุลหวังทำให้เจ้าได้สมรสเข้ามาอยู่ที่นี่ก็คือเจินฮองเฮา” พูดจบเขาก็เดินจากไปไม่คิดที่จะอธิบายอันใดต่อ เพราะคิดว่านางคงจะเดาได้ว่าเรื่องราวเป็นมาเช่นไร
“ขอบพระทัยเพคะที่ไขข้อข้องใจให้หม่อมฉัน” รั่วซีเอ่ยขอบคุณแม้ว่าเขาจะเดินไปไกลแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเพราะเหตุใดฮองเฮาจึงทำเช่นนี้ ถึงแม้ว่าตระกูลบิดาของนางจะใหญ่โต แต่ฝั่งมารดานั้นเป็นเพียงขุนนางทั่วไปที่ไม่ได้มีความสำคัญในราชสำนัก ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะเลือกน้องสาวของนางที่ตระกูลฝั่งบิดามารดาเพียบพร้อม
แต่นางก็มิได้โกรธเคืองอันใด ทำเช่นนี้ก็เป็นผลดีต่อตัวของนางเอง เพราะนางก็ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในวังวนที่โสมมเช่นนั้น มิสู้อยู่ข้างชินอ๋องช่วยให้เขาขึ้นสู่ที่สูงอย่างไม่มีอุปสรรค
เมื่อวันนั้นมาถึง เขาไม่มีทางมองไม่เห็นความสำคัญของนาง แล้วตำแหน่งหงส์ข้างกายของเขาจะเป็นผู้ใดไปได้ นอกจากคนที่อยู่ข้างกายเขามาตลอดเช่นนาง
หากวันนั้นมาถึงแล้วไม่เป็นไปตามที่นางคาดการณ์เอาไว้ นางก็จะไม่ขออันใดมาก นางขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข อย่าให้มีผู้ใดเข้ามาวุ่นวาย และขอเงินสักก้อนเพื่อไปตั้งตัวเป็นพอ