ตอนที่ 4 : สนามรบเปียกชื้น

1724 Words
ตอนที่ 4 : สนามรบเปียกชื้น (Wet Market Battlefield) ห้องเรียนทฤษฎีการจัดการครัว (Kitchen Management) เวลา 10:30 น. “งบประมาณ... คือศัตรูตัวฉกาจของเชฟ” เสียงของเชฟผู้สอนวิชาการคำนวณต้นทุน (Cost Control) ดังขึ้นทำลายความเงียบ บนกระดานไวท์บอร์ดมีตัวเลข 500 เขียนตัวเบ้อเริ่มด้วยปากกาสีแดง “พรุ่งนี้เราจะมีควิซย่อย วิชาอาหารไทยประยุกต์... โจทย์คือทำเมนูยำ 1 อย่าง สำหรับ 2 ที่เสิร์ฟ โดยใช้งบประมาณในการซื้อวัตถุดิบไม่เกิน 500 บาท” เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วนักศึกษาคลาส A เงิน 500 บาทสำหรับการทำอาหารในครัวเรือนอาจจะดูเยอะ แต่สำหรับการทำอาหารส่งอาจารย์ในสถาบันหรูแบบนี้ ที่ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและมีการตกแต่งจาน (Garnish) ที่สวยงาม... มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ “จับคู่พาร์ทเนอร์เดิม... บ่ายนี้ไม่มีเรียน ปล่อยให้ไปจ่ายตลาด เจอกันพรุ่งนี้เช้าพร้อมของ วัตถุดิบต้องสด ใบเสร็จต้องครบ ห้ามเกินงบแม้แต่สตางค์เดียว เลิกคลาส!” สิ้นเสียงเชฟ ‘มิ๊ก’ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารีบคำนวณในหัวทันที กุ้งแม่น้ำโลละ 800... ไม่ได้ แพงไป เนื้อวากิว... ตัดทิ้ง ผักออแกนิคจากซูเปอร์ฯ ถุงละ 150... หมดตัวพอดี “ทำหน้าเหมือนคนปวดขี้อีกละคุณชาย” เสียงกวนประสาทดังมาจากคนข้างๆ ‘เจโน่’ กำลังเก็บปากกาแท่งละ 5 บาทใส่กระเป๋าเสื้ออย่างอารมณ์ดี “เครียดสิคุณ 500 บาทจะไปซื้ออะไรได้ แค่ค่าผักตกแต่งจานในซูเปอร์ฯ หน้าตึกก็หมดแล้ว” มิ๊กบ่นพลางเก็บไอแพดใส่กระเป๋า “ใครใช้ให้มึงไปซื้อซูเปอร์ฯ หน้าตึกวะ? ของแพงบรรลัยไส้ ผักชีต้นเดียวขายยี่สิบ” เจโน่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วตบไหล่มิ๊กเบาๆ “ตามพี่มาน้อง... เดี๋ยวพาไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ รับรอง 500 บาทนี่เหลือทอนไปซื้อชาไข่มุกกินได้อีกแก้ว” ... ตลาดคลองเตย เวลา 13:00 น. สำหรับมิ๊ก... นี่ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือ ‘สมรภูมิรบ’ ชัดๆ พื้นปูนซีเมนต์ที่เปียกแฉะไปด้วยน้ำดำๆ กลิ่นคาวปลาผสมกลิ่นเลือดหมูที่ลอยคลุ้ง และเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของแม่ค้าพ่อค้าที่ดังแข่งกับเสียงรถเข็นผัก “หลบหน่อยๆๆ! รถมาๆ!” เสียงกรรมกรแบกเข่งตะโกนไล่หลังมา มิ๊กสะดุ้งโหยง รีบกระโดดหลบเข้าข้างทางจนเกือบไปเหยียบกองเปลือกทุเรียน “ระวังหน่อยดิวะคุณชาย รองเท้าขาวมึงจะกลายเป็นสีโอเลี้ยงเอานะ” เจโน่ที่เดินนำหน้าหันมาคว้าแขนมิ๊กไว้ ดึงให้มายืนหลบหลังตัวเอง วันนี้เจโน่ดูอยู่ใน ‘Zone’ ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ เขาใส่รองเท้าแตะยางตราช้างดาว (ที่เปลี่ยนมาจากรองเท้าคัทชูตอนเรียน) เดินลุยน้ำเจิ่งนองอย่างไม่เกรงกลัว ต่างจากมิ๊กที่ใส่สนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ดสีขาวสะอาด ที่ตอนนี้เจ้าตัวต้องเดินเขย่งเท้าเหมือนนักบัลเลต์ “ทำไมต้องมาที่นี่ด้วย... ตลาด อ.ต.ก. ก็มีมั้ย? สะอาดกว่าตั้งเยอะ” มิ๊กบ่นกระปอดกระแปด ยกมือปิดจมูก “อ.ต.ก. แพงกว่าที่นี่สามเท่าครับคุณ... โจทย์คือ 500 บาท จำไม่ได้เหรอ?” เจโน่ลากแขนมิ๊กให้เดินตามเข้าไปในโซนอาหารทะเล “จะทำยำใช่มั้ย? งั้นเอายำปลาหมึก... ถูกและดี” เจโน่พามาหยุดที่แผงขายอาหารทะเลขนาดใหญ่ ปลาหมึกกล้วยตัวใสๆ วางเรียงรายอยู่บนน้ำแข็ง “ป้าครับ! หมึกนี่โลเท่าไหร่?” “โลละ 220 จ้ะสุดหล่อ สดๆ เลยนะ เพิ่งขึ้นจากเรือเมื่อเช้า” ป้าแม่ค้าส่งสายตาหวานเชื่อมให้เจโน่ “ลดหน่อยได้ป่าวป้า... ผมพาเพื่อนมาเปิดหูเปิดตาเนี่ย ดูดิมันหน้าซีดจะเป็นลมแล้ว” เจโน่ชี้มาทางมิ๊กที่ยืนทำหน้าพะอืดพะอมอยู่ ป้าแม่ค้าหัวเราะร่า “โถ... พ่อคุณหนู งั้นป้าให้ 200 ถ้วน แถมหนวดให้อีกกำนึง เอาป่ะ?” “จัดไปครับป้า! เห็นมั้ยคุณชาย... นี่แหละศิลปะการเจรจา” เจโน่หันมายักคิ้วให้มิ๊กอย่างภูมิใจ “เลือกให้มันดีๆ นะคุณ ตาใสๆ เนื้อต้องไม่เละ” มิ๊กกำชับ แม้จะไม่อยากเอามือไปแตะต้องมันก็ตาม “มานี่...” เจโน่จับข้อมือมิ๊ก ดึงมือเรียวสวยนั่นลงไปใกล้น้ำแข็ง “จะทำเชฟ มึงรังเกียจของสดไม่ได้นะเว้ย... ลองจับดู” “ไม่เอา! มันเมือก!” มิ๊กขัดขืน แต่แรงคุณหนูหรือจะสู้แรงกรรมกรแบกหามอย่างเจโน่ เจโน่จับนิ้วชี้ของมิ๊ก จิ้มลงไปบนตัวปลาหมึก “จิ้มดู... ถ้านิ้วบุ๋มลงไปแล้วเนื้อมันเด้งคืนตัวมาทันที แปลว่าสด แต่ถ้าบุ๋มแล้วค้างเป็นรอยนิ้ว แปลว่าเน่า... จำไว้” สัมผัสเย็นเฉียบและลื่นๆ ของปลาหมึกทำเอามิ๊กขนลุกซู่ แต่เมื่อเขาลองกดดูตามที่เจโน่บอก... เนื้อปลาหมึกมันเด้งสู้มือจริงๆ “เออ... สดจริงด้วย” มิ๊กพึมพำ “เห็นมั้ย? ของดีไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องแอร์เสมอไป” เจโน่ปล่อยมือมิ๊ก แต่ยังไม่วายแอบเอานิ้วที่เปื้อนน้ำเมือกปลาหมึกมาป้ายที่แขนเสื้อตัวเองเช็ดออกให้หน้าตาเฉย “แล้วนี่...” เจโน่หยิบปลาหมึกขึ้นมาตัวหนึ่ง ยื่นมาบังหน้าตัวเอง เหลือแต่ลูกตากลมๆ โตๆ ของปลาหมึกจ้องหน้ามิ๊ก “หน้าเหมือนมึงเลยว่ะ ตาโตๆ ใสๆ... แต่มึงดูฉลาดน้อยกว่าปลาหมึกนิดนึง” “ไอ้เจโน่! ไอ้ทุเรศ!” มิ๊กง้างมือจะตี แต่เจโน่กระโดดหลบหัวเราะร่า บรรยากาศเหม็นคาวปลาดูสดใสขึ้นมาทันตาเห็น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนสองคนที่เริ่มจะคุ้นเคยกันทีละนิด ... หลังจากได้ปลาหมึก กุ้ง และผักสดจนครบตามรายการ งบประมาณที่ใช้ไปคือ 380 บาท... เหลือเงินอีกตั้ง 120 บาท “เห็นมั้ย? เหลือตังค์บานเบอะ” เจโน่แกว่งถุงพลาสติกในมืออย่างอารมณ์ดี ขณะเดินออกมาจากโซนตลาดสด ตอนนี้สภาพของมิ๊กดูไม่ได้เลย รองเท้าสีขาวมีจุดสีดำกระเด็นใส่ ขากางเกงสแล็คเปื้อนน้ำโคลน เหงื่อไหลย้อยจนผมม้าเปียกลู่แนบหน้าผาก “ร้อน... หิวน้ำ...” มิ๊กบ่นเสียงอ่อน แรงจะเดินแทบไม่มี เขาไม่ชินกับอากาศร้อนอบอ้าวและความวุ่นวายขนาดนี้ “เออๆ เดี๋ยวเลี้ยงน้ำ... นั่งรอนี่ก่อน อย่าเดินเพ่นพ่านนะ เดี๋ยวโดนรถเข็นผักชนตาย” เจโน่ดันมิ๊กให้นั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนเก่าๆ ใต้ต้นไม้หน้าตลาด แล้ววิ่งหายไปในฝูงชน มิ๊กนั่งหอบหายใจ มองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ คนงานแบกหามนั่งกินข้าวแกงถุง ป้าขายล็อตเตอรี่เดินเร่ขาย ชีวิตจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง... มันดูวุ่นวาย แต่ก็ดูมีพลังชีวิตอย่างน่าประหลาด “อะ... เอาไป” ความเย็นเฉียบแตะที่แก้มขวา มิ๊กสะดุ้งหันไปมอง เจโน่ยืนหอบแฮก ยื่นถุง ‘โอเลี้ยง’ มัดยางรัดแกงมาให้ “กาแฟโบราณ... เจ้านี้เด็ดสุดในตลาด กินซะจะได้ตาสว่าง” “ใส่ถุงเนี่ยนะ?” มิ๊กมองถุงกาแฟดำปี๋ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “เอ้า... แล้วจะให้ใส่แก้วไวน์หรือไง? ดูดๆ ไปเถอะน่า เย็นชื่นใจ” เจโน่เสียบหลอดให้ แล้วยัดใส่มือมิ๊ก มิ๊กลองดูดเข้าไปอึกหนึ่ง รสขมเข้มข้นของกาแฟคั่วไหม้ๆ ผสมกับความหวานจัดของน้ำตาลทรายและกลิ่นหอมของนมข้นจืด... มันไม่ได้ละมุนเหมือนลาเต้แก้วละร้อยห้าสิบที่เขาชอบกิน แต่มัน... ‘สะใจ’ ความเย็นซ่าและความหวานพุ่งพล่านไปตามเส้นเลือด เรียกความสดชื่นกลับมาได้ทันที “อร่อย...” มิ๊กพูดเบาๆ ดูดอีกอึกใหญ่ “บอกแล้ว... ของดีคลองเตย” เจโน่นั่งลงข้างๆ ยกถุงกาแฟของตัวเองขึ้นดูดบ้าง เขามองรองเท้าเปื้อนโคลนของมิ๊กแล้วรู้สึกผิดนิดๆ “เดี๋ยวกลับไป... กูขัดรองเท้าให้” เจโน่พูดขึ้นมาลอยๆ มิ๊กละสายตาจากถุงโอเลี้ยง หันมามองคนข้างๆ “ไม่ต้อง... เดี๋ยวผมส่งร้านซัก” “ร้านซักมันจะไปสะอาดเท่ามือเชฟได้ไง... เดี๋ยวขัดให้ ถือว่าไถ่โทษที่พามารับเชื้อโรค” เจโน่ยิ้มบางๆ ไม่ใช่ยิ้มกวนประสาทแบบทุกที แต่เป็นยิ้มที่ดูจริงใจ มิ๊กมองรอยยิ้มนั้น... หัวใจที่เต้นแรงเพราะอากาศร้อนเมื่อกี้ กลับเต้นแรงขึ้นไปอีกด้วยสาเหตุอื่น เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมมานั่งกินโอเลี้ยงข้างถนนกับผู้ชายที่ดูสกปรกซกมกคนนี้ “เอาก็เอา... แต่ถ้าเป็นรอย คุณต้องซื้อคู่ใหม่ให้ผมนะ” “โห... งั้นมึงส่งร้านซักเถอะ กูไม่มีปัญญาซื้อคืนหรอก คู่ละหมื่นกว่าบาท ขายไตข้างนึงยังไม่พอเลย” เจโน่โวยวาย มิ๊กหลุดขำออกมาเป็นครั้งแรกของวัน “ขำไร?” “ขำคนจน...” “อ้าว... ปากหมานะเราน่ะ เดี๋ยวปั๊ดจูบสั่งสอน” “ทะลึ่ง!” มิ๊กหน้าแดงแว๊ด รีบขยับตัวหนี เจโน่หัวเราะร่า มองดูแก้มแดงๆ นั่นด้วยความเอ็นดู การได้แกล้งคุณหนูมิ๊กให้หลุดมาดผู้ดี กลายเป็นความบันเทิงใหม่ในชีวิตของเขาไปแล้ว รถตุ๊กตุ๊กสีน้ำเงินแล่นมาจอดเทียบท่า เจโน่โบกมือเรียก “ไปส่งสีลมเท่าไหร่พี่?” “ร้อยนึงน้อง” “แปดสิบได้มั้ย? นักศึกษาจนๆ เนี่ย” “เออๆ ขึ้นมาๆ” เจโน่หันมากวักมือเรียกมิ๊ก “ขึ้นมาเร็วคุณชาย... ราชรถมาเกยแล้ว” มิ๊กมองรถตุ๊กตุ๊กที่เบาะขาดๆ วิ่นๆ แล้วถอนหายใจ แต่เขาก็ยอมก้าวขึ้นไปนั่งข้างๆ เจโน่โดยไม่บ่นสักคำ รถตุ๊กตุ๊กออกตัวกระชากจนหัวสั่นหัวคลอน ลมตีหน้าจนผมเสียทรง แต่ในความวุ่นวายนั้น... ไหล่ของพวกเขากระทบกันเบาๆ ตลอดทาง และไม่มีใครคิดจะขยับหนี ในตะกร้าหน้ารถมีปลาหมึกสด กุ้ง และผักชี ในมือมีโอเลี้ยงถุงละ 15 บาท และในใจ... มีความรู้สึกบางอย่างที่กำลังถูก ‘ปรุง’ ขึ้นมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางความแตกต่างของรสชาติชีวิต
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD