ห้องเรียนทฤษฎี (Lecture Hall) เวลา 09:00 น.
แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเข้ามาในห้องบรรยายขนาดใหญ่ที่ถูกจัดที่นั่งแบบขั้นบันได
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงกดแป้นพิมพ์แล็ปท็อปเบาๆ ดังประสานกัน
วันนี้เป็นวิชา ‘ทฤษฎีอาหารตะวันตก’ (Culinary Theory)
วิชาที่เปรียบเสมือนยาขมหม้อใหญ่สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่ถนัดใช้แรงมากกว่าใช้สมอง
‘มิ๊ก’ นั่งหลังตรงอยู่ที่แถวที่สามจากด้านหน้า ตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สามารถสบตาอาจารย์ได้ชัดเจนและมองเห็นสไลด์บนจอโปรเจกเตอร์ได้เต็มตา
ตรงหน้าเขามีไอแพดรุ่นล่าสุด ปากกาสไตลัส และสมุดจดบันทึกที่แยกสีปากกาไว้อย่างเป็นระเบียบ
สีน้ำเงินสำหรับเนื้อหา... สีแดงสำหรับคำศัพท์สำคัญ... สีดำสำหรับเกร็ดความรู้เพิ่มเติม
มิ๊กกำลังจดจ่ออยู่กับการบรรยายเรื่อง ‘Les Fonds de Cuisine’ หรือพื้นฐานน้ำสต็อก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาหารฝรั่งเศส
“จำไว้นะครับนักศึกษา...”
เชฟผู้บรรยายพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบชวนง่วง
“การทำ Brown Stock หรือ Fond Brun จะต้องมีการ Pincé (ปิงเซ่) หรือการผัดมะเขือเทศเข้มข้นให้เป็นสีน้ำตาลเพื่อเอารสชาติและสี... ห้ามไหม้เด็ดขาด ถ้าไหม้คือขม และต้องทิ้งทั้งหม้อ”
มิ๊กพยักหน้าเบาๆ มือตวัดจดคำว่า Pincé ลงในสมุด พร้อมวาดรูปประกอบเล็กๆ เพื่อกันลืม
แต่แล้ว... สมาธิอันแน่วแน่ของเขาก็ถูกรบกวนด้วยวัตถุหนักๆ บางอย่างที่หล่นลงมากระทบไหล่ซ้าย
ตุบ...
มิ๊กสะดุ้ง หันขวับไปมอง
‘เจโน่’ ที่นั่งอยู่ข้างๆ (เพราะโดนมิ๊กไล่ที่มาจากแถวหลังเมื่อเช้า เนื่องจากสายตาเจโน่ดูสั้นแต่ไม่ยอมตัดแว่น) ตอนนี้กำลังคอพับคออ่อน ศีรษะเอียงมาซบไหล่เขาอย่างหมดสภาพ
เสียงกรนเบาๆ ครอก... ฟี้... ดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่เผยอนิดๆ
“นี่คุณ...”
มิ๊กกระซิบเรียก ใช้ปากกาดันหัวทุยๆ ของอีกฝ่ายให้ออกไปห่างตัว
“ตื่น... น้ำลายจะยืดใส่เสื้อผมแล้ว”
เจโน่สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงกว่าเดิมเพราะนอนทับ รอยแดงจากตะเข็บแขนเสื้อประทับเด่นหราอยู่บนแก้ม
“หือ... เลิกแล้วเหรอ?”
เจโน่ถามเสียงงัวเงีย พลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ
“เลิกบ้าอะไร เพิ่งเริ่มไปได้ครึ่งชั่วโมง”
มิ๊กบ่นอุบ หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดไหล่เสื้อตัวเองอย่างรังเกียจ ทั้งที่จริงๆ มันไม่มีน้ำลายสักหยด
“เชฟพูดภาษาอะไรวะ... ปิงซ่ง ปิงเซ่ ฟังไม่รู้เรื่อง”
เจโน่บ่นพึมพำ เอามือขยี้ตา
“ศัพท์เทคนิคอาหารไง คุณไม่อ่านตำรามาก่อนเข้าคลาสหรือไง?”
“อ่านแล้ว... แต่มันเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม กูแปลไม่ออก”
ประโยคท้ายเจโน่พูดเสียงเบาลง แววตาที่เคยมั่นใจวูบไหวไปชั่วขณะ
มิ๊กชะงักไปนิด เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหนังสือเรียนของที่นี่เป็น Text Book ภาษาอังกฤษล้วน และศัพท์เฉพาะเป็นภาษาฝรั่งเศสเกือบทั้งหมด
สำหรับมิ๊กที่จบนอกมา มันคือเรื่องปกติ แต่สำหรับเจโน่... เด็กวัด เด็กตลาด ที่ภาษาอังกฤษเป็นยาขม มันคือกำแพงที่สูงยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีน
“แล้วคุณจะสอบผ่านได้ยังไง ถ้าไม่เข้าใจทฤษฎี”
มิ๊กถามเสียงเรียบ ไม่ได้เยาะเย้ย แต่ถามด้วยความสงสัย
“ก็ใช้เซ้นส์เอาดิ... อาหารมันใช้ลิ้นชิม ไม่ได้ใช้ดิกชันนารีชิม”
เจโน่ตอบแบบกำปั้นทุบดิน พยายามกลับมาทำตัวกวนประสาทเหมือนเดิมเพื่อกลบเกลื่อนปมด้อย
“ตรรกะวิบัติ”
มิ๊กส่ายหัว แล้วหันกลับไปสนใจหน้าจอต่อ
ผ่านไปสักพัก มิ๊กเริ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากด้านข้าง เขาเหลือบตาไปมอง... เห็นเจโน่กำลังชะโงกหน้าเข้ามา เพ่งมองหน้าจอไอแพดของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ลอกหน่อยดิ”
เจโน่กระซิบ
“ฮะ?”
“จดไม่ทัน... แล้วลายมือมึงสวยดี อ่านง่าย ขอลอกหน่อย”
มิ๊กถอนหายใจยาว อยากจะด่ากลับไปว่า ‘เรื่องของมึง’ แต่พอเห็นแววตาเว้าวอนเหมือนหมาหลงทางของเจโน่ เขาก็ใจอ่อน (นิดหน่อย)
“ห้ามเอามือมาโดนจอผมนะ มือคุณมัน...”
“เออน่า มือพึ่งล้างมา สะอาดกว่าจิตใจมึงอีก”
เจโน่สวนกลับทันควัน แล้วรีบหยิบสมุดเล่มยับๆ ของตัวเองขึ้นมาจดตามยิกๆ
บรรยากาศการเรียนดำเนินต่อไปโดยมีความเงียบที่แปลกประหลาดปกคลุมระหว่างคนสองคน มิ๊กจด... เจโน่ลอก มิ๊กวาดรูป... เจโน่วาดตาม (แม้จะออกมาเหมือนไส้เดือนมากกว่าเส้นสปาเก็ตตี้)
...
ห้องปฏิบัติการครัว (Practical Kitchen) เวลา 13:00 น.
หลังจากภาคทฤษฎีอันแสนทรมาน (สำหรับเจโน่) ก็เข้าสู่ภาคปฏิบัติที่ทุกคนรอคอย
โจทย์วันนี้คือการทำ Brown Stock (น้ำสต็อกสีน้ำตาล) ซึ่งเป็นเบสของซอสเกือบทุกชนิดในครัวตะวันตก
กลิ่นกระดูกวัวอบ (Roasted Bones) หอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง เตาอบขนาดใหญ่กำลังทำงานเต็มกำลัง ความร้อนระอุแผ่ออกมาจนหน้ามันแผล็บ
มิ๊กกำลังยืนหน้าเตาแก๊ส สมาธิจดจ่ออยู่กับหม้อสต็อกใบใหญ่ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ Dépouiller (เดปุยเย่) หรือการช้อนฟองไขมันทิ้ง
มันคืองานที่ต้องใช้ความอดทนขั้นสูงสุด ต้องคอยยืนเฝ้าหม้อที่เดือดปุดๆ เบาๆ (Simmer) และใช้กระบวยค่อยๆ ช้อนฟองสกปรกที่ลอยขึ้นมาออกทีละนิด ทีละนิด... ห้ามคนแรงเด็ดขาด ไม่งั้นน้ำจะขุ่น
มิ๊กทำมันเหมือนการทำสมาธิ เขาค่อยๆ ปาดฟองออกอย่างนิ่มนวล น้ำสต็อกในหม้อของเขาใสแจ๋วเป็นสีน้ำตาลแดงสวยงาม
แต่ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
“ร้อนฉิบหายยยย!”
เสียงบ่นดังมาจากสเตชั่นข้างๆ อีกแล้ว
เจโน่กำลังเหงื่อท่วมตัว เขาเร่งไฟเตาแก๊สจนแรงสุด น้ำในหม้อเดือดพล่านปุดๆๆ จนฟองกระเด็น
“เบาไฟลงหน่อยคุณ! น้ำมันขุ่นหมดแล้ว!”
มิ๊กหันไปเตือนด้วยความหงุดหงิด
“ก็กูใจร้อนน่ะ... เมื่อไหร่มันจะเสร็จวะ ต้องต้มตั้ง 4 ชั่วโมง จะบ้าตาย”
เจโน่บ่นพลางเอาตะหลิวคนลงไปในหม้ออย่างแรง
“หยุด! ห้ามคน!”
มิ๊กร้องเสียงหลง รีบวางกระบวยแล้วเดินมาคว้าข้อมือเจโน่ไว้
“คุณคนทำไมเนี่ย! ไขมันมันจะแตกตัวลงไปผสมกับน้ำ ทีนี้สต็อกคุณก็จะขุ่นเป็นโคลน แล้วก็จะสอบตก!”
เจโน่ชะงัก ก้มมองมือขาวๆ ที่จับข้อมือเปื้อนเขม่าของเขาไว้แน่น แรงบีบของมิ๊กไม่ได้เยอะเลย แต่แปลกที่ทำให้เขาหยุดได้
“แล้วจะให้ทำไง? ยืนจ้องมันเฉยๆ เหรอ? กูเป็นสมาธิสั้นนะเว้ย”
“ยืน-ช้อน-ฟอง-ออก”
มิ๊กเน้นทีละคำ ปล่อยมือเจโน่ แล้วหยิบกระบวยอันใหม่ยัดใส่มืออีกฝ่าย
“ทำแบบนี้...”
มิ๊กสาธิตให้ดูด้วยหม้อของตัวเอง “เห็นมั้ย? ค่อยๆ ปาดจากตรงกลางออกไปข้างขอบ... เบาๆ เหมือนคุณกำลัง... อาบน้ำให้เด็กทารก”
เจโน่มองท่าทางที่ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วของมิ๊กแล้วเบ้ปาก แต่เขาก็ยอมทำตาม
เจโน่ลดไฟลงเหลือแค่ไฟอ่อน (Simmer) แล้วลองใช้กระบวยปาดฟองดูบ้าง ครั้งแรก... มือหนักไป น้ำกระเพื่อม ครั้งที่สอง... ดีขึ้น ครั้งที่สาม... เจโน่เริ่มจับจังหวะได้
เขามองดูฟองสีเทาๆ ที่ถูกตักออกไป เผยให้เห็นน้ำซุปใสๆ ข้างใต้ ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจ... ความรู้สึก ‘สงบ’
เจโน่เหลือบมองคนข้างๆ มิ๊กกลับไปยืนจ้องหม้อของตัวเองแล้ว ใบหน้าด้านข้างที่กระทบกับแสงไฟสีส้มดูจริงจังและมุ่งมั่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะที่ปลายจมูกรั้นนั่น...
“เฮ้ยคุณชาย...”
เจโน่เรียกเบาๆ
“อะไร?”
“ขอบใจนะ... ที่สอนเรื่องเดปุย... อะไรนั่นน่ะ”
มิ๊กหันมามองนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไป “เดปุยเย่ (Dépouiller)... หัดจำซะบ้าง ครั้งหน้าผมไม่สอนแล้วนะ ค่าตัวผมแพง”
“เออน่า... เดี๋ยวเลี้ยงลูกชิ้นปิ้งหน้าตึกเป็นการตอบแทน”
“ไม่กิน แป้งเยอะ”
“เรื่องมากชิบหาย”
...
เวลา 16:30 น. (เลิกคลาส) หน้าตึกเรียน
นักศึกษาทยอยเดินออกมาด้วยสภาพอิดโรย กลิ่นกระดูกวัวติดตัวทุกคนจนแทบจะเป็นน้ำหอมประจำรุ่น
มิ๊กเดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าอุปกรณ์ใบหรู รถเบนซ์สีดำคันเงาวับแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างรู้จังหวะ คนขับรถรีบลงมาเปิดประตูให้
“คุณหนูครับ วันนี้คุณหญิงท่านให้รีบกลับ มีงานเลี้ยงตอนเย็นครับ”
“ครับลุง”
มิ๊กพยักหน้าเหนื่อยๆ กำลังจะก้าวขึ้นรถ สายตาเขาเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาที่กำลังวิ่งหน้าตั้งไปที่ป้ายรถเมล์
เจโน่ในชุดเสื้อยืดสีดำตัวเก่ง (ที่เปลี่ยนจากชุดเชฟแล้ว) สะพายเป้ใบเก่าที่ซิปเกือบแตก เขากำลังวิ่งไล่ตามรถเมล์สาย 77 ที่กำลังจะออกตัว
“จอดด้วยพี่! จอดด้วยยยย!”
เจโน่กระโดดขึ้นรถเมล์ไปได้อย่างหวุดหวิด ห้อยโหนอยู่ตรงบันไดเพราะคนแน่นเอี๊ยด
มิ๊กมองภาพนั้นผ่านกระจกรถเบนซ์ที่ติดฟิล์มดำสนิท ความแตกต่างของโลกสองใบชัดเจนจนน่าใจหาย
คนหนึ่งกลับบ้านไปงานเลี้ยงหรู อีกคนต้องโหนรถเมล์เพื่อรีบไปทำงานพิเศษหาเงินค่าเทอม
มิ๊กถอนหายใจเบาๆ เอนหลังพิงเบาะหนังนุ่มๆ หยิบสมุดจดเล่มเล็กขึ้นมา... เปิดไปหน้าที่มีลายมือไก่เขี่ยของเจโน่ที่แอบมาเขียนแทรกไว้ตอนเขาเผลอ
‘ขอบใจนะ คุณครูแว่น’
มิ๊กเผลอยิ้มออกมามุมปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบหุบยิ้มเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังทำอะไรไร้สาระ
“ออกรถเลยครับลุง”
รถเบนซ์เคลื่อนตัวออกไปสู่ถนนสีลมที่รถติดขนัด ทิ้งให้กลิ่นอายของวันธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวา... ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในความทรงจำของคนทั้งคู่
เพราะรสชาติของชีวิต... บางทีก็ไม่ได้ต้องการความหวานหรือความเผ็ดร้อนตลอดเวลา แค่ความ ‘กลมกล่อม’ ของการมีใครสักคนให้เถียงข้างๆ เตาแก๊ส ก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้