โถงทางเดินสถาบัน วันจันทร์ เวลา 08:00 น.
บรรยากาศในสถาบันเช้าวันจันทร์ดูจะเคร่งขรึมกว่าปกติ พรมสีน้ำเงินเข้มถูกดูดฝุ่นจนไร้ที่ติ กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดอ่อนๆ สดชื่นตัดกับกลิ่นพริกแกงที่ยังติดอยู่ในมโนสำนึกของ ‘มิ๊ก’ เขายืนอยู่หน้าบอร์ดประกาศนียบัตรสายตาจับจ้องไปที่รายชื่อวิชาใหม่ในเทอมนี้
“‘Gastronomy Evolution’ (วิวัฒนาการแห่งสุนทรียรส) ... แค่ชื่อวิชาก็ฟังดูน่าปวดหัวแล้วนะว่าไหม?”
เสียงทุ้มต่ำที่เริ่มจะคุ้นหูดังขึ้นข้างหู มิ๊กไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ‘เจโน่’ เดินเข้ามาหยุดข้างๆ ในชุดเชฟสีขาวสะอาดตาที่ดูจะรัดช่วงไหล่กว้างของเขามากกว่าปกติ
วันนี้เจโน่ดู ‘หล่อเหลา’ เป็นพิเศษ ใบหน้าที่เคยเปื้อนเขม่าไฟจากร้านแม่ประคอง บัดนี้ถูกโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงเกลา ผิวสีแทนสุขภาพดีของเขาสะท้อนกับแสงไฟนีออนดูนวลเนียน ไม่ได้ดำกร้านอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิด แววตาคมกริบฉายแววมั่นใจยามที่เขาสบตากับมิ๊ก
“วิชานี้เชฟพอลเป็นคนสอน... ได้ข่าวว่าเขี้ยวลากดินที่สุดในสถาบัน” เจโน่พูดพลางยืดตัวบิดแขนจนกล้ามเนื้อใต้ชุดเชฟตึงเปรี้ยะ
“คุณรู้ได้ไง?” มิ๊กถาม ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่เพื่อซ่อนสายตาที่เผลอสำรวจคนข้างๆ
“สายสืบผมเยอะน่ะคุณชาย... อีกอย่าง บอมมันแอบไปดูตารางคะแนนเก่าๆ มา วิชาเชฟพอลไม่เคยมีใครได้เกรด A เลยสักคนเดียว แม้แต่รุ่นพี่ที่ไปเป็นเชฟมิชลินตอนนี้”
มิ๊กเม้มริมฝีปาก ความกดดันเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เขาเป็นคนที่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอ และคำว่า ‘ไม่มีใครเคยได้ A’ มันคือคำท้าทายที่ทำให้เขาอยู่ไม่สุข
...
ห้องปฏิบัติการครัวสาธิต เวลา 09:00 น.
ห้องปฏิบัติการวันนี้ถูกจัดวางต่างออกไป มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดเหมือนหลุดมาจากห้องแล็บวิทยาศาสตร์วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์สแตนเลส
หลิว นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เธอสวมหมวกเชฟทรงสูงที่รวบเก็บผมสีดำสนิทไว้จนเป๊ะเหมือนเดิม ใบหน้าคมคายของเธอเรียบเฉยแต่แววตากลับจดจ่ออยู่กับมีดปังตอเล่มโปรดที่วางอยู่ข้างตัว
เมื่อมิ๊กและเจโน่เดินเข้าไปนั่งประจำที่ หลิวก็เพียงแค่พยักหน้าทักทายเบาๆ
“เตรียมตัวรับแรงกระแทกกันหรือยังคะทั้งสองคน?” หลิวเปรยขึ้นมาเสียงนิ่ง
“แรงกระแทกอะไรเหรอหลิว?” มิ๊กถาม
“เชฟพอล... เขาไม่เชื่อใน ‘ตำรา’ และไม่เชื่อใน ‘สัญชาตญาณ’ ค่ะ” หลิวหันมาสบตามิ๊กและเจโน่สลับกัน “เขาเชื่อแค่ในสิ่งที่ ‘พิสูจน์ได้ด้วยลิ้น’ เท่านั้น”
ไม่ทันขาดคำ ประตูห้องแล็บก็ถูกเปิดออก ชายวัยกลางคนรูปร่างเพรียวในชุดเชฟสีเทาเข้มเดินเข้ามาด้วยท่าทางทรงอำนาจ ใบหน้าของเขาดูนิ่งสงบแต่ดวงตากลับคมปราบเหมือนใบมีดโกน กับรอยสักสุดน่าเกรงขาม สไตล์ญี่ปุ่น
เขาคือ เชฟพอล
sds
...
บทเรียนแรก : รสชาติที่ถูกถอดรหัส
เชฟพอลเดินไปที่หน้าชั้น เขาไม่ได้หยิบหนังสือหรือเปิดสไลด์ใดๆ แต่กลับวาง ‘จานข้าวแกงพะแนงหมู’ แบบบ้านๆ ลงบนโต๊ะสาธิต
มิ๊ก เจโน่ และหลิว ถึงกับชะงัก มันคือเมนูเดียวกับที่พวกเขาเพิ่งทำกันมาที่บ้านเจโน่เมื่อวานเป๊ะ!
“พวกคุณเห็นอะไรในจานนี้?” เชฟพอลถาม น้ำเสียงนุ่มแต่กังวานไปทั่วห้อง
“อาหารพื้นเมือง... อาหารราคาถูก... หรือแค่อาหารประทังชีวิต?”
“มันคือความสมดุลของสมุนไพรและกะทิครับเชฟ” มิ๊กตอบเสียงดังฟังชัดตามทฤษฎีที่เขาแม่นยำ
“มันคือ ‘บ้าน’ ครับ... รสชาติที่ทำให้คนกินรู้สึกอุ่นใจ” เจโน่เสริมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
เชฟพอลหันไปมองเจโน่ช้าๆ “ ‘บ้าน’ อย่างนั้นเหรอ? ในโลกของอาชีพเชฟ... ความรู้สึกน่ะมันกินไม่ได้เจโน่”
เชฟพอลหยิบช้อนขึ้นมาตักน้ำแกงเข้าปากเพียงครึ่งช้อน
“พะแนงจานนี้... รสสัมผัสของถั่วลิสงมันหยาบเกินไป กลิ่นเครื่องแกงโดนหัวกะทิกลบจนหมด และที่สำคัญ... มันขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความแปลกใหม่’ ”
เชฟพอลกวาดสายตาไปรอบห้อง
“โจทย์แรกของพวกคุณวันนี้คือ... Deconstruct (ถอดรูป) แกงพะแนงจานนี้ออกมาให้กลายเป็นอาหารระดับ Fine Dining โดยที่ห้ามเสียรสชาติที่แท้จริงไปแม้แต่นิดเดียว แต่ต้องทำให้ผม ‘ประหลาดใจ’ ในทุกคำที่เคี้ยว”
...
สมรภูมิการปรุง (The Creation)
ห้องแล็บกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง มิ๊กเริ่มจดบันทึกและร่างองค์ประกอบของจานอย่างบ้าคลั่ง
“เราต้องทำโฟมกะทิ... แล้วก็ทำพริกแกงให้กลายเป็นซอสซึวี (Sous-vide) ” มิ๊กพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่เจโน่กลับยืนนิ่ง เขาจ้องมองก้อนเนื้อหมูสันในตรงหน้า แววตาคมกริบของเขาไม่ได้ดูขี้เล่นเหมือนเก่า
“คุณชาย...” เจโน่เรียกเสียงเบา
“หือ? ว่าไงเจโน่ อย่าเพิ่งกวนนะ ผมกำลังคำนวณสัดส่วนเลซิติน”
“เมื่อวานที่ร้านแม่กู... มึงบอกว่าแกงส้มก้นหม้ออร่อยที่สุดเพราะอะไรนะ?”
มิ๊กชะงักมือที่กำลังชั่งผงเคมี เขาเงยหน้าขึ้นมองเจโน่ “เพราะน้ำจากผักมันซึมลงไปรวมกับน้ำแกง... มันมีความกลมกล่อมที่เข้มข้นขึ้น”
เจโน่พยักหน้าช้าๆ “ใช่... งั้นเราจะไม่ทำโฟม เราจะไม่ทำอะไรที่มันเป็นอากาศธาตุแบบนั้น”
เจโน่ขยับเข้ามาใกล้พาร์ทเนอร์ของเขา แขนแกร่งของเขาพิงกับเคาน์เตอร์จนเส้นเลือดที่ท่อนแขนปูดโปนชัดเจน
“เราจะทำ ‘แก่น’ ของมันมิ๊ก... นายจัดการเรื่องความเป๊ะในการทำซอสให้เนียนที่สุด ส่วนเรื่อง ‘อารมณ์’ ของเนื้อหมู... ปล่อยให้เป็นหน้าที่กู”
มิ๊กมองหน้าเจโน่ที่ตอนนี้ดูหล่อเหลาและทรงพลังอย่างประหลาด ความมั่นใจของเจโน่เริ่มซึมซับเข้ามาในใจของเขา
“ตกลง... ผมจะทำซอสพะแนงที่เนียนเหมือนครีมฝรั่งเศส แต่รสชาติเข้มข้นเหมือนแกงของแม่คุณ”
...
ท่ามกลางเสียงเครื่องปั่นและไอระเหยจากหม้อ หลิวที่สเตชั่นข้างๆ กำลังใช้มีดปังตอคู่ใจหั่นเนื้อหมูเป็นลูกเต๋าขนาดเท่ากันเป๊ะทุกองศา เธอไม่ได้มองใคร แต่ความนิ่งของเธอคือคำเตือนว่า... ศึกครั้งนี้ไม่มีใครยอมใคร
เจโน่และมิ๊กทำงานประสานกันอย่างเงียบเชียบ จังหวะที่มิ๊กส่งถ้วยชิมซอสให้เจโน่ ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกันโดยบังเอิญ ความร้อนจากปลายนิ้วของเจโน่ทำให้มิ๊กสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขากลับไม่ได้ชักมือหนี
“เป็นไง?” มิ๊กถาม ลุ้นในคำตอบ
เจโน่ชิมซอสแล้วหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาสบตากับมิ๊ก แววตาคมเข้มคู่นั้นมีความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องอาหาร
“สมบูรณ์แบบว่ะ... เหมือนมึงเลย”
“คนบ้า! เกี่ยวอะไรกับผม” มิ๊กแว๊ดใส่หน้าแดงก่ำ รีบหันกลับไปสนใจการจัดจาน
หัวใจของมิ๊กเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นในการสอบ... แต่เป็นเพราะรสชาติของความเชื่อใจที่เขามีต่อผู้ชายที่ชื่อเจโน่
รสชาติที่เชฟพอลบอกว่า ‘มองไม่เห็น’ ... แต่ในวินาทีนี้ มิ๊กกลับรู้สึกถึงมันได้ชัดเจนที่สุด