อาคารปฏิบัติการอาหาร ชั้น 4 เวลา 07:30 น.
ความเงียบเชียบในช่วงเช้าตรู่ของสถาบันคือช่วงเวลาที่ ‘หลิว’ โปรดปรานที่สุด
เธอยืนอยู่หน้าสเตชั่นของตัวเองเพียงลำพัง แสงไฟนีออนสะท้อนกับพื้นสแตนเลสที่ถูกขัดจนเงาวับ
หลิวไม่ได้เริ่มเตรียมวัตถุดิบเหมือนคนอื่น แต่เธอกำลังทำสิ่งที่สำคัญกว่านั้น... นั่นคือการ ‘ลับมีด’
ซ่า... ซ่า...
เสียงใบมีดปังตอเล่มยักษ์เสียดสีกับหินลับมีดเบอร์ละเอียดดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลิวหลับตาลง
ฟังเสียงของเหล็กที่ถูกฝนจนบางเฉียบ เธอไม่ได้ใช้แค่แรงแขน แต่ใช้แรงส่งจากช่วงเอวและไหล่
ตามที่ ‘อากง’ เคยสอนไว้ในครัวมังกรย่านเยาวราช
สำหรับหลิว... ครัวคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีที่ว่างสำหรับความอ่อนแอ
เธอเหลือบมองไปที่สเตชั่นหมายเลข 08 และ 09 ที่ยังว่างเปล่า ภาพของมิ๊กและเจโน่ที่ยืนใกล้ชิดกันเมื่อคืนยังคงติดอยู่ในหัว
“ไร้สาระ...” หลิวพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางวางมีดลงแล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสความคม
เธอเห็นมิ๊กเป็นเหมือนเงาสะท้อนของตัวเธอเอง... คนที่พยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบเพื่อลบปมบางอย่างในใจ
แต่สิ่งที่มิ๊กมีและเธอไม่มี คือ ‘พาร์ทเนอร์’ ที่พร้อมจะทลายกำแพงบ้าๆ นั่นลง
...
เวลา 09:00 น.
คลาสเรียนวันนี้คือวิชา ‘ศิลปะการจัดตกแต่งอาหารชั้นสูง’ (Advanced Food Styling & Garnishing)
โจทย์คือการใช้ผักและผลไม้มาแกะสลักเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับจานอาหาร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นงานถนัดของมิ๊ก แต่กลับเป็นนรกสำหรับเจโน่
“นิ้วกูจะหลุดมั้ยวะคุณชาย... มีดแกะสลักอันเท่าเข็มเนี่ยนะ”
‘เจโน่’ บ่นอุบอิบขณะพยายามจิกมีดแกะสลักเล่มเล็กจิ๋วลงบนหัวไชเท้า
“สมาธิครับเจโน่... ใจเย็นๆ อย่าใช้แรงบีบ ให้ใช้แรงกดจากปลายนิ้ว”
‘มิ๊ก’ บอกเสียงเรียบ มือขาวเนียนของเขากำลังกรีดกลีบดอกไม้ลงบนแครอทอย่างประณีต
วันนี้มิ๊กพยายามรักษา ‘ระยะห่าง’ ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
หลังจากที่เมื่อคืนปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสของเจโน่ เขาจงใจสวมถุงมือยางแม้จะไม่จำเป็น
เพื่อสร้างชั้นบรรยากาศบางๆ กั้นระหว่างผิวสัมผัส
“ก็กูชินกับสับกระดูกหมูนี่หว่า...”
เจโน่ปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เหงื่อหยดหนึ่งไหลผ่านจอนผมลงมาที่แนวกราม
เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ทำไม่ได้ดั่งใจ จนกระทั่งเขารู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา
หลิว ยืนอยู่โต๊ะข้างๆ เธอกำลังใช้มีดปังตอเล่มเดิม... ใช่ มีดปังตอเล่มใหญ่ที่เจโน่เคยปรามาสไว้
เธอกำลังใช้มัน ‘ฝาน’ แตงกวาให้บางเฉียบจนมองเห็นลวดลายเขียงด้านล่าง
ก่อนจะม้วนมันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ดูทันสมัยและทรงพลัง
“เทคนิคดีนะคะ... แต่ใจร้อนไป” หลิวพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง
“คุณว่าใคร?” เจโน่เลิกคิ้ว
“ว่าคุณนั่นแหละค่ะเจโน่... คุณพยายามจะ ‘ฝืน’ ธรรมชาติของตัวเองเพื่อให้เข้ากับเครื่องมือที่มันไม่ใช่คุณ”
หลิววางมีดลงแล้วหันมามองคนทั้งคู่
“คุณมิ๊กเองก็เหมือนกัน... คุณกำลังพยายามทำให้ทุกอย่างดู ‘สวย’ จนลืมไปว่ารสชาติที่แท้จริงมันซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นบ้าง”
มิ๊กขมวดคิ้ว “ผมแค่ทำตามมาตรฐานที่สถาบันตั้งไว้”
“มาตรฐานคือเส้นชัยค่ะ... แต่ ‘จิตวิญญาณ’ คือแรงส่ง”
หลิวเดินเข้ามาใกล้สเตชั่นของพวกเขามากขึ้น ออร่าความนิ่งของเธอทำให้มิ๊กและเจโน่เผลอหยุดมือ
“ที่เยาวราช... อากงสอนฉันว่า มีดปังตอเล่มเดียวก็ทำงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สับกระดูกยันซอยเส้นผม เพราะเรา ‘เชื่อใจ’ ในเครื่องมือและตัวเอง...”
เธอเหลือบมองเจโน่ “คุณมีสัญชาตญาณที่ยอดเยี่ยมนะเจโน่ แต่อย่าปล่อยให้ความมั่นใจนั่นกลายเป็นความประมาท”
...
ช่วงพักเบรก : สวนหลังสถาบัน
มิ๊กนั่งอยู่บนม้านั่งไม้หินอ่อน ในมือถือสมุดบันทึกเล่มเดิม เขากำลังจดบันทึกคำพูดของหลิวเมื่อครู่
“มานั่งทำเท่คนเดียวอีกละ”
เจโน่เดินเข้ามาพร้อมขวดน้ำเย็นเย็นและขนมปังถุงหนึ่ง เขาหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ มิ๊กโดยไม่ขออนุญาต
“เจโน่... คุณคิดว่าหลิวเขาคิดยังไงกับเรา?” มิ๊กถามขึ้นลอยๆ
“ไม่รู้ดิ... อาจจะอยากมาเป็นเมียกูมั้ง?”
“ไอ้คนหลงตัวเอง!” มิ๊กตีแขนเจโน่ไปทีหนึ่ง
“โอ๊ย! ล้อเล่นน่า...” เจโน่หัวเราะร่าพลางลูบแขนตัวเอง
“กูว่าหลิวเขาเก่ง... เก่งแบบที่กูไม่เคยเจอ มันเหมือนเขามีเงาของมึงผสมกับเงาของกูอยู่ด้วยกัน ความเป๊ะแบบมึง แต่ความดิบแบบกู... แต่มันดันออกมาเป็นเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบเกินไปจนดู... เหงาว่ะ”
มิ๊กชะงักไปกับคำว่า ‘เหงา’ จากปากเจโน่
เขามองกลับไปที่ห้องแล็บ เห็นหลิวยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง เธอกำลังทำความสะอาดมีดของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่ามกลางคนนับร้อยในสถาบันหรู... หลิวอาจจะเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดก็ได้
“เจโน่... เย็นนี้ไปจ่ายตลาดกันมั้ย?” มิ๊กพูดขึ้นมาดื้อๆ
“ฮะ? จะเอาปลาอะไรอีก? เมื่อคืนยังแล่ไม่หนำใจเหรอ?”
เจโน่ทำหน้าหื่นกามใส่ทันทีจนมิ๊กหน้าแดง
“ไม่ใช่! ผมจะไปหาซื้อวัตถุดิบมาลองทำเมนู ‘ฟิวชั่น’ สัปดาห์หน้า... ผมอยากลองทำอะไรที่มันอยู่นอกตำราบ้าง”
เจโน่มองหน้ามิ๊กด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มกว้างค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม
“ได้ดิ... เดี๋ยวพี่โน่พาไปลุยตลาดมืดเอง รับรองมึงจะเห็นวัตถุดิบที่ตำราฝรั่งเศสของมึงไม่เคยบันทึกไว้เลยล่ะ”
...
เวลา 18:00 น. : ตลาดเก่าเยาวราช
แสงไฟนีออนหลากสีและป้ายไฟภาษาจีนระยิบระยับคือฉากหลังของเย็นวันนี้ กลิ่นควันจากเตาถ่าน กลิ่นเครื่องยาจีน และเสียงตะโกนสั่งอาหารดังระงมไปทั่วซอย
มิ๊กในชุดลำลองเสื้อเชิ้ตสีขาวดูสะอาดตา เดินเบียดเสียดไปกับฝูงชนโดยมีเจโน่ในเสื้อยืดสีดำตัวเดิมคอยเป็น ‘กันชน’ ให้ตลอดทาง
“ระวังรถตุ๊กตุ๊กนะมึง... เกาะแขนกูไว้”
เจโน่สั่งเสียงเข้ม มิ๊กไม่ได้เถียง เขาเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเจโน่ไว้แน่น
สัมผัสอุ่นๆ จากผิวเนื้อของเจโน่ทำให้มิ๊กรู้สึกปลอดภัยท่ามกลางความวุ่นวายนี้
ในขณะที่พวกเขากำลังเดินหาร้านขายเครื่องเทศลับ... สายตาของมิ๊กก็ไปหยุดอยู่ที่ร้านอาหารจีนเก่าๆ ร้านหนึ่ง
ที่หน้าร้านนั้น... มีหญิงสาวคนหนึ่งในชุดธรรมดาแต่ยังคงดูเนี๊ยบกริบ กำลังถือถังน้ำล้างพื้นหน้าร้านอย่างขะมักเขม้น
“นั่น... หลิวนี่?” มิ๊กพึมพำ
หญิงสาวที่เป็น ‘หงส์’ ในสถาบันหรู ตอนนี้กำลังสวมผ้ากันเปื้อนพลาสติกสีเหลืองเปื้อนคราบมัน เธอกำลังโดนชายวัยกลางคนคนหนึ่ง (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพ่อของเธอ) ตะคอกใส่เรื่องการจัดวางถ้วยน้ำจิ้มที่ ‘ช้าไปสามวินาที’
ดวงตาเรียวรีที่เคยนิ่งสงบของหลิว ในตอนนี้มีความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ลึกๆ
เจโน่ที่เห็นภาพนั้นถึงกับเงียบไป เขาเข้าใจดี... ความรู้สึกของการแบกความฝันของครอบครัวไว้บนบ่า ความรู้สึกที่ต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ
“โลกของแต่ละคน... มันก็มีรสขมซ่อนอยู่ทั้งนั้นเนอะมิ๊ก” เจโน่พูดเสียงเบา
มิ๊กพยักหน้าช้าๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหลิวถึงได้ ‘เป๊ะ’ ขนาดนั้น เพราะในโลกของเธอ...
ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการถูกทำลายตัวตน
เจโน่กระชับมือที่จับแขนของมิ๊กไว้แน่นขึ้น
“กูสัญญาเลยนะมิ๊ก... ในครัวของเรากูจะไม่ให้นายต้องเครียดแบบนั้น”
มิ๊กหันมามองหน้าเจโน่ ท่ามกลางแสงไฟสลัวของเยาวราช ใบหน้าของเจโน่ดูอ่อนโยนและจริงจังอย่างที่สุด
“ครัวของเรา... พูดอะไรของคุณน่ะ” มิ๊กบ่นอุบอิบหน้าแดง แต่ไม่ได้ชักมือหนี
“เอ้า... ก็กูจะเป็นเจ้าของร้าน มึงก็เป็นเชฟใหญ่ไง ไม่ใช่ของพวกเราแล้วของใครวะ?”
ความสัมพันธ์ที่ยังไม่ถึงขั้น ‘คนรัก’ แต่มากกว่า ‘เพื่อนร่วมคลาส’
กำลังถูกปรุงแต่งด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์มากขึ้น
พวกเขายังไม่ได้บอกรักกัน ยังไม่มีจูบที่ดูดดื่ม มีเพียงการยืนเคียงข้างกันท่ามกลางกลิ่นไอของเยาวราช
และเรียนรู้รสชาติชีวิตจาก ‘เงาสะท้อนในใบมีด’ ของคนอื่น
สำหรับวันนี้... ความเชื่อใจที่มิ๊กมีให้เจโน่ มันเริ่มขยายตัวออกจากการแล่ปลา...
กลายเป็นการยอมให้เจโน่พาเข้าไปในโลกที่เขาไม่เคยรู้จักทีละนิด