ร้านข้าวแกงแม่ประคอง (โซนล้างจาน) เวลา 10:30 น.
ข้าวแกงก้นหม้อหมดเกลี้ยงจาน แต่ภารกิจในสมรภูมิแห่งนี้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ
‘แม่ประคอง’ ยกกะละมังอลูมิเนียมใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยถ้วยชามและหม้อแกงที่คราบพริกแกงเริ่มแห้งกรังมาวางไว้ที่ซอกข้างร้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ซักล้างแบบเปิดที่มีเพียงก๊อกน้ำเก่าๆ และเก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ย
“ใครอาสาเป็นหน่วยทะลวงฟันล้างหม้อแกงจ๊ะ?” แม่ประคองถามพลางปาดเหงื่อ
“ผมเองแม่... เดี๋ยวให้คุณชายเขาช่วยประคองหม้อ ส่วนหลิว... คุณไปช่วยแม่จัดร้านเถอะ มือเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ”
‘เจโน่’ พูดพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เขาหันไปพยักหน้าให้หลิวที่ดูเหมือนอยากจะช่วยแต่ก็ถูกเบรกไว้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ (ที่นานๆ จะมีที) ของเจโน่ หลิวพยักหน้าตอบรับนิ่งๆ ก่อนจะขยับไปช่วยแม่ประคองเก็บกวาดเก้าอี้หน้าร้านอย่างรู้หน้าที่
‘มิ๊ก’ มองกองหม้อแกงใบยักษ์ที่มีคราบกะทิแห้งติดอยู่แล้วลอบถอนหายใจ เขาขยับแว่นสายตาที่เริ่มเลื่อนเพราะเหงื่อ ยอมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกฝั่งตรงข้ามกับเจโน่
“เอาจริงๆ นะเจโน่... ผมไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะต้องมานั่งล้างหม้อใบใหญ่เท่าตัวผมแบบนี้” มิ๊กบ่นอุบอิบ พลางหยิบฟองน้ำขึ้นมา
“คิดซะว่าเป็นการคาร์ดิโอช่วงแขนไงคุณชาย...”
เจโน่หัวเราะเบาๆ เขาเปิดน้ำใส่หม้อใบใหญ่ที่สุด แรงดันน้ำกระเซ็นใส่หน้าอกที่เปียกชื้นเหงื่อจนเสื้อยืดสีดำแนบไปกับกล้ามเนื้ออกชัดเจน
ในจังหวะที่เจโน่ก้มหน้าก้มตาใช้ฝอยขัดหม้อถูคราบพริกแกงอย่างขะมักเขม้น มิ๊กกลับเผลอจ้องมองคนตรงหน้าอย่างลืมตัว
แสงแดดจัดยามสายสะท้อนกับหยดน้ำบนผิวหน้าของเจโน่ ใบหน้าของเขาไม่ได้กร้านแดดจนดำสนิทอย่างที่มิ๊กเคยคิดในตอนแรก แต่กลับเป็นสีแทนสุขภาพดีที่ดูสะอาดสะอ้านแม้อยู่ในชุดที่เลอะเทอะ สันกรามที่คมชัดและนัยน์ตาที่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ทำให้เจโน่ดูมีเสน่ห์แบบ ‘เชฟมืออาชีพ’ ในแบบที่มิ๊กไม่เคยเห็นในสถาบัน
“มองอะไรขนาดนั้น... ติดใจความหล่อของพี่จริงจังแล้วเหรอ?”
เจโน่เงยหน้าขึ้นมาสบตาพร้อมรอยยิ้มพราวระยับ น้ำจากหม้อกระเด็นโดนแก้มขาวของมิ๊กจนเจ้าตัวสะดุ้ง
“บะ... บ้าเหรอ! ผมมองคราบหมูที่หูหม้อนั่นต่างหาก คุณขัดไม่สะอาด!” มิ๊กรีบก้มหน้าลงขัดหม้อในมือตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ปากแข็ง...” เจโน่พึมพำยิ้มๆ
...
เสียงขัดหม้อ แกรกๆ ดังคลอกับเสียงน้ำไหล ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ไม่ได้ทำให้อึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ ‘สุก’ กำลังดี
“เจโน่...” มิ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ทำไมคุณถึงยอมไปเรียนที่สถาบันนั่น ทั้งที่ฝีมือคุณที่นี่ก็เลี้ยงตัวได้สบายอยู่แล้ว”
เจโน่หยุดมือ เขาจ้องมองฟองสบู่ในหม้ออยู่ครู่หนึ่ง
“เพราะกูไม่อยากให้ร้านแม่กูเป็นแค่ ‘ร้านข้างทาง’ ไปตลอดชีวิตน่ะสิ...” เจโน่พูดเสียงทุ้ม “กูอยากเอาเทคนิคตะวันตกมาปรับใช้ อยากทำให้ข้าวแกงของแม่กูเป็นงานศิลปะที่คนทั่วโลกยอมรับ... แต่ที่สำคัญที่สุดคือกูอยากเก่งพอที่จะยืนข้างมึงได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นแค่กุ๊ยหลังเตาไง”
คำพูดตรงๆ ของเจโน่ทำเอามิ๊กนิ่งอึ้งไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้ท่าทางห่ามๆ และคำพูดกวนประสาท เจโน่แบกความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไว้
“คุณ... คุณไม่ต้องเก่งขนาดนั้นเพื่อจะยืนข้างผมหรอกนะ” มิ๊กพูดเสียงเบาจนเกือบถูกเสียงน้ำกลบ
“หือ? เมื่อกี้มึงว่าไงนะ?”
“เปล่า! ผมบอกว่าคุณขัดหม้อใบนั้นเสร็จรึยัง ผมจะล้างน้ำเปล่า!” มิ๊กแว๊ดใส่หน้าแดงก่ำ
เจโน่หัวเราะร่า เขาพอจะเดาออกว่ามิ๊กพูดอะไร แต่เขาเลือกที่จะไม่ล้อต่อเพื่อให้คนขี้เขินได้มีพื้นที่หายใจ
...
หน้าตึกสถาบัน เวลา 16:00 น.
หลังจากจัดการความเรียบร้อยที่ร้านแม่ประคองเสร็จสิ้น ทั้งสามคนก็กลับมาที่สถาบันเพื่อเตรียมตัวเข้าคลาสทฤษฎีในช่วงเย็น
สภาพของมิ๊กและเจโน่ที่เดินเคียงข้างกันเข้ามาในอาคารหรูหรานั้นดูขัดกันอย่างสิ้นเชิง มิ๊กในชุดที่เปื้อนคราบน้ำมันจางๆ แต่ใบหน้ากลับดูผ่อนคลายอย่างประหลาด ส่วนเจโน่เดินแบกเป้คู่ใจด้วยท่าทางมั่นคงเหมือนเดิม
หลิวที่เดินตามมาข้างหลังมองแผ่นหลังของทั้งสองคนแล้วอมยิ้มบางๆ เธอเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘น้ำ’ กับ ‘ไฟ’
“เจโน่... พรุ่งนี้ในแล็บ อย่าลืมมาให้เช้าล่ะ ผมมีเทคนิคซอสตัวใหม่จะลองทำดู” มิ๊กพูดขณะเดินไปที่หน้าล็อกเกอร์
“ครับจารย์... จะมาให้เช้าจนมึงตกใจเลยล่ะ” เจโน่โบกมือลา
ขณะที่เจโน่เดินแยกไปอีกทาง มิ๊กกลับยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังแกร่งนั้นไป กลิ่นพริกแกงที่ติดตัวมาเริ่มจางไป แต่ความรู้สึกอบอุ่นในใจกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับมิ๊ก... รสชาติของวันนี้ไม่ได้มีแค่ความเผ็ดร้อนของแกงพะแนง แต่มีรสหวานจางๆ ของความ ‘เข้าอกเข้าใจ’ เจือปนอยู่ด้วย
การเรียนรู้ที่จะเป็นเชฟไม่ได้จบลงแค่ในห้องครัว แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ ‘ปรุง’ ตัวเองให้เข้ากับรสชาติของคนอื่น และดูเหมือนว่ามิ๊ก... จะเริ่มติดใจรสชาติที่ชื่อว่า ‘เจโน่’ เข้าเสียแล้ว