อาคารเรียนหรูย่านศาลาแดง เวลา 07:45 น.
ความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศกลางที่ถูกเปิดไว้ต่ำกว่ายี่สิบองศา ไม่ได้ช่วยให้เหงื่อในมือของนักศึกษาใหม่แห้งเหือดลงได้เลย
ตรงกันข้าม มันกลับทำให้บรรยากาศภายในห้องครัวสแตนเลสขนาดมหึมานี้ดูขลังและน่าเกรงขามราวกับห้องผ่าตัด
ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนสอนทำอาหารทั่วไป แต่มันคือสถาบันที่มีตราสัญลักษณ์ริบบิ้นสีน้ำเงิน สถาบันระดับโลกที่ค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตรสามารถดาวน์รถยุโรปได้สบายๆ
กลิ่นอายของความเป็นฝรั่งเศสลอยอบอวลอยู่ในทุกอณู ทั้งจากป้ายชื่อเมนูบนกระดานไวท์บอร์ด และจากความเงียบกริบที่ทุกคนต้องรักษาไว้เพื่อแสดงความเคารพต่อเชฟผู้สอน
'มิ๊ก' ยืนประจำที่สเตชั่นหมายเลข 08
เขากำลังจัดระเบียบโลกส่วนตัวของเขาให้สมบูรณ์แบบที่สุด
ชุดยูนิฟอร์มของที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและระเบียบจัด
เสื้อเชฟสีขาวตัวหนาแบบกระดุมสองแถวถูกติดครบทุกเม็ดจนถึงคอปก
กางเกงลายตารางขาวดำรีดจีบคมกริบ ผ้าพันคอรูปสามเหลี่ยมถูกผูกเป็นปมที่คออย่างบรรจง
และที่สำคัญ... หมวกทรงสูงที่ตั้งตระหง่านไร้รอยยับ
มิ๊กถอดแว่นตากรอบใสออกมาเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์เป็นรอบที่สาม
ก่อนจะสวมกลับเข้าไป เขาเหลือบมองอุปกรณ์บนโต๊ะหินอ่อนเทียม
ผ้าเช็ดมือพับสามทบทางขวา... เขียงพลาสติกสีขาวตรงกลาง... มีดเชฟที่เพิ่งลับคมวางขนานกับขอบโต๊ะ
ทุกอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบที่ระบุไว้ในคู่มือนักศึกษาหน้าสิบสองเป๊ะๆ
“ค่าเทอมเกือบล้าน... พลาดไม่ได้แม้แต่มิลเดียว”
มิ๊กพึมพำกับตัวเอง เรียกสติไม่ให้ตื่นเต้นกับคลาสแรกที่เป็นวิชาทักษะการใช้มีด
สำหรับคนอื่น นี่อาจเป็นแค่การหั่นผัก แต่สำหรับมิ๊กที่แบกความหวังของตระกูลข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มา มันคือการพิสูจน์ว่าเส้นทางที่เขาเลือกขบถจากครอบครัวนั้น... เขาคิดถูก
ปัง!
เสียงประตูห้องปฏิบัติการที่หนักอึ้งถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกือบกระแทกผนัง ทำลายความเงียบศักดิ์สิทธิ์ของห้องเรียนจนพังทลาย
ทุกสายตาหันขวับไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว แม้แต่เชฟผู้ช่วยหน้าดุยังต้องขมวดคิ้ว
ผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่ทำให้คำว่าผู้ดีกระเจิง
'เจโน่' เดินหอบแฮกเข้ามาในห้อง สภาพของเขาเหมือนคนที่เพิ่งผ่านสงครามการจราจรบนถนนพระรามสี่มาหมาดๆ
แม้เขาจะสวมเครื่องแบบของสถาบันครบชุด แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กลับตะโกนคำว่าขบถออกมา
หมวกทรงสูงของเขาเอียงกระเท่เร่เล็กน้อย ปอยผมสีดำรากไทรที่ยาวเกินระเบียบหลุดออกมาปรกหน้าผากชื้นเหงื่อ
ที่คอเสื้อเชฟที่ควรจะปิดมิดชิด กลับมีขอบ 'เสื้อยืดสีดำ' โผล่ออกมาให้เห็นชัดเจน ตัดกับสีขาวสะอาดของยูนิฟอร์มอย่างน่าหมั่นไส้ แถมผ้าพันคอที่ควรจะผูกปมสวยงาม ก็ถูกผูกลวกๆ เหมือนลูกเสือสำรอง
“Sorry, Chef! รถไฟฟ้าเสียครับ!”
เจโน่ยกมือไหว้เชฟผู้สอนชาวต่างชาติปลกๆ ก่อนจะกวาดสายตาหาที่ว่าง
โชคชะตาเล่นตลกเสมอ... ที่ว่างเดียวที่เหลืออยู่ คือสเตชั่นหมายเลข 09... ข้างๆ มิ๊ก
เจโน่แทรกตัวเข้ามาวางกระเป๋าเป้ใบเก่าลงที่พื้นข้างโต๊ะ กลิ่นที่ติดตัวเขามาปะทะจมูกมิ๊กทันที
มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเหมือนเพื่อนร่วมคลาสคนอื่น แต่มันคือกลิ่นของควันท่อไอเสีย กลิ่นฝน และกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นสบู่เย็นๆ
“มองไรคุณชาย? หน้ากูมีสูตรอาหารแปะอยู่เหรอ?”
เจโน่หันมาถามทันทีที่วางของเสร็จ เขาเลิกคิ้วกวนๆ มุมปากยกยิ้มที่ดูอันตรายและน่าดึงดูดในเวลาเดียวกัน
มิ๊กขยับแว่น ขยับตัวออกห่างเล็กน้อยรักษาระยะห่าง
“เสื้อยืดสีดำข้างใน... ผิดระเบียบนะครับ กฎบอกให้ใส่เสื้อกล้ามสีขาวเท่านั้น”
“โห... ตาดีจังวะ ใส่แว่นแล้วซูมได้ป่ะเนี่ย?”
เจโน่หัวเราะในลำคอ พลางดึงคอเสื้อเชฟขึ้นปิดรอยเสื้อดำข้างในแบบส่งๆ
“หยวนๆ น่าอาจารย์ แอร์ที่นี่หนาวจะตายชัก ใส่สีดำดูดความร้อนดีออก”
“นี่ไม่ใช่เรื่องอุณหภูมิ มันคือเรื่องวินัย”
มิ๊กกดเสียงต่ำ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะ
“ถ้าพื้นฐานแค่นี้คุณยังทำไม่ได้ จะไปทำอาหารที่ละเอียดอ่อนได้ยังไง”
เจโน่ชะงัก หันมามองหน้าคนข้างๆ เต็มตาเป็นครั้งแรก
ผิวขาวจัดจนเกือบซีดตัดกับผมสีดำสนิท ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นที่ฉายแววดื้อรั้น
และริมฝีปากบางที่ขยับบ่นขมุบขมิบ...
น่าแกล้งชะมัด
“วินัยกินไม่ได้หรอกคุณชาย... รสชาติสิกินได้”
เจโน่กระซิบตอบ พลางขยับเข้าไปเบียดพื้นที่ยืนของมิ๊กนิดหน่อยจนไหล่ชนกัน
“เดี๋ยวทำให้ดู ว่าเด็กทุนที่มึงมองเหยียดๆ เนี่ย... มีดีกว่าแค่แต่งตัวถูกระเบียบ”
มิ๊กสะดุ้งเมื่อไหล่หนาๆ ของอีกฝ่ายเบียดเข้ามา ความร้อนจากตัวเจโน่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าหนาๆ
เข้ามาจนเขารู้สึกได้ เขาหันขวับไปจ้องตาเขียว
“ถอย-ไป-ยืน-ที่-ตัว-เอง!”
...
เชฟผู้สอนชาวฝรั่งเศสเริ่มบรรยายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น โจทย์วันนี้คือคลาสสิกของคลาสสิก
การหั่นผักพื้นฐานสำหรับทำน้ำสต็อก หรือที่เรียกว่า Mirepoix
“อาหารฝรั่งเศสคือความแม่นยำ... ความสวยงามคือรสชาติแรกที่ลูกค้าสัมผัส”
เชฟกล่าวจบแล้วสั่งให้ทุกคนเริ่มปฏิบัติ
เสียงมีดกระทบเขียงเริ่มดังขึ้นระงม
ตึก... ตึก... ตึก...
มิ๊กเข้าสู่โหมดสมาธิขั้นสูง เขาหยิบแครอทมาปอกเปลือก
ตัดหัวท้ายทิ้งเพื่อให้ได้รูปทรงกระบอกที่สมบูรณ์แบบ ก่อนจะเริ่มหั่นเป็นแผ่นบางๆ ที่ความหนาเท่ากันเป๊ะราวกับใช้เครื่องจักรวัด
นิ้วมือซ้ายทำท่ากรงเล็บแมวกดวัตถุดิบไว้ สายตาจดจ่ออยู่ที่ปลายมีด
ปลายมีดจรดลงบนเขียงและโยกขึ้นลงเป็นจังหวะนุ่มนวล
สวยงาม... สมบูรณ์แบบ...
มิ๊กยิ้มมุมปากกับผลงานตัวเอง
แต่แล้ว... สมาธิเขาก็แตกกระเจิง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงสับจากโต๊ะข้างๆ ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอยู่ในตลาดสด
เจโน่ไม่ได้ใช้เทคนิคโยกมีดแบบฝรั่งเศส แต่เขากำลังใช้เทคนิคสับแบบไทยจีนด้วยความเร็วสูง
มิ๊กหันขวับไปมอง แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาแทบจะเป็นลม
เจโน่ไม่ได้ตกแต่งแครอทให้เป็นทรงสวยงามก่อนด้วยซ้ำ
เขาจับแครอททั้งหัวซอยยิกๆ ด้วยความเร็วที่มองตามแทบไม่ทัน
“นี่คุณ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
มิ๊กกระซิบดุเสียงลอดไรฟัน
“คุณกำลังทำลายวัตถุดิบ! เชฟสอนให้ตกแต่งให้เป็นเหลี่ยมก่อน ไม่ใช่สับส่งเดชแบบนั้น!”
เจโน่ไม่หยุดมือ หันมายักคิ้วให้
“ตกแต่งทำไม? เสียดายของ ส่วนโค้งส่วนเว้ามันก็กินได้ป่ะวะ? ง
เชฟบอกให้ทำ Mirepoix สำหรับต้มน้ำสต็อกไม่ใช่เหรอ? ต้มไปเดี๋ยวมันก็เปื่อย ใครจะมานั่งดูเหลี่ยมมุมในหม้อต้ม?”
“มันคือศิลปะการทำอาหาร!”
มิ๊กเถียงหน้าดำหน้าแดง
“และเศษผักของคุณมันกระเด็นข้ามเขียงมาโดนของผมแล้ว!”
เจโน่หยุดมือ วางมีดลง แล้วหันมาเผชิญหน้ากับมิ๊กตรงๆ
เขาใช้ท่อนแขนที่พับขึ้นมาปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะเท้าแขนกับโต๊ะของมิ๊ก กักตัวคนตัวเล็กกว่าไว้ในอ้อมแขนกลายๆ
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป... มิ๊กได้กลิ่นกายของเจโน่ชัดเจนขึ้น มันเป็นกลิ่นร้อนแรงของคนธาตุไฟ ผสมกับกลิ่นแป้งเอนกประสงค์ที่ฟุ้งอยู่ในอากาศ
“ฟังนะคุณชาย...”
เจโน่ก้มหน้าลงมาจนระดับสายตาเสมอกัน
“อาหารน่ะ... มันมีไว้กินให้อร่อย ไม่ได้มีไว้ตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์
นายหั่นสวยก็จริง แต่ทิ้งเนื้อแครอทไปตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อแลกกับทรงสี่เหลี่ยมโง่ๆ
นั่น... ในโลกความจริง ถ้าร้านอาหารทำแบบนาย เจ๊งตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว”
“นี่มันโรงเรียน... ไม่ใช่ร้านข้าวแกง”
มิ๊กเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแพ้
“ที่นี่เราเรียนเพื่อเป็นเชฟ ไม่ใช่กุ๊ย”
เจโน่มองริมฝีปากรั้นๆ ที่เถียงฉอดๆ นั่นแล้วรู้สึกมันเขี้ยว อยากจะหาอะไรยัดปากให้เงียบชะมัด
“งั้นมาวัดกัน...”
เจโน่ท้า
“ถ้าซุปของฉัน... ที่ทำจากเศษผักพวกนี้
รสชาติดีกว่าของนาย... เย็นนี้เลิกเรียน นายต้องไปนั่งกินส้มตำข้างทางกับฉัน”
“ฮะ?”
มิ๊กทำหน้าเหวอ
“ทำไมผมต้องไป?”
“เพราะดูจากหน้าซีดๆ ของนายแล้ว... น่าจะขาดปลาร้าในกระแสเลือดมานาน ไปเปิดโลกซะบ้างคุณหนู”
“ทุเรศ! ไม่มีทาง!”
...
เชฟผู้สอนเดินตรวจผลงานทีละโต๊ะ
เมื่อมาถึงโต๊ะมิ๊ก เชฟพยักหน้าชมเชย
“Très bien... ดีมาก ขนาดเท่ากันเป๊ะ สะอาด เป็นระเบียบ นี่คือมาตรฐานที่เราต้องการ”
มิ๊กยิ้มกว้าง ยืดอกรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อเชฟขยับมาที่โต๊ะเจโน่ คิ้วหนาๆ ของเชฟขมวดมุ่นมองกองผักที่ดูบ้านๆ ในถ้วย
“นี่มันอะไรกัน?”
เชฟถามเสียงเข้ม
“รูปร่างไม่ได้มาตรฐาน... ดูยุ่งเหยิงไปหมด”
มิ๊กแอบยิ้มเยาะในใจ สมน้ำหน้า
แต่แล้ว เชฟหยิบหอมหัวใหญ่ชิ้นหนึ่งของเจโน่ขึ้นมาดม
แล้วลองเคี้ยวสดๆ... สีหน้าของเชฟเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แต่... คุณเลือกใช้ส่วนแกนกลางของหอมใหญ่เยอะกว่าส่วนนอก...
รสหวานจะออกมาดีมากถ้านำไปต้ม และคุณไม่ปอกเปลือกแครอททิ้งทั้งหมด แค่ขัดผิว... กลิ่นดินจะช่วยชูรสน้ำซุป”
เชฟวางผักลง แล้วตบไหล่เจโน่หนักๆ
“เทคนิคแย่... แต่จิตวิญญาณดีมาก น้ำซุปของคุณจะมีรสชาติกว่าของเพื่อนข้างๆ
แน่นอน... แต่คราวหน้า กรุณาหั่นให้มันสวยกว่านี้ เข้าใจมั้ย?”
“Oui, Chef!”
เจโน่ขานรับเสียงดังฟังชัด
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบห้อง เพื่อนๆ ต่างมองเจโน่ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
เจโน่ค่อยๆ หันมาหาคนข้างๆ ที่ยืนหน้าเสียอยู่ เขายกมือขึ้นทำท่าปาดคอตัวเองเล่นๆ แล้วขยับปากบอกแบบไม่ออกเสียง
“เตรียม-ท้อง-ไว้-เลย-คุณ-ชาย”
...
บรรยากาศในห้องล็อกเกอร์ชายเต็มไปด้วยกลิ่นสเปรย์ระงับกลิ่นกายและเสียงพูดคุยจอแจ
มิ๊กกำลังถอดเนคไทลายขวางสัญลักษณ์ของสถาบันออกอย่างระมัดระวัง พับเก็บใส่กล่องเพื่อไม่ให้ยับ เขาถอดเสื้อเชฟตัวหนาออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวสะอาดแนบเนื้อที่โชว์ผิวขาวเนียนละเอียดแบบลูกคุณหนูที่ไม่เคยตากแดด
ปึ้ก!
เสียงตู้ล็อกเกอร์ข้างๆ ปิดดังสนั่น มิ๊กสะดุ้งหันไปมอง
เจโน่ยืนอยู่ตรงนั้น... ในสภาพล่อแหลมกว่าในห้องเรียนร้อยเท่า
เขาถอดเสื้อเชฟออกไปแล้ว เหลือแต่เสื้อยืดสีดำที่ตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับลำตัว
เผยให้เห็นลอนกล้ามท้องจางๆ และแผ่นอกกว้างที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
เจโน่กำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่เปียกชื้นอย่างแรงจนหัวยุ่ง
ภาพของหยดเหงื่อที่ไหลลงมาจากปลายผม ผ่านลำคอแกร่ง
และหายวับเข้าไปในคอเสื้อสีดำ... ทำให้มิ๊กเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
มันดู... สกปรก แต่ทำไม... ถึงละสายตาไม่ได้?
เจโน่หันมาสบตาพอดี เขาหยุดมือที่กำลังเช็ดผม แล้วยิ้มมุมปาก
“มองตาค้างเลยนะ... หิวเหรอ?”
มิ๊กหน้าแดงซ่าน รีบหันขวับกลับมาที่ตู้ตัวเอง
“ใครมอง! ผมแค่ดูว่าคุณจะแต่งตัวผิดระเบียบอีกมั้ยต่างหาก”
เจโน่หัวเราะเสียงต่ำ เดินเข้ามาประชิดตัวมิ๊กจากด้านหลังโดยไม่ให้ตั้งตัว
เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหูที่เริ่มแดงก่ำของมิ๊ก กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับฟีโรโมนดิบเถื่อนทำเอามิ๊กตัวแข็งทื่อ
“เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วไปเจอกันหน้าตึก... อย่าคิดหนีนะ 'น้องมิ๊ก'”
เจโน่จงใจเน้นคำว่าน้องด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่า
“เพราะพี่โน่จะพาไปกินของดี... ที่รับรองว่านายจะลืมอาหารฝรั่งเศสจืดๆ นี่ไปเลย”
พูดจบ เจโน่ก็คว้าเป้เดินผิวปากออกไปจากห้องล็อกเกอร์
ทิ้งให้คุณหนูแว่นยืนกุมอกเสื้อตัวเองแน่น หัวใจเต้นรัวแรงแข่งกับจังหวะเพลงร็อคที่ดังลอดมาจากหูฟังของใครสักคน
นี่คือบทเรียนบทแรกในสถาบันหรูแห่งนี้...
บทเรียนที่สอนว่า
"รสชาติที่อันตรายที่สุด... คือรสชาติของคนที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง"